ในชาติก่อนตอนที่เธอเรียนมหาวิทยาลัย เธอเลือกเรียนคณะการออกแบบเครื่องแต่งกายและต่อมาก็ได้ประกอบอาชีพในสายงานนี้โดยตรงเธอจึงจดจำเื่ราวประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของเสื้อผ้าได้แม่นยำดั่งสมบัติล้ำค่าที่อยู่ในใจอีกทั้งยังมีความเฉียบคมต่อกระแสแฟชั่นในระดับที่สูงยิ่ง
ผืนผ้าที่พี่สามให้มานี้หากตัดเย็บอย่างสมเหตุสมผลและจัดวางแพทเทิร์นให้ดีก็จะสามารถเนรมิตเสื้อผ้าออกมาได้ถึงสามสี่ตัวอย่างง่ายดาย
และเสื้อผ้าเหล่านี้เองที่จะแปรเปลี่ยนเป็เงินทองได้
เจียงอิ๋งอิ๋งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มรื้อค้นข้าวของในห้อง ไม่นานนักเธอก็พบกรรไกรหนึ่งเล่มพร้อมเข็มและด้าย
พื้นฐานการเย็บปักของเธอนั้นแน่นปึ้กการตัดเย็บชุดที่ใช้ในชีวิตประจำวันจึงไม่จำเป็ต้องร่างแบบลงกระดาษให้เสียเวลาเธอสามารถลงมือทำได้ทันที
โต๊ะถูกเก็บกวาดจนว่างเปล่าและเช็ดทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่องเนื่องจากไม่มีสายวัด เจียงอิ๋งอิ๋งจึงใช้มือของตนเองในการกะระยะวัดสัดส่วนแทนในชาติภพก่อนเสื้อผ้าที่ผ่านมือเธอมีไม่ต่ำกว่าพันชุด เสื้อผ้าไซส์มาตรฐานสักตัวไม่ว่าจะเป็่เอว ชายกระโปรง หรือรอบคอ ขนาดที่เหมาะสมล้วนสลักลึกอยู่ในความทรงจำของเธออย่างแม่นยำ
ทว่าเนื้อผ้านี้ช่างล้ำค่านักเธอลังเลอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็ยังไม่กล้าลงกรรไกรในทันทีแต่ตั้งใจจะออกไปหาชอล์กขีดผ้ามาวาดแบบเสียก่อน
ภายในลานบ้านหลี่เสวี่ยเหลียนและเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นกำลังช่วยกันตากถั่วฝักยาวเนื่องจากวันนี้เป็วันที่เจียงอิ๋งอิ๋งกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมพวกเธอจึงกลับจากไร่นาเร็วกว่าปกติเล็กน้อย
เสิ่นเหยาเองก็ไม่ได้อยู่ว่างเขาเปลือยท่อนบนอวดแผ่นหลังกำยำขณะกำลังผ่าฟืนอยู่
แม้แต่เสิ่นชิ่งหงก็ยังพาหลานชายตัวน้อยทั้งสองคนมานั่งสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่ด้วยกัน
เจียงอิ๋งอิ๋งใช้นิ้วสะกิดเบาๆที่แผ่นหลังเปลือยเปล่าของเสิ่นเหยา ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ช่วยฉันหาชอล์กสักแท่งได้ไหมคะ?”
เสิ่นเหยาเหลือบมองเธอแวบหนึ่งแต่มือยังคงขยับไม่หยุด “ที่บ้านไม่มีหรอก”
เขาชูขวานขึ้นสูงกล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเขม็งยามออกแรง หยาดเหงื่อไหลซึมตามแผ่นหลังและหน้าท้องช้าๆฟืนท่อนใหญ่ถูกผ่าแยกออกเป็สองซีก เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
เจียงอิ๋งอิ๋งใจนไหล่สะดุ้งเธออุทาน“อุ๊ย!” ออกมาคำหนึ่งแล้วรีบถอยหลังกรูดด้วยความลนลาน
ทางด้านหลี่เสวี่ยเหลียนเห็นเข้าก็ทนไม่ไหวเอ่ยดุขึ้นมาประโยคหนึ่ง “อิ๋งอิ๋งมีธุระจะคุยด้วยหยุดงานในมือสักครู่ไม่ได้หรือไง?”
เ้าลูกชายโง่เขลานี่ไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย!ดูสิ ทำเอาลูกสะใภ้แสนดีของเธอใจนหน้าถอดสีหมดแล้ว!
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเองก็ช่วยบ่นสมทบอีกสองคำ“พี่รองทำพี่สะใภ้ใหมดแล้วนะ!”
เสิ่นเหยารู้สึกงุนงงจนบอกไม่ถูกเขาแทบไม่ได้ทำอะไรเลย กลับต้องมาโดนรุมเสียอย่างนั้น?
เจียงอิ๋งอิ๋งถือโอกาสนั้นลงไปนั่งข้างหลี่เสวี่ยเหลียนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “คุณแม่คะเป็ความผิดของหนูเองค่ะ หนูเข้าไปขัดจังหวะตอนพี่เหยากำลังทำงาน!”
หลี่เสวี่ยเหลียนถลึงตาใส่เสิ่นเหยาแวบหนึ่งก่อนจะหันมาปลอบโยนเธอแทน “พูดอะไรอย่างนั้นลูกดูเขาสิ นั่นเรียกว่าทำงานที่ไหนกัน? เขาผ่าฟืนเล่นสนุกไปวันๆนั่นแหละ ไม่ถือว่าเสียงานเสียการหรอก! ว่าแต่หิวข้าวหรือยังล่ะเดี๋ยวแม่ไปทำกับข้าวให้นะ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งส่ายหน้าเบาๆพลางขบเม้มริมฝีปากล่างสีแดงระเรื่อ “คุณแม่คะหนูแค่อยากได้ชอล์กมาใช้งานค่ะ”
ชอล์กงั้นหรือ?
ชาวไร่ชาวนาอย่างพวกเขาไม่มีของพรรค์นั้นใช้กันหรอก!
หลี่เสวี่ยเหลียนขมวดคิ้วยังไม่ทันจะได้อ้าปากตอบ เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็วางถั่วฝักยาวในมือลง“พี่สะใภ้ ฉันรู้ค่ะว่าที่ไหนมี!”
เธอวิ่งะโโลดเต้นเข้าไปในห้องโถงกลางไม่นานก็กลับออกมาพร้อมชอล์กสีขาวแท่งเล็กๆ ยื่นส่งให้เจียงอิ๋งอิ๋ง“นี่ค่ะ แบบนี้ใช้ได้ไหมคะ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งดีใจอย่างมากเธอเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงหวานละมุน “เสี่ยวอวิ๋นเป็น้องสาวที่แสนดีของพี่จริงๆเลย!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นนั่งลงด้วยท่าทางเขินอาย“ถ้าอย่างนั้นพี่ก็เอาไปใช้เถอะจ้ะเดี๋ยวถึงเวลากินข้าวฉันจะไปเรียกนะ”
่เวลาเพียงสองวันผู้หญิงคนนี้ใช้เพียงคำพูดหวานหูและเนื้อสัตว์สองมื้อซื้อใจคนทั้งบ้านไปได้จนหมดสิ้น
งานในนาไม่ลงงานครัวไม่ทำ แม้แต่งานจุกจิกอย่างให้อาหารไก่หรือซักผ้าก็ไม่แตะ!แต่แปลกนักที่ทั้งคุณแม่และน้องเล็กกลับไม่ถือสาหาความกันเลยสักนิด!
เสิ่นเหยาหลุบตาลงในใจยิ่งรู้สึกตอกย้ำว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนประเภทที่จะครองคู่ร่วมสร้างครอบครัวกันไปได้ยาวๆ
เจียงอิ๋งอิ๋งไม่ได้สนใจสิ่งอื่นนอกจากเื่เสื้อผ้าเมื่อได้ชอล์กมาแล้วเธอก็เริ่มงานของตนทันที
เธอเริ่มจากการขีดเส้นร่างแบบจากนั้นจึงใช้กรรไกรตัดตามรอย
เพียงแต่กรรไกรเล่มนี้เมื่อเทียบกับอุปกรณ์มืออาชีพที่เธอเคยใช้แล้วมันช่างใช้งานยากกว่ามากกว่าจะตัดชุดกระโปรงออกมาได้เสร็จหนึ่งตัวง่ามมือขาวนวลของเธอก็ถูกเสียดสีจนแดงก่ำและถลอกปอกเปิกไปหมด...
เธอสะบัดข้อมือไปมานวดมือตนเองด้วยดวงตาคลอเบ้า ก่อนจะกัดฟันสนด้ายเข้าเข็มอย่างจริงจัง
ผ้าพื้นสีขาวเช่นนี้ใช้เพียงด้ายสีขาวก็เพียงพอแล้ว
เข็มและด้ายถือเป็ของใช้พื้นฐานที่พบเห็นได้ทั่วไปในชนบทในตะกร้าสานภายในห้องนอนของเธอก็มีเตรียมไว้พร้อมสรรพ
เพราะนี่ไม่ใช่การเย็บชุดตัวอย่างแต่เป็การเย็บเพื่อนำไปขายจริงๆ ฝีเข็มจึงต้องประณีตและเนียนกริบเป็พิเศษ
ดังนั้นหลังจากเย็บไปได้เพียงยี่สิบนาทีเจียงอิ๋งอิ๋งก็รู้สึกเมื่อยล้าจนแทบจะขาดใจ...
แม้แต่ต้นคอก็เริ่มปวดล้าไปหมด
ในตอนนั้นเองประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก เสิ่นเหยาพาดเสื้อนอกไว้บนไหล่บนร่างกายยังมีหยาดน้ำเกาะพราว เส้นผมเปียกชื้นเดินเข้ามาในห้อง
ภายนอกอากาศร้อนอบอ้าวเมื่อทำงานเสร็จเขาจึงถือโอกาสอาบน้ำชำระล้างร่างกายเสียเลย
เจียงอิ๋งอิ๋งกำลังมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการเย็บกระโปรงเธอไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เพียงแต่ตั้งหน้าตั้งตาเย็บผ้าต่อไป
สายตาของเสิ่นเหยาเลื่อนไปตกอยู่ที่ผืนผ้าในมือเธอชุดกระโปรงที่มีรูปทรงแปลกตาตัวหนึ่งเริ่มเป็รูปเป็ร่างขึ้นมาแล้วเขาเบนสายตากลับมาโดยไม่มีความรู้อยากรู้อยากเห็นแม้แต่น้อย
เจียงอิ๋งอิ๋งเป็คนรักสวยรักงามได้ผ้ามาก็คงอยากตัดชุดใหม่ใส่เอง นั่นไม่ใช่เื่แปลก
เขาเช็ดหยาดน้ำตามตัวจนแห้งพอเตรียมจะเปลี่ยนกางเกง การเคลื่อนไหวก็ชะงักไปครู่หนึ่ง“ฉันจะเปลี่ยนเสื้อผ้า”
เจียงอิ๋งอิ๋งละสายตามามองเขาแวบหนึ่งพลางขมวดคิ้วอย่างสงสัย “คุณจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไปสิ”
ใบหน้าของเสิ่นเหยาเคร่งขรึมลง“เธอไม่คิดจะออกไปข้างนอกหน่อยหรือ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งมองเขาด้วยท่าทีราวกับเขาทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่“ฉันจะออกไปทำไมล่ะ? คุณก็เปลี่ยนของคุณไปฉันไม่แอบดูหรอก!”
ผู้หญิงคนนี้ไม่มียางอายเลยหรืออย่างไร?
กลับเป็เสิ่นเหยาเองที่หมดคำพูดเขาที่เป็ชายชาตรีจะต้องกลัวเสียเปรียบไปทำไมกัน?
ทว่ายามที่ต้องเปลี่ยนกางเกงท่าทางของเขากลับดูเก้ๆ กังๆ และลนลานขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อลอบมองเจียงอิ๋งอิ๋งอีกครั้ง แม่คุณก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาเลยสักนิดแม้แต่สายตาก็ไม่ได้แลมาทางเขาเลย...
เสิ่นเหยากัดฟันกรอด“ไปกินข้าวได้แล้ว อย่าให้แม่ฉันต้องมาคอยเรียกทุกครั้งไปเธอไม่อยากทำงานฉันก็ไม่บังคับหรอกแต่อย่าหวังว่าแม่กับน้องฉันจะต้องมาคอยปรนนิบัติเธอทุกอย่าง!”
ในที่สุดเจียงอิ๋งอิ๋งก็เงยหน้าขึ้นมองเขางานในมือหยุดชะงักลง “พี่เหยาคะ ฉันผิดไปแล้วพี่อย่าโกรธเลยนะ ตกลงไหมคะ?”
“...”
เสิ่นเหยารู้สึกเหมือนตนเองออกหมัดไปกระทบโดนก้อนสำลีนุ่มนิ่มจนความโมโหหายไปสิ้นเหลือเพียงความอึดอัดที่ต้องเก็บงำเอาไว้แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปข้างนอก
อาหารมื้อนี้ยังคงไม่มีเนื้อสัตว์เป็หลักตามเคยทว่าน้ำแกงเนื้อกระต่ายที่เหลือจากเมื่อวานถูกนำมาตุ๋นกับถั่วฝักยาวแห้งรสชาติจึงยังคงเข้มข้นกลมกล่อมดีนัก
เจียงอิ๋งอิ๋งยังคงพะวงอยู่กับเสื้อผ้าของเธอความเร็วในการกินจึงเพิ่มขึ้นกว่าปกติหลายส่วน
หลี่เสวี่ยเหลียนมองเธอด้วยความเอ็นดู“ค่อยๆ กินลูก ในหม้อยังมีเหลืออีกเยอะ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งวางตะเกียบลงด้วยความเขินอาย“คุณแม่คะ หนูยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกนิดหน่อยในห้องถ้วยชามพวกนี้วางไว้ก่อนได้ไหมคะ? ไว้หนูจัดการเรียบร้อยแล้วจะมาล้างเองค่ะ”
หลี่เสวี่ยเหลียนถลึงตาใส่เธออย่างไม่จริงจัง“เด็กโง่ คนในบ้านตั้งเยอะแยะจะต้องรอให้ลูกมาล้างถ้วยชามอีกหรือ?เสี่ยวอวิ๋นกับอาเหยา ไม่ว่าใครก็ทำงานได้ทั้งนั้น!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นที่กำลังพุ้ยข้าวสวยหอมกรุ่นเข้าปากเมื่อได้ยินดังนั้นก็เอ่ยขึ้นอย่างรู้ความทันที “พี่สะใภ้ไปจัดการธุระของพี่เถอะค่ะ เดี๋ยวฉันล้างจานเอง”
เจียงอิ๋งอิ๋งก้มหน้ายิ้มอย่างขัดเขินทันใดนั้นก็นึกเื่หนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามออกไป“เสี่ยวอวิ๋นจ๊ะ เธอพอจะทำงานเย็บปักถักร้อยเป็บ้างไหม?”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นยืดอกขึ้นทันควันด้วยความภูมิใจ“พี่สะใภ้ งานเย็บปักฉันเก่งเชียวล่ะ! รองเท้าผ้าที่พี่ชายใส่ฉันก็เป็คนเย็บเองทั้งนั้นเลยนะ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งดีใจจนเนื้อเต้น“ถ้าอย่างนั้นเธอเข้าไปในห้องกับพี่ แล้วช่วยพี่หน่อยได้ไหมจ๊ะ?”
เสิ่นเหยานึกถึงชุดกระโปรงที่เห็นในห้องก่อนหน้านี้ขึ้นมาทันทีใบหน้าของเขาเริ่มบึ้งตึงขึ้นอีกครั้ง
ผู้หญิงคนนี้นอกจากตัวเองจะไม่ทำงานแล้ว ยังจะใช้ให้น้องเล็กไปช่วยเย็บเสื้อผ้าให้อีกงั้นหรือ?
“เสื้อผ้าของเธอ เธอก็ทำเองสิ”
เขาเอ่ยขึ้นด้วยสายตาเ็า“น้องเล็กไปทำงานที่นาเหนื่อยมาทั้งวันแล้วจะเอาแรงที่ไหนไปช่วยงานเธออีก?”