เจียงเยี่ยน ดับเทพพิฆาตมาร

    ตอนที่ 37 ตำหนักเทพธรณินเคลื่อนไหว



    เสิ่นเฟิงขอให้หลี่กวนหยางช่วยกำจัดไป๋เหวินโจว หลี่กวนหยางตอบว่า
    “ข้ามีนัดประลองกับไป๋เหวินโจวอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับไป๋เหวินโจวตอนนี้”
    “แต่ไป๋เหวินโจวตอนนี้ไร้ซึ่งวิทยายุทธ หากกำจัดมันตอนนี้ย่อมง่ายดายกว่า อีกห้าเดือนนับเป็นเวลายาวนานไม่น้อย มันอาจจะหาวิธีฟื้นฟูวิทยายุทธได้” เสิ่นเฟิงกล่าว
    หลี่กวนหยางนิ่งเงียบ เสิ่นเฟิงพยายามจ้องหน้ามันแต่ก็เห็นไม่ชัด บริเวณที่มันนั่งอยู่มีเงามืดปกคลุม มิอาจเห็นโฉมหน้าได้ชัดตา
    ทันใดนั้นเสิ่นเฟิงรู้สึกร่างกายอึดอัด เกิดคลื่นพลังไร้สภาพลูกใหญ่ซัดมาใส่มันอย่างรวดเร็ว
    “อึก!” เสิ่นเฟิงถอยกายไปสองก้าวรู้สึกทรวงอกอึดอัดแทบระเบิด มันมีสีหน้าซีดเผือด
    “อย่าได้ริอาจสั่งสอนข้า” หลี่กวนหยางกล่าว
    “ทราบแล้ว” เสิ่นเฟิงกล่าว
    “เจ้าว่าเด็กเจียงเยี่ยนเดินทางไปที่เขาคุนหลุน?”
    “ถูกต้อง” เสิ่นเฟิงรับคำ
    “ไปเพื่ออะไร?”
    “เทพธิดาแห่งเขาคุนหลุนนามซูโหยวเสวียน นำตัวเด็กน้อยเจียงเยี่ยนไปเพื่อรักษาอาการเจ็บปวดจากชีพจรเทพดับสูญ หากนางกระทำสำเร็จ เจียงเยี่ยนจะสามารถดึงพลังเทพดับสูญมาใช้ได้ พลังฝีมือจะสูงส่งยิ่งขึ้น” เสิ่นเฟิงกล่าว
    “เหตุใดเจ้าต้องบอกข่าวนี้กับข้า?”
    “เพราะข้าเคยถูกไป๋เหวินโจวลอบวางยาพิษ ข้าไม่อาจละเว้นมัน” เสิ่นเฟิงตอบอย่างเคียดแค้น
    “อืม เหล่าตู๋ (เฒ่าแซ่ตู๋) ซูโหยวเสวียนเป็นใคร?” หลี่กวนหยางถาม
    เฒ่าหนวดมังกรซึ่งแซ่ตู๋ ครุ่นคิดเล็กน้อยจึงตอบ
    “ซูโหยวเสวียนเป็นเทพธิดาแห่งวังนิรมล ความเป็นมาไม่แน่ชัด แต่ในแดนซีอี้ (สุดชายแดนตะวันตก) มีเพียงแค่สำนักคุนหลุนและวังนิรมลที่มีชื่อเสียงสูงสุด”
    หลี่กวนหยางนิ่งเงียบไม่ตอบ มันจ้องหน้าเสิ่นเฟิง
    “ฝีมือซูโหยวเสวียนหากเปรียบเทียบกับเจ้าแล้วเป็นอย่างไร?”
    เสิ่นเฟิงตอบ
    “ฝีมือเหนือกว่าข้าหนึ่งขั้น”

    ทันใดนั้นเห็นเงาสีดำวูบหนึ่ง หลี่กวนหยางในชุดยาวสีดำขลิบทองพุ่งมา จากนั้นสะบัดฝ่ามือใส่เสิ่นเฟิงทันที
    เทพยุทธรู้สึกหายใจแทบไม่ออก อยากขยับกายก็ขยับไม่ได้ประหนึ่งดั่งถูกผืนพสุธากดทับ รู้สึกแผ่นดินรอบกายสั่นไหว อากาศก็สั่นสะเทือน พลังฝ่ามือของหลี่กวนหยางครอบคลุมทั้งบริเวณห้องโถง
    ลมปราณคุมจักรวาล!
    เสิ่นเฟิงตวาดดังก้องต่อยหมัดเทพราชสีห์ใส่หลี่กวนหยางทันที
    พลังหมัดของเสิ่นเฟิงยังไม่ทันกระทบถูกฝ่ามือหลี่กวนหยางก็รู้สึกลมปราณตนเองถูกควบคุมทั้งหมด เดินพลังได้ไม่สะดวก เขามิทราบควรทำอย่างไรดี
    โครม!
    พลังลมปราณของหลี่กวนหยางปะทะกับหมัดเสิ่นเฟิง ทำเอาร่างเสิ่นเฟิงลอยละลิ่วไป
    หลี่กวนหยางยืนนิ่งกับพื้นโบกแขนเสื้อออก ก่อเกิดเป็นพลังลมขุมหนึ่งโอบอุ้มกายเสิ่นเฟิงไว้ ช่วยพยุงร่างมันลงพื้นอย่างแผ่วเบา

    เสิ่นเฟิงตื่นตระหนกยิ่ง เบื้องหน้ามันคือบุรุษอายุราวสามสิบปลายๆ ใบหน้าคมแต่เย็นชา แววตาลึกซึ้งยากคาดเดา มีจุดสีแดงเล็กๆ ตรงหน้าฝาก ผมยาวดำสลวย สวมมงกุฎทองแบบท่านอ๋อง (เชื้อพระวงศ์)
    “หากนางฝีมือเหนือกว่าเจ้าเพียงหนึ่งขั้น ข้าสามารถกำจัดนางได้”
    เสิ่นเฟิงเคยได้ยินว่าหลี่กวนหยางมีอายุไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี เหตไฉนบุรุษเบื้องหน้าอย่างมากก็มีอายุเพียงแค่สามสิบกว่าปีปลายๆ ตัวมันเองอายุสี่สิบหกปีแล้ว ยังมีใบหน้าแก่กว่าหลี่กวนหยางมากนัก
    แต่เมื่อได้ประลองฝีมือกันแล้ว เสิ่นเฟิงเชื่อว่าหลี่กวนหยางต้องชนะซูโหยวเสวียนได้แน่
    หลี่กวนหยางหันไปกล่าวกับเฒ่าหนวดมังกร
    “เหล่าตู๋ (เฒ่าแซ่ตู๋) เจ้านำกำลังไปจัดการปราชญ์มารบริสุทธิ์ ส่วนข้าจะเดินทางไปจับตัวเด็กน้อยเจียงเยี่ยนด้วยตนเอง”
    เฒ่าหนวดมังกรรับคำ รีบออกจากห้องโถงไปทันที หลี่กวนหยางบอกกับเสิ่นเฟิง
    “เจ้าไปกับเฒ่าหนวดมังกรด้วย พลังฝีมือเจ้าพอใช้การได้ หากทำงานสำเร็จ ข้าจะตั้งให้เจ้าเป็นหัวหน้าหน่วยของวังเทพธรณิน”
    เสิ่นเฟิงรีบรับคำ ขอเพียงจัดการปราชญ์มารบริสุทธิ์ได้ แม้ให้มันบุกน้ำลุยไฟก็ไม่เกี่ยง

    ระหว่างที่พวกตำหนักเทพธรณินกำลังวางแผนคิดร้ายไป๋เหวินโจวและศิษย์ อีกด้านที่หุบเขาอภิรมย์ ไป๋เหวินโจวกำลังดีดพิณในบ้านด้วยทำนองสดใสไพเราะ
    หวงเทียนเหยานั่งอยู่ที่เก้าอี้ ฟังไป๋เหวินโจวดีดพิณก็มีึความรู้สึกสุนทรียิ่งนัก หลังไป๋เหวินโจวดีพิณเสร็จ หวงเทียนเหยาก็อดถามมิได้
    “เสี่ยวไป๋ เจ้าสูญเสียวิทยายุทธ เหตุใดจึงดูไม่ร้อนใจแม้แต่น้อย แม้แต่ความเคร่งเครียดก็ไม่มี อีกไม่นานเจ้าก็ต้องไปประลองกับหลี่กวนหยางแล้ว”
    ไป๋เหวินโจวเอ่ยขึ้น
    “นั่นเพราะข้ามิได้สูญเสียวิทยายุทธ!”
    หวงเทียนเหยารีบถาม
    “เจ้า..เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
    ไป๋เหวินโจวอธิบาย
    “บิดาข้าลู่เตี่ยน คือประมุขพรรคสรรพสิ่งอันเป็นพรรคมารอันดับหนึ่งในยุคก่อน ยอดวิชาที่เขาตกทอดให้มารดาข้า คือลมปราณเอกอนันต์ ซึ่งลมปราณนี้เมื่อฝึกแล้วจะไม่มีวันหายไป ต่อให้ถูกทำลายวิทยายุทธหรือถูกดูดลมปราณจนหมดตัวก็จะก่อเกิดใหม่ได้เองไม่มีวันหมดสิ้น ชื่อว่าวิชาจึงมีคำว่าอนันต์ (ไร้ที่สิ้นสุด) เสี่ยวหวง (หวงน้อย) เจ้ามาก็ดี ข้าจำเป็นต้องฝึกลมปราณเอกอนันต์สักหนึ่งเดือนเพื่อเรียกลมปราณคืน จะให้ผู้ใดรบกวนไม่ได้”
    หวงเทียนเหยาอดชื่นชมในความเจ้าเล่ห์ไป๋เหวินโจวมิได้
    “ที่แท้เจ้าหลอกซูโหยวเสวียน”
    “นางคิดประทุษร้ายข้า แต่นางก็เป็นผู้เดียวที่รักษาเยี่ยนเอ๋อร์ได้ ข้าจึงยอมทำลายวิทยายุทธชั่วคราวเพื่อตบตานาง”
    หวงเทียนเหยาพยักหน้า ไป๋เหวินโจวจึงขอเก็บตัวเพื่อลมปราณเอกอนันต์เพื่อเรียกพลังลมปราณคืน

    ม้าสี่ตัววิ่งห้อตะบึงอย่างรวดเร็ว หลายสิบวันมานี้มันวิ่งผ่านเมืองน้อยใหญ่โดยแทบไม่หยุดพัก เจียงเยี่ยนขอซูโหยวเสวียนให้เร่งรุดเดินทาง เนื่องจากเขาคุนหลุนอยู่ไกลอย่างยิ่ง หากชักช้า เขาอาจกลับมาไม่ทันการไป๋เหวินโจวประลองกับหลี่กวนหยาง
    วันนี้พวกเจียงเยี่ยนเดินทางมาถึงป่าน้อยแห่งหนึ่ง ทั้งหมดจึงนั่งลงพักผ่อน เจียงเยี่ยนมองไปก็พบยอดเขาจำนวนมากเรียงรายยาวดุจมังกร เจียงเยี่ยนอดพึมพำเบาๆ มิได้
    “ไฉนภูเขาจึงมากมายเช่นนี้”
    จินเซียะเอ่ยขึ้น
    “คุณชายเจียง บริเวณนี้ใกล้จะถึงภูเขาคุนหลุนแล้ว จึงมีเทือกเขามากมายเช่นนี้”
    “ข้าเคยได้ยินท่านพ่อเล่าว่าในแผ่นดินมีห้าสำนักใหญ่ฝ่ายธัมมะ คือเส้าหลิน บู๊ตึ๊ง ง้อไบ๊ คุนหลุน คงถง ไม่ทราบว่าสำนักคุนหลุนอยู่บริเวณนี้หรือไม่”
    เจียงเซียะเอ่ยว่า
    “ถูกต้อง ท่านเฮ่อก็เป็นศิษย์ของคุนหลุน”
    เจียงเยี่ยนอดหันไปมองเฮ่อจวงซึ่งกำลังก่อฟืนทำอาหารมิได้ การเดินทางที่ผ่านมามันกับเฮ่อจวงแทบมิได้พูดคุยกันเลย เฮ่อจวงเป็นคนนิ่งเงียบ ไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ใด
    “จินเซียะ อย่าได้พูดมาก” ซูโหยวเสวียนเอ่ย
    จินเซียะรีบรับคำ “รับทราบ”
    ซูโหยวเสวียนนางโบกพัดจีบ กล่าวขึ้นเอง
    “เขาคุนหลุนมียอดเขากว่าสองร้อยแห่ง แนวภูเขาเรียงรายดุจมังกร ได้ชื่อว่าเป็นที่อยู่ของเหล่าเซียน โดยเฉพาะพระแม่ซีหวางหมู่ผู้เป็นภรรยาของเง็กเซียนฮ่องเต้บนสวรรค์ พระนางมีหน้าที่ปกครองเทพฝ่ายหญิงทั้งหมด พระแม่ซีหว่างหมู่ได้รับยกย่องเป็นเทพของลัทธิเต๋า ดังนั้นสำนักคุนหลุนจึงมีการพำเพ็ญพรตอย่างลัทธิเต๋าด้วย”
    ซูโหยวเสวียนเอ่ยขึ้นอีก
    “สำนักคุนหลุนเชี่ยวชาญการใช้เพลงกระบี่ เป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ฝ่ายธัมมะ เจ้าสำนักมีนามว่าเหลียงจื่อ แต่ในสายตาข้าไม่นับเป็นอย่างไรได้”
    น้ำเสียงซูโหยวเสวียนช่างถือดี นางยังกล่าวอีกว่า
    “เดินทางอีกไม่เกินสองวัน ก็จะถึงเขาเทพีคุนหลุน อันเป็นที่ตั้งของวังนิรมล”
    ทั้งหมดต่างพักผ่อน คุนหลุนยามเย็นมีอากาศเหน็บหนาวอย่างยิ่ง โชคดีที่เจียงเยี่ยนซื้อพวกเสื้อขนสัตว์มาหลายตัว ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมาพอสมควร

    กลางดึกคืนนี้ จันทราพอส่องแสงให้เห็นแสงสว่างอย่างเลือนราง เฮ่อจวงมีหน้าที่ยืนเฝ้าเวรยาม ส่วนจินเซียะก็ปูผ้าบางๆ ผืนหนึ่งนอน เจียงเยี่ยนรู้สึกเหน็บหนาวจนนอนไม่หลับเขาจึงลุกขึ้น แต่ไม่เห็นซูโหยวเสวียน
    เจียงเยี่ยนเดินไปถามเฮ่อจวง
    “จอมยุทธเฮ่อ เทพธิดาท่านเล่า?”
    เฮ่อจวงตอบว่า
    “นางยืนอยู่ด้านนั้น”
    เฮ่อจวงชี้มือไปในป่าซึ่งมองแทบไม่เห็นอันใด เจียงเยี่ยนจึงตอบ
    “ขอบคุณ”
    เจียงเยี่ยนเดินไปหาซูโหยวเสวียน การเดินทางหลายสิบวันที่ผ่านมา ซูโหยวเสวียนดีกับเขาไม่น้อย ทั้งซื้อของเตรียมเสบียงให้เขาทุกอย่าง เขาจึงอยากไปขอบคุณนาง
    เห็นซูโหยวเสวียนยืนนิ่งเหม่อมองดวงจันทร์ เห็นใบหน้านางที่อาบไล้แสงจันทร์ให้ความงดงามซาบซึ้งสุดบรรยาย ความงดงามของนางดุจดังเทพีฉางเอ๋อร์ ซึ่งเป็นเทพธิดาแห่งดวงจันทร์
    “เจ้ามีอะไร?” ซูโหยวเสวียนถาม
    “ข้า..ข้าไม่เห็นท่านนอนอยู่ จึงเดินตามหาท่าน”
    ซูโหยวเสวียนยิ้มเล็กน้อย
    “ตามหาข้า มีเรื่องอะไร?”
    “ข้าขอขอบคุณท่าน ที่ท่านดูแลข้ามาตลอด และจะช่วยรักษาอาการป่วยให้ข้าด้วย”
    ซูโหยวเสวียนโบกพัดจีบกล่าวว่า
    “ไม่เป็นไร ถือว่าอาจารย์เจ้ายอมทำลายวิทยายุทธเพื่อช่วยเหลือเจ้า ข้าเองก็ต้องทำตามคำพูดที่รับปากไว้”
    “เหตุใดท่านต้องวิ่งเต้นเรื่องราวมากมาย ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นช่วยรักษาให้ข้า ช่วยเสิ่นเฟิงล้างแค้น” เจียงเยี่ยนถาม
    ซูโหยวเสวียนตอบว่า
    “นับตั้งแต่ข้าฝึกปรือสำเร็จ ก็ไม่มีผู้ใดในแดนซีอี้เอาชนะข้าได้อีก ต่อมาเสิ่นเฟิงมาหาข้า ขอให้ข้าช่วยรักษาพิษให้ เสิ่นเฟิงเล่าถึงความร้ายกาจของปราชญ์มารบริสุทธิ์ ข้าเห็นว่าการต่อสู้กับคนผู้นี้เป็นสิ่งท้าทาย จึงรับปากเสิ่นเฟิงช่วยเขาล้างแค้น”
    “แต่กับเจ้า เจียงเยี่ยน ที่ข้าช่วยเจ้ารักษา ไม่เพียงเพราะรับปากไป๋เหวินโจวไว้ ข้ายังมีเหตุผลอื่นอีก”
    เจียงเยี่ยนรีบถาม
    “เหตุผลอะไร?”
    ซูโหยวเสวียนอ้าปากหมายจะตอบ แต่นางกลับมีแววตาคมกริบ
    “มีคนมา ช่างบังอาจนัก”
    เจียงเยี่ยนกลับไม่ได้ยินอะไร แต่เมื่อผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนนับสิบกำลังวิ่งมา
    ไม่นานเฮ่อจวงและจินเซียะก็ใช้วิชาตัวเบามาถึง เฮ่อจวงกล่าวว่า
    “ศัตรูรู้ว่าเราจะผ่านทางนี้ จึงซุ่มกำลังไว้ก่อนแล้ว”
    เจียงเยี่ยนรีบถาม
    “ศัตรู? ผู้ใด?”
    จินเซียะส่ายหน้า
    “ไม่ทราบ แต่มันรู้การเคลื่อนไหวเราได้อย่างไร?”
    ไม่ถึงชั่วอึดใจ บุรุษราวเจ็ดแปดสิบคนก็วิ่งมาพร้อมถือกระบี่ บางคนเป็นนักพรต บางคนเป็นฆราวาส ซูโหยวเสวียนกล่าวว่า
    “คนของสำนักคุนหลุน!”
    ---- จบตอน ------ สำนักคุนหลุนเกี่ยวอะไรด้วย มาทำไม โปรดติดตาม ตอนหน้าสู้สนุกแน่นอน
    ตอนหน้าเป็นตอนสู้ใหญ่ ขอบริจาคกำลังใจ 3 กำลังใจนะคร้าบ


    คล้ายกับเรื่องเจียงเยี่ยน ดับเทพพิฆาตมาร ที่คุณอ่าน