ขจรถูกพาตัวเข้ามาในตึกแห่งหนึ่งมีป้ายขนาดใหญ่เขียนไว้ว่า หอคุ้มกฏแห่งสำนักวังเหมันต์ ด้านในห้องโถงใหญ่ ตอนนี้มีเหล่าคุณชายตระกูลหยาง ตระกูลฟางและ ตระกูลหยุน และยังมีชายที่นั่งอยู่ตรงกลางห้องโถงขนาดใหญ่ เป็นจ้าวหอผู้คุ้มกฏของสำนักวังเหมันต์ มีชื่อว่า หยางซู่ และด้านข้างซ้ายขวามี รองผู้คุ้มกฏอีกสามคน
มีธิดาเทพมาร่วมฟังการพิจารณาในครั้งนี้ด้วย พร้อมกับศิษย์สำนักวังเหมันต์อีกหลายคน และยังมีผู้พิทักษ์ที่ปะมือกับขจร เมื่อคืนยืนอย่างนิ่งสงบ
รองผู้คุ้มกฏ ตุงฮิง พาขจรเดินเข้ามาในห้องโถง ทุกคนก็ต่างจับจ้องมองขจรเป็นจุดเดียว
“ ท่านเจ้าหอ ชายคนนี้คือศิษย์ใหม่ ชื่อว่า เซี่ยจง” รองผู้คุมกฏ แนะนำให้ทุกคนรู้จักขจร ที่ตอนนี้ได้แต่มองซ้าย มองขวา เพื่อว่าถูกจับได้ จะหาช่องทางหลบหนีไปได้อย่างไร
“ เซี่ยจง เจ้ายอมรับไหม ว่าเจ้าคือ จอมโจรหนุมาน และยังเข้าไปในเขตหวงห้ามอีก”
“ โอ้โห นี่เจ้าหอหยาง อยู่ๆ ท่านก็กล่าวหาศิษย์ของข้าเช่นนี้ มีหลักฐานหรือพยานหรือเปล่า” อาจารย์ชิวเดินออกมา แล้วเอ่ยแทนขจร
“ เจ้าหอชิว เรื่องนี้ต้องมีพยาน หรือ หลักฐานแน่ พวกเจ้าทั้งสามตระกูล ยืนยันได้ไหม ว่าเซี่ยจง คือ จอมโจรหนุมาน ที่ปล้นทรัพย์ของพวกเจ้า”
สามตระกูลใหญ่ หันไปมองหน้ากัน แล้ว มองหน้าขจรสลับไปมา แต่ละคนก็ไม่สามารถตอบได้ เพราะว่า จอมโจรหนุมานสวมหน้ากากเอาไว้
“ พวกเราไม่แน่ใจ เพราะว่าเจ้าโจรนั่นมันสวมหน้ากากลิงเอาไว้”
คนของตระกูลหยางกล่าวเป็นคนแรก และอีกสองตระกูลก็เห็นด้วย มีแต่หยุนซี ที่มองดวงตาของขจรแล้ว ดวงตามีประกายแปลกๆ
“ เจ้าหน้าที่ ค้นตัวเซี่ยจง ดูว่ามีหลักฐานอะไร บ้างไหม”
ขจรถูกค้นตัวอย่างละเอียด แม้แต่แหวนมิติ ก็ถูกให้นำสิ่งของออกมาให้หมด ซึ่งพวกเขาไม่สามารถตรวจสอบได้ ว่าที่แขนของเขานั้นมีแผ่นหนังมิติฝังเอาไว้อยู่อีก
จึงได้แต่นำแหวนมิติที่สวมออกมาเปิดเผย ซึ่งข้างในนั้นก็มีแต่ของเล่น และเสื้อผ้าของถิงถิงทั้งหมด ทำให้ทุกสายตากลับมองขจร ด้วยความประหลาดใจ
“ เซี่ยจง นี่เจ้าสะสมตุ๊กตา เสื้อผ้าเด็กขนาดนี้เลยเร๊อะ” อาจารย์ชิว ถึงกับเอ่ยปากอย่างสงสัย
“ นี่เป็นของบุตรสาวบุญธรรมของศิษย์ ที่บ้านไม่มีที่จะเก็บแล้ว ศิษย์เลยต้องเอามาเก็บไว้ในแหวนมิติวงนี้”
ทุกคนได้ฟังก็ได้แต่หัวเราะ ขบขัน
“ เห็นไหม ไม่มีหลักฐานอะไรเลย ปล่อยเขาไปได้หรือยัง” อาจารย์ชิวเอ่ยและกำลังจะพาขจรจากไป
“ เดี๋ยวก่อน เรื่องนี้มีความสำคัญ หากเขาไม่ได้เป็นโจรจริงๆ ก็ไม่มีปัญหา แต่ว่าหากเขาเป็นคนของ สำนักวังอสูรฟ้า ส่งมาเป็นสาย มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่”
“ อะไรนะ นี่ท่านคิดว่า เซี่ยจง เป็นสายของสำนักวังอสูรฟ้า เลยอย่างนั้นเร๊อะ?”
“ ไม่ใช่ข้า แต่เป็นท่านผู้พิทักษ์หวังหลิง เป็นคนสงสัย เชิญท่านตรวจสอบได้เลย”
ผู้พิทักษ์เดินเข้ามาใกล้ๆ กับ ขจร ที่ตอนนี้ ยังยิ้มแย้ม ทำใจดีสู้เสือ
“ คนที่ข้าปะมือด้วยเมื่อคืน มันถูกฝ่ามือของข้าไป 1 ฝ่ามือ หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปต้องตายไปแล้ว แต่หากมีพลังอยู่ในอาณาจักรต่ำกว่าขั้นมหาเซียน ต้องมีร่องรอยฝ่ามือของข้า ถอดเสื้อของเจ้าออกมา เจ้าหนู”
ขจรก็ยังคงยิ้มแย้ม ถอดเสื้อออกมาให้ทุกคนได้เห็น ผิวพรรณที่ขาวผ่อง ช่างขัดกับหน้าท้องของเขาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่นๆ พร้อมกับ หัวนมสีขมพูอมแดง สาวๆ ที่มองถึงกับปิดหน้าปิดตา กันเป็นแถว แต่หน้าอกของเขากลับไม่มีแม้แต่รอยฝ่ามืออันใดทั้งสิ้น
“ ท่านผู้พิทักษ์ ศิษย์ของข้าหามีรอยฝ่ามือของท่านไม่ เขาไม่ใช่คนที่ท่านต้องการแน่ๆ”
“ ใจเย็น ยังมีอีกวิธี ชายคนนั้น มีพลังแฝงที่ร้ายกาจนั่นคือพลังเพลิงกิเลน หากถูกข้ากดดัน มันต้องเผย พลังแฝงออกมาแน่ๆ” ผู้พิทักษ์พูดจบก็นำฝ่ามือปล่อยไอเย็นระเยือกเข้ามาปกคลุมร่างของขจร สร้างความกดดันปกคลุ่มไปทั่วห้องโถง ทำให้ขจรแทบจะต้องคุกเข่าไปกับ พื้น แต่เขาไม่มีวันยอมสยบง่ายๆ แบบนี้แน่ คิดหรือว่าวิธีนี้จะจัดการกับเขาได้
ขจรเลยพนมมือ แล้วท่องคาถาบูชาพระพุทธเจ้า ร่างกายของขจรก็แสงแห่งธรรมะออกมา โดยมีรัศมีเปล่งประกายสีทองส่องไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างตกตะลึง พลังไอเย็นของผูพิทักษ์ถึงกับ สลายหายไปพร้อมกับแรงกดดันที่ปกคลุมไปทั่วห้องโถง
“ เจ้าเป็นอะไรกับ ไต้ซือถงจื่อ แห่งสำนักเทียนซาน?” ผู้พิทักษ์ถึงกับเอ่ยปากออกมา
“ ข้าคือศิษย์ ฆาราวาสของท่านไต้ซือถงจื่อ”
“ ฮ่า ฮ่า เห็นไหม ศิษย์ของข้าฝึกตนแนวทางสถาบันสงฆ์ ไม่มีทางเกี่ยวข้องกับพวกวังอสูรฟ้าเด็ดขาด พวกท่านคิดมากไปแล้ว”
“ ข้าไม่ติดใจอะไรแล้ว” ผู้พิทักษ์หวังหลิงเอ่ยจบ ก็พุ่งตัวหายออกไปในทันที
“ เรื่องราววันนี้ก็ขอให้ยุติลงเพียงเท่านี้ก็แล้วกัน เซี่ยจง เจ้ากลับไปได้แล้ว”
เจ้าหอคุ้มกฏหยางซู่เอ่ยจบ ก็เดินออกไป ธิดาเทพเดินเข้ามาหาขจร แล้วเอ่ยว่า
“ ต้องขออภัยด้วย ทีแรกข้านึกว่าเจ้าเป็นแค่เด็กขนเสบียง นึกไม่ถึงว่าเจ้าเป็นถึงศิษย์ของไต้ซือถงจื่อ วันหน้าข้าจะขอรับคำชี้แนะของ พลังเทพอรหันต์สำนักเทียนซาน หวังว่าเจ้าคงไมปฏิเสธ” ธิดาเทพเอ่ยจบไม่รอคำตอบแล้วก็เดินจากไป
“ ไปกันได้แล้ว เจ้านี่มีเรื่องให้ข้าแปลกใจอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่า น้องซินไปเจอกับเจ้าได้อย่างไรกัน แต่เอ๊ะ ใบหน้าของเจ้าก็เหมือนน้องซิน หรือว่าน้องซินมีลูกคือเจ้าแล้วมาหลอกข้าว่าเจ้าเป็นหลาน?” อาจารย์ชิวกำลังเดินอยู่กลับหยุดกึก แล้วหันมาจ้องหน้าขจรนิ่ง
“ ท่านอาจารย์ คิดมากไปแล้ว ตอนนั้นศิษย์ยากจน ต้องไปเป็นคู่ซ้อมมวยให้กับลูกค้าที่มาฝึกฝน ท่านน้าซินมาพบเข้า และได้เมตตาศิษย์ รับเลี้ยงเป็นหลานชายหาได้คิดเป็นอื่นไม่”
“ อืม ข้าก็ว่าอย่างนั้น น้องซินคงไม่มีใครนอกจากข้าคนเดียว แล้วเจ้าอยู่โลกมนุษย์ แล้วไปเป็นศิษย์ของสำนักเทียนซานได้อย่างไร?”
“ ไต้ซือถงจื่อบอกศิษย์ว่า อดีตชาติของศิษย์คือ เทพสงครามซ่านจื่อ ให้ศิษย์ไปรับพลังจากอัฐิธาตุของ ท่านตั๊กม้อ พวกเขาเลยส่งคนมารับศิษย์ไปที่สำนักเทียนซาน เพื่อช่วยรับมือ กับ พวกสำนักปีศาจโลหิต อะไรนั่น”
“ แล้วเจ้าช่วยพวกเขาได้หรือ?”
“ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะศิษย์กลับมาก่อน แต่ก็ได้รักษาอาการบาดเจ็บของ ท่านไต้ซือถงจื่อจนหายดีแล้ว ต่อให้หยวนปาซันกลับมาก็ไม่มีทางทำอะไรท่านไต้ซือได้”
“ เจ้ารักษาอาการบาดเจ็บ ของท่านไต้ซือถงจื่อได้ด้วยรึ?”
“ ก็พอรักษาได้อยู่”
“ ตัวตนระดับนั้นหากบาดเจ็บแม้แต่ข้าเองยังไม่แน่ใจว่าจะรักษาได้ แต่เจ้ากลับรักษาได้ เจ้ารักษาได้อย่างไร?”
พอเจอคำถามนี้ไป ขจรถึงกับอึ้งไปไม่รู้ว่าจะบอกความจริงดีหรือไม่ดี แต่พอคิดได้ก็เอ่ยว่า
“ ตอนที่ศิษย์อยู่โลกมนุษย์ ได้รับความเมตาจากอาจารย์เซียนคนหนึ่ง ท่านได้มอบเม็ดยาวิเศษมาให้สามเม็ด จึงได้มอบให้ท่านไต้ซือไป 1 เม็ด ตอนนี้เหลืออยู่สองเม็ดเท่านั้น”
ขจรยื่นเม็ดยากล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ให้กับ อาจารย์ชิวดู
“ นี่มัน ยาคืนชีพ ขั้นเซียนสวรรค์ โอ้ ความบริสุทธิ์ของมัน ถึงกับ 100 % ต้นกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์นี่ก็หาได้ยากบนโลกเซียน อาจารย์เซียนของเจ้าต้องใช้ไฟโอสถสีดำ ในตำนานหลอมมันขึ้นมาแน่ๆ ตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหน ข้าอยากขอคำชี้แนะจากท่าน”
“ โอ้ ท่านไปมาไร้ร่องรอย ข้าจะพบท่านได้แค่ในความฝันเท่านั้น”
“ หรือว่าจะเป็นท่านเซียนโอสถ ไท่ซางเหล่าจวิน หน้าตาเขาเป็นอย่างไร?”
“ ก็ยังดูหนุ่มแน่น หน้าตาหล่อเหลา”
“ ท่านชื่อว่าอะไร?”
“ ศิษย์เรียกท่านว่า อาจารย์เทียน”
“ หรือว่าจะเป็นมหาเทพหลี่เทียน”
ขจรส่ายหัว
“ เอาล่ะไม่เป็นไร เจ้าเก็บยาวิเศษนี้เอาไว้ อย่าบอกให้ใครรู้ มันมีค่ามากในโลกเซียนแห่งนี้”
“ ศิษย์มอบให้ท่านอาจารย์ 1 เม็ด เพื่อเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน”
“ นี่เจ้าพูดจริงๆ?”
“ ศิษย์เก็บไว้เม็ดเดียวก็เกินพอแล้ว”
“ ขอบใจเจ้ามาก” อาจารย์ชิวถึงกับตื่นเต้นดีใจที่ได้รับเม็ดยาวิเศษ
“ รับของเจ้ามาแบบนี้ข้าเองก็เกรงใจ ข้าจะมอบคะแนนภารกิจของข้าให้กับเจ้าเป็นการทดแทน 1 แสนคะแนน แต่ว่าคะแนนของข้ามันไม่อาจแลกกับ ไฟโอสถพื้นฐานได้ แต่ของในห้องคลัง เจ้าอยากได้อะไร ก็เอาไปแลกได้เลย
เดี๋ยวข้าจะให้เจ้ามู่เตาพาเจ้าไปที่ห้องคลัง เพื่อช่วยคัดเลือกภารกิจ หากได้คะแนนภารกิจมาเจ้าก็จะได้ไฟโอสถพื้นฐาน มาใช้สำหรับหลอมโอสถได้”
ณ ตำหนักของเจ้าวังเหมันต์
ผู้พิทักษ์หวังหลิงยืนอยู่ด้านหน้าบัลลังก์กำลังรายงานเรื่องที่หอผู้คุ้มกฏ มีเจ้าวังเหมันต์ที่เป็นสตรีวัย 60 กำลังนั่งฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ ข้ามั่นใจว่าเซี่ยจง กับ จงเซี่ยต้องเป็นคนๆ เดี่ยวกันแน่” ผู้พิทักษ์ยืนยัน
“ มันมีพลังของอัฐิธาตุ คงต้องเป็นทายาทของ ท่านปรมาจารย์ตั๊กม้ออย่างแน่นอนทำให้ข้าหมดห่วงเรื่องมันจะเป็นพวกสายของ วังอสูรฟ้า แต่ว่า ข้าก็อดหวั่นใจไม่ได้ ใบหน้าของมันช่างเหมือนเซี่ยหลานเหลือเกิน” เจ้าวังเหมันต์เอ่ย
“ หรือว่ามันจะเป็นลูกชายของเซี่ยหลาน” ผู้พิทักษ์เอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ มันถูกส่งตัวมาจากเซี่ยซิน ก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ข้ารู้สึกผิดกับเซี่ยหลานจริงๆ”
“ แต่ว่า ท่านเจ้าวังทำไปก็เพื่อส่วนรวม เซี่ยหลานต้องเข้าใจ”
“ อีก 1 เดือน องค์ชายปิงเฉียนก็ออกจากเข้าฌาณแล้ว เขาคงต้องมาเร่งรัดเรื่องเซี่ยหลานกับข้าอีกแน่ ครั้งนี้คงไม่อาจปฏิเสธได้แล้ว”
“ เซี่ยหลานต้องเข้าใจ ว่าสิ่งที่ท่านเจ้าวังทำไปนั้น ก็เพื่อสำนักของเรา”
“ เฮ้อ.. เรื่องเซี่ยจง ยุติแค่นี้ ปล่อยให้เขาไป แต่อย่าให้มันขึ้นไปบนเรือนจำดอยน้ำแข็งได้ ข้ากลัวว่า หากเซี่ยหลานพบมันแล้ว จะยิ่งลำบากใจกว่าเดิม”
“ ขอรับ ท่านเจ้าวัง”
ตอนนี้ขจรกับมู่เตาก็ได้มายืนที่หน้าห้องคลัง เพื่อเลือกภารกิจ
ซึ่งภารกิจก็มีตั้งแต่หาสมุนไพร ล่าสัตว์ ปราบโจร และก็รักษาคนป่วย
แต่มีภารกิจที่หัวกระดาน มีคะแนนภารกิจถึง 2 แสน เพียงพอจะแลกไฟโอสถพื้นฐานได้
“ ข้าเอาภารกิจนี้ก็แล้วกัน”
“ โอ้ เจ้าเอาภารกิจที่ไม่มีใครทำได้ มาสองปีแล้ว ข้าว่าเจ้าเริ่มภารกิจที่ง่ายๆ ดีกว่าไหม แล้วค่อยสะสมไปเรื่อยๆ สมัยนั้น ข้าทำภารกิจ ถึง 6 ครั้ง ถึงจะได้ไฟโอสถพื้นฐานมา”
“ ข้าไม่ค่อยมีเวลามากนัก ขอเอาภารกิจอันดับที่ 1 นี่แหละ”
ขจรเดินเข้าไปแจ้งขอทำภารกิจกับ เจ้าหน้าที่ห้องคลัง
“ รักษาบุตรี ของท่านแม่ทัพฉางคง แม่ทัพคุมกองกำลังภาคเหนือ เจ้าแน่ใจเหรอ ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำภารกิจนี้สำเร็จเลย แล้วภายหลังนี้ มีคนเคยขอทำภารกิจ กลับถูกท่านแม่ทัพไล่ตะเพิดออกมา โดยไม่ยอมให้เข้าไปรักษา บุตรีของท่านอีกด้วย”
“ เห็นไหม ข้าบอกแล้ว มันยากเกินไปสำหรับเจ้า ที่เพิ่งเข้าสำนักครั้งแรก” ศิษย์พี่มู่เตา เอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย
“ ข้ารับงานนี้ ขอป้ายคำสั่งภารกิจให้ข้าด้วย”
“ ก็ได้ ข้าเตือนเจ้าแล้ว เวลาเข้าไปพบท่านแม่ทัพ ก็ระมัดระวังตัวให้ดีด้วย”
ขจรรับป้ายภารกิจออกมา แล้วก็ถามว่า
“ ศิษย์พี่ข้ามีคะแนนภารกิจ 1 แสนคะแนน ไม่รู้ว่า ที่ห้องคลังมีเรือเหาะบ้างหรือไม่”
“ เดี๋ยว นี่เจ้าไปเอา คะแนนภารกิจมากขนาดนี้มาจากไหนกัน”
“ อาจารย์ให้ข้ามาแลกกับยา 1 เม็ด”
“ ยาอะไรของเจ้า แพงขนาดนั้น”
“ อาจารย์บอกว่า มันชื่อยาเม็ดคืนชีพ ขั้นเซียนสวรรค์”
“ อะไรนะ นี่เจ้ามียาแบบนั้นได้อย่างไร”
“ เอาไว้เล่าให้ฟัง ตอนนี้ข้าอยากได้เรือเหาะ ตกลงที่ห้องคลังมีหรือเปล่า”
“ มีเหมือนกัน ขนาดนั่งได้ ห้าคน ก็ราคา 1 แสนคะแนน หากนั่งได้ 15 คน
ก็ 2 แสนคะแนน แต่เจ้าต้องซื้อแท่งพลังงานด้วย ไม่เช่นนั้น มันก็ไม่มีพลังงานจะขับเคลื่อนไปได้”
“ ราคาเท่าไร?”
“ 1,000 คะแนน เท่ากับ 1 แท่ง จำนวน 1 แท่งนี้ก็วิ่งได้ระยะทาง 100 กิโลเมตร เจ้าจะซื้อกี่แท่งก็ได้”
“ ใช้ทองคำแท่งซื้อได้ไหม?”
“ ไม่ได้ ที่นี่รับแลกแต่คะแนนภารกิจอย่างเดียว แต่ว่า หากเจ้าจะซื้อ ข้าจะพาเข้าเมือง ที่ร้านข้างนอก สามารถใช้ทองคำแท่งแลกเปลี่ยนได้”
“ ถ้าเช่นนั้นซื้อเรือเหาะ ลำเล็กไปก่อน”
ขจรเอาคะแนน แลกเรือเหาะลำเล็กมาเก็บเอาไว้ แล้วค่อยออกไปซื้อ แท่งพลังงาน ที่ตลาดในเมือง
“ จวนแม่ทัพฉางคงก็อยู่ในเมือง พวกเราก็ไปซื้อแท่งพลังงาน และ ไปทำภารกิจเสียทีเดียวเลยก็แล้วกัน” ศิษยพี่มู่เตาเอ่ย แล้วทั้งสองก็ไปนั่งเครื่องเคลื่อนย้ายของสำนักวังเทพเหมันต์เข้าเมืองไป....