เมื่อฉันต้องรับบทนางร้าย

    เหลาสุรา

    สายลมเย็น ๆพัดผ่านผ้าม่านผืนบาง ร่างน้อย ๆ ยังคงนอนหลับสนิทบนเตียงแม้อากาศตอนนี้จะเย็นแต่ก็มิได้เย็นมากเหมือนอาทิตย์ก่อน ๆ

    “คุณหนูเจ้าคะ”

    จางจูเรียกคุณหนูของตนเบาๆ ตาของหลันหลันค่อย ๆ เปิดก่อนจะกะพริบช้า ๆ

    “อื่มมมม”

    ขณะที่กำลังบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงเด็กหญิงพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ ร่างน้อยรีบลุกขึ้นจากเตียงในทันที

    “ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรแล้ว....”

    หลันหลันมองไปรอบๆ ก่อนจะเห็นจางจู จางอี้และจางจินที่นั่งยิ้มอยู่ด้านข้างเด็กหญิงจึงพยายามทำใจให้สงบก่อนจะให้จางจูเล่าเรื่องราวให้นางฟัง

    “เช่นนั้นแสดงว่าตอนนี้ท่านแม่เตรียมจะดุข้าใช่หรือไม่”

    “หามิได้เจ้าค่ะเมื่อเช้านี้ท่านกงกงได้นำผลไม้และขนมจากในวังมาให้คุณหนูมากมายเชียวเจ้าค่ะก่อนจากไปยังได้ฝากบอกฮูหยินด้วยว่าเป็นเพราะฮูหยินสั่งสอนบุตรสาวได้เป็นอย่างดีจึงทำให้กงกงรู้สึกสำราญใจช่างเป็นวาสนาที่ได้พบและรู้จักกับคุณหนูฮูหยินที่ได้ฟังนั่งยิ้มตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ”

    “เจ้าทำเหมือนไม่รู้จักท่านแม่ข้าถึงนางจะยิ้ม แต่เรื่องที่ควรดุนางได้เตรียมไว้แล้วอย่างแน่นอน”

    หลันหลันทำจมูกย่นก่อนจะมองไปทางจางอี้

    “แล้วอาเถาล่ะ”

    “ตอนนี้เขาได้จัดการทำตามที่คุณหนูบอกแล้วเจ้าค่ะหากคุณหนูพร้อมเขาเองก็พร้อมและรอฟังคำสั่งอยู่เจ้าค่ะ”

    “เรื่องเหลาสุราคงต้องเร่งมือจางจินนี่คือแบบชุดของทางร้าน เจ้าพอจะทำได้ไหม”

    หลันหลันหยิบกระดาษออกมาจากหัวเตียงก่อนจะยื่นให้จางจินดูหญิงสาวพยักหน้าช้า ๆ

    “เช่นนั้นพวกเราเตรียมตัวไปดูเหลาสุรากันเถอะ”

    หลันหลันรีบแต่งตัวก่อนจะเดินไปหาย่าหลี่ของนางสตรีชรามองหลานสาวตนอย่างพิจารณาก่อนจะเรียกมานั่งข้าง ๆ ตน

    “ย่าได้ยินมาว่าเจ้าจะเปิดเหลาสุรางั้นหรือ”

    “เจ้าค่ะท่านย่า”

    “เจ้ามีคนที่ไว้ใจในการดูแลเหลาสุราแล้วใช่หรือไม่”

    “มีแล้วเจ้าค่ะ”

    “อื่มช่างเป็นเด็กที่รอบคอบเสียจริง เงินเจ้าพอหรือไม่ หากไม่พอ...”

    “เรื่องนั้นท่านย่าอย่าได้เป็นกังวลไปเลยเจ้าค่ะท่านพ่อได้ให้พ่อบ้านถังเตรียมไว้ให้หลานแล้วรวมถึงท่านแม่ได้มอบที่ดินและห้องแถวทางใต้ของเมืองให้หลานแล้วเจ้าค่ะ”

    “ดีๆ เช่นนั้นก็ดีแล้ว”

    เด็กหญิงคุยกับหลี่ฉางสักพักก่อนจะลาไปพบถิงหลงผู้เป็นบิดาบุรุษมากอายุนั่งอ่านตำราอยู่ในห้องหนังสือ เด็กหญิงค่อย ๆย่างเท้าเข้าไปในห้องนั้นอย่างเบาที่สุดแต่กลับไม่สามารถรอดพ้นสายตาบุรุษมากอายุได้

    “มาแล้วหรือ”

    เด็กหญิงทำคอย่นก่อนจะขานรับเบาๆ

    “เจ้าค่ะท่านพ่อ”

    “นั่นเจ้าจะไปไหนหรือ”

    “ลูกกำลังจะไปดูที่ทางสำหรับทำเหลาสุราเจ้าค่ะ”

    “วันนี้พี่ใหญ่กับพี่รองของเจ้าว่างให้ไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วยสิดีเหมือนกันโม่หานจะได้ถือโอกาสนี้พาเจวี่ยอวี่ไปเดินเล่นด้วย”

    “เจ้าค่ะ”

    เด็กหญิงรับคำก่อนจะให้บ่าวไปแจ้งแก่ถิงโม่หานหงเจวี่ยอวี่และถิงอู่ส่วนญิงสาวเดินไปหาไป๋จื่อและอนุหวังที่นั่งปักผ้ากันอยู่บริเวณโถงเรือนของไป๋จื่อ

    “ท่านแม่แม่เล็ก”

    หลันหลันเดินเข้ามาคำนับมารดาและอนุหวังที่นั่งปักผ้าอยู่สายตาของไป๋จื่อมีแววดุอยู่หลานส่วยแต่กลับถูกอนุหวังสะกิดเบา ๆ

    “มาหาแม่ได้แล้วหรือเมื่อวานไปทำอะไรมาทำไมถึงถูกท่านกงกงรั้งไว้เป็นนาน”

    หลันหลันอมยิ้มหญิงสาวรู้ดีว่าที่ไป๋จื่อทำนั้นเพราะห่วงใยตนจึงได้เดินเข้าไปกอดมารดาอย่างออดอ้อน

    “ลูกสาวของท่านแม่น่ารักถึงเพียงนี้ย่อมมีผู้ใหญ่เมตตาและเอ็นดูอยู่แล้ว แต่เรื่องที่ลูกทำอะไรกับท่านกงกงนั้นลูกไม่สามารถบอกได้แต่ลูกรับรองได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”

    เด็กหญิงพูดพลางกอดไป๋จื่ออย่างรักใคร่สตรีมากอายุมองบุตรสาวที่มาออดอ้อนก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ อย่างอ่อนใจ

    “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการเข้าใกล้ผู้สูงศักดิ์ก็เหมือนการขึ้นบนหลังเสือทุกย่างก้าวล้วนแล้วแต่อันตราย”

    “ลูกจะจำไว้เจ้าค่ะ”

    เด็กหญิงยิ้มกว้างอวดฟันขาวจนไป๋จื่อหมั่นไส้แอบหยิกนางเบาๆ หนึ่งที

    “โอ๊ย!ๆ ท่านแม่หยิกข้า”

    “ใครใช้ให้เจ้าทำตัวเช่นนี้กัน”

    แต่ถึงกระนั้นหลันหลันก็ยังคงกอดไป๋จื่อไม่ปล่อยทั้งสามนั่งคุยกันสักพักก่อนที่จางอี้และจางจูจะกลับมาแจ้งว่าทุกคนพร้อมแล้วเด็กหญิงจึงขอตัวจากไป

    “ที่ทางแถวนั้นไม่ค่อยน่าไว้ใจเจ้าเองก็ระวังตัวด้วยนะ”

    “ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ”

    หลันหลันรับคำก่อนจะเดินจากไปทั้งสี่ขึ้นรถม้าของจวนมุ่งตรงไปทางใต้ของเมืองหลวง บุรุษในรถทั้งสองมองมาทางน้องสาวคนเล็กของตน‘นางเติบโตไวจนน่าใจหายน้องสาวตัวน้อยที่เคยเรียกพี่ชาย ๆ และตามพวกเราต้อย ๆตอนนี้นางไม่ติดพี่ชายอย่างพวกเราอีกแล้ว’ แววตาเศร้าฉายแววออกมาเพียงแว๊บเดียวก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อหลันหลันหันมามองทางพวกเขา

    “พี่ใหญ่และพี่รองมองข้ามีอะไรหรือเจ้าคะ”

    “เจ้ามีแบบการสร้างเหลาสุราแล้วหรือ”

    “เจ้าค่ะตอนนี้ต้องไปดูตึกแถวของท่านแม่ก่อน หากไม่สามารถแก้ไขได้ค่อยสร้างขึ้นใหม่ส่วนนี่คือแบบที่เขียนไว้คร่าว ๆ”

    ถิงโม่หานหงเจวียอวี่และถิงอู่มองแปลนนั้นอย่างพิจารณา แบบก่อสร้างรูปสี่เหลี่ยม 4 ชั้น ชั้น 2 3และ 4 มี 10 ห้องและมีห้องน้ำ 2ห้อง มีที่นั่งมุมลับตา ชั้นล่างสุดมีเวทีสำหรับทำการแสดงลานดื่มกิน ห้องครัวและห้องน้ำ ก่อนจะชี้นิ้วถามจุดที่พวกเขาสงสัย

    “ช่องเล็กๆ ริมสุดนี่คืออะไร”

    “ช่องส่งอาหารอย่างไรล่ะเจ้าค่ะเด็กในร้านจะได้ไม่ต้องเดินขึ้นลงให้เสียเวลา มีรอกดึงอาหารขึ้นลงให้พนักงานดูแลประจำแต่ละชั้นของตัวเอง หากมีแขกประจำห้องก็จะได้เงินพิเศษ”

    “เช่นนี้ก็ต้องมีคนดึงรอกเพิ่มมิเป็นการเสียค่าใช้จ่ายหรือ”

    “ยิ่งสะดวกสิเจ้าคะเพราะเด็กในร้านจะได้ไม่ต้องขึ้นลงเบียดกับลูกค้าเวลานำอาหารมาให้ อีกทั้งยังทำให้เกิดการทะเลาะลดลงเพราะหากเกิดการชนกันย่อมจะทำให้ร้านของเราไม่เป็นที่น่าพอใจได้จริงสิเจ้าคะ! พี่สะใภ้เรื่องผ้าที่ใช้สำหรับตกแต่งในห้องต้องรบกวนพี่สะใภ้ช่วยดูให้หน่อย”

    “จะดีหรือพี่...”

    “เรื่องนี้ข้าคิดว่าพี่สะใภ้ทำได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะชั้นล่างข้าขอเป็นผ้าที่มีเอกลักษณ์ดึงดูดผู้คนด้านบนเป็นผ้าที่ทำให้รู้สึกส่วนตัวโดยเฉพาะมุมที่มีการใช้รอกนั้นต้องมิให้เป็นที่สังเกต รวมถึงมุมลับด้วยเจ้าค่ะ”

    “มุมลับ”

    “เจ้าค่ะมุมนี้สักวันคงได้ใช้ประโยชน์จึงต้องปกปิดไว้มิให้ใครรู้ พี่ใหญ่ท่านช่วยหาช่างที่ไว้ใจสำหรับทำให้ข้าได้หรือไม่เจ้าค่ะ”

    “เรื่องนั้นย่อมไม่มีปัญหาแล้วสุรานั้นเล่า เจ้าจะขายสุราแบบใดกัน เพราะสุราที่มีขายตอนนี้ล้วนมีหลากหลายแบบ”

    “เรื่องนั้นพี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะข้าได้ให้คนรู้จักจัดหาไว้ให้แล้ว ส่วนพ่อครัวนั้นข้าได้หามาแล้วเช่นกัน”

    “เช่นนี้แล้วพี่รองคงไม่มีอะไรให้ช่วยแล้วใช่หรือไม่”

    “ย่อมต้องมีอย่างแน่นอนเจ้าค่ะคงต้องรบกวนพี่รองหาคนที่จะมาทำการแสดงในร้านให้สัก 2-3 ชุดเจ้าค่ะ”

    “ย่อมได้ๆ”

    เมื่อรถม้าหยุดลงทั้งสี่ได้ลงจากรถม้าก่อนจะพบรอยยิ้มจากบุรุษหน้าตาดียืนรอพวกเขาอยู่แล้วเด็กหนุ่มแต่งกายสะอาดแม้จะดูเก่าไปบ้างกับผมเผ้าดูจัดแจงมาอย่างเรียบร้อยยืนส่งยิ้มมาทางพวกเขาและรอยยิ้มยังค้างอยู่ไปทางหลันๆ ทั้งสามจึงหันไปมองบุรุษผู้นั้นและหันมองหลัน ๆ ที่ยิ้มตอบเด็กหนุ่มคนนั้น

    คล้ายกับเรื่องเมื่อฉันต้องรับบทนางร้าย ที่คุณอ่าน