เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 53 ผลกระจัดวิญญาณที่สุกพร้อม

    เมื่อกลับมาที่เมืองพฤกษาหมอก หลงเฉินไม่คาดคิดว่าเขาจะต้องมุ่งหน้ากลับไปยังภูเขาเดียวดายอย่างฉับพลันถึงเพียงนี้  อย่างไรก็ตาม ครานี้มีจิตสังหารรุนแรงมาพร้อมกับเขาด้วย


    ‘ท่านแม่ ข้าจะต้องช่วยท่านให้ได้...’


    เวลานี้  กลิ่นของผลกระจัดวิญญาณฟุ้งกระจายไปทั่วภูเขาเดียวดาย  แม้แต่ผู้คนในเมืองพฤกษาหมอกก็ก้าวเท้าออกมานอกประตูด้วยสีหน้าตื่นตระหนก  พวกเขาได้กลิ่นหอมหวานอบอวลอยู่ในอากาศ เมื่อสูดดมเข้าไปก็รู้สึกสดชื่น


    คนธรรมดาทั่วไปจะไม่สามารถตรวจจับได้ว่ากลิ่นหอมนี้มาจากที่ใด มีเพียงยอดฝีมือไม่มากนักที่จะพบตำแหน่งของมันได้ในไม่ช้า


    เวลานั้น ในบ้านตระกูลหยาง ทุกคนต่างรวมตัวกันและเฝ้ารอข่าวคราวจากหลงเฉินและผู้นำตระกูลหยาง  ทันใดนั้น เมื่อเห็นแสงสีรุ้งที่ส่องประกายมาจากภูเขาเดียวดาย  หยางชิงเสวียนและหยางหยุนเทียนต่างก็ตระหนักได้ว่าผลกระจัดวิญญาณกำลังจะสุกพร้อมแล้ว


    สีหน้าของหยางชิงเสวียนเปลี่ยนไปทันที


    ลูกหลานของตระกูลหยางคนอื่น ๆ ไม่รู้เรื่องผลกระจัดวิญญาณ  ดังนั้นพวกเขาจึงถกเถียงกันเกี่ยวกับปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้น  อย่างไรก็ตาม หยางชิงเสวียนและหยางหยุนเทียนกลับพากันเดินไปที่มุมหนึ่ง  และหยางหยุนเทียนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


    “ในเมื่อผลกระจัดวิญญาณสุกพร้อมในเวลานี้ ตาเฒ่าทั้งสองของตระกูลไป๋จะต้องไม่อยู่ที่บ้านตระกูลไป๋อย่างแน่นอน เมื่อท่านพ่อและหลงเฉินไปที่นั่น  พวกเขาคงจะไม่พบใคร”


    หยางชิงเสวียนไม่ได้คาดคิดถึงเรื่องนี้  แต่เมื่อหยางหยุนเทียนพูดขึ้นมา เขาก็เข้าใจและเอ่ยขึ้นด้วยความขมขื่น


    “เช่นนั้นแล้ว จุดประสงค์ของพวกเขาก็คงไม่ใช่การฆ่าเสวี่ยชิง หากแต่เป็นการข่มขู่ตระกูลหยางของเราในการต่อสู้แย่งชิงผลกระจัดวิญญาณสินะ?  ความแข็งแกร่งของตระกูลหยางนั้นด้อยกว่าพวกเขามาตลอด  ข้าไม่รู้เลยว่าเฉินเอ๋อร์ต้องเจอกับอะไรบ้างในตอนนี้  หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ตระกูลหยางของเราคงไม่มีโอกาสชนะมากนักหรอก...”


    หยางหยุนเทียนกัดฟันพูด


    “ท่านพี่ ตระกูลของเรากำลังประสบกับหายนะครั้งใหญ่ เราจะมัวแต่รออยู่ที่นี่จริง ๆ รึ? แม้ว่าความแข็งแกร่งของข้าจะไม่มากมายนัก แต่ข้าก็ไม่อยากรอความตายอยู่เช่นนี้  ทำไมพวกเราพี่น้องไม่ลองเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับการต่อสู้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายดูล่ะ แล้วให้อู่เอ๋อร์พาพวกคนแก่ ผู้อ่อนแอ ผู้หญิงและเด็ก ๆ ออกจากเมืองพฤกษาหมอกไปเสีย?”


    ความคิดของหยางชิงเสวียนพันเป็นเกลียวยุ่งเหยิงอยู่ภายในหัว ขณะที่เขาเฝ้ามองหยางอู่  หยางหลิงชิงและคนอื่น ๆ 


    “ถูกของเจ้า เรายอมตายแต่อย่างไรเสียตระกูลหยางก็ต้องมีทายาทสืบตระกูล  แม้ว่าพวกเราจะพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้  แต่พวกเด็ก ๆ จะหนีออกไปจากเมืองพฤกษาหมอกและกลับมาอีกครั้ง  เมื่อเวลานั้นมาถึง... พวกเขาจะแก้แค้นให้เราเอง!”


    เมื่อเห็นว่าหยางชิงเสวียนที่มีความสุขุมรอบคอบอยู่ตลอดเวลาเห็นด้วยกับความคิดเสี่ยงตายเช่นนี้ หยางหยุนเทียนจึงตระหนักว่าเขาเห็นชอบแล้ว เขามองไปยังคนตระกูลหยาง ถอนหายใจและเอ่ยขึ้น


    “ไม่คิดเลยว่าเป็นเพราะผลกระจัดวิญญาณ  ตระกูลของเราจึงต้องมาพ่ายแพ้ให้แก่ตระกูลไป๋ โชคยังดี... ก่อนที่ท่านพ่อจะออกไป เขาได้รวบรวมของมีค่าทุกอย่างและใส่ไว้ในถุงมิติ ด้วยสิ่งนี้ อู่เอ๋อร์และคนอื่น ๆ จะสามารถพัฒนาตนได้อย่างรวดเร็ว  และอีกสิบปีให้หลัง ...ใครจะรู้  พวกเขาอาจจะแก้แค้นให้เราก็เป็นได้!”


    เมื่อเห็นว่าหยางหยุนเทียนไม่เกรงกลัวซึ่งความตาย  หยางชิงเสวียนจึงตบไหล่เขาเบา ๆ พลางถอนใจเช่นกัน


    “น้องรอง ไม่กี่ปีที่ผ่านมาข้าก็ยังประเมินเจ้าต่ำเกินไป  ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเลือดร้อนมากกว่าข้า  ก่อนหน้านี้ข้าคิดที่จะรอความตายอยู่ที่นี่ ในเวลานี้ท่านพ่อก็น่าจะไปถึงภูเขาเดียวดายแล้ว  การต่อสู้ก็คงจะใช้เวลาไม่นานนัก  พวกเราจงรีบไปเถอะ อย่างไรเสีย... สิ่งที่เจ้าเพิ่งพูดออกมา ข้าคงต้องแก้ไขมันสักหน่อย”


    “อะไรรึ?”  หยางหยุนเทียนผงะไปทันที


    หยางชิงเสวียนทอดสายตาไปยังภูเขาเดียวดายและเอ่ยขึ้น


    “ยอดฝีมือที่เปี่ยมด้วยความสามารถของตระกูลเราไม่ใช่อู่เอ๋อร์หรอก  หากแต่เป็นเฉินเอ๋อร์ต่างหาก  เช่นนั้นแล้วจุดประสงค์หลักที่พวกเราจะไปที่ภูเขาเดียวดายก็เพื่อปกป้องเฉินเอ๋อร์จากคู่ต่อสู้ของเขาและช่วยให้เขาหนีออกมาได้  เราจะต้องช่วยให้เขาไปรวมกลุ่มกับอู่เอ๋อร์และคนอื่น ๆ หากมีเฉินเอ๋อร์อยู่ ภายในเวลาห้าปีเขาจะต้องทำให้ตระกูลไป๋ต้องชดใช้และล้างแค้นให้พวกเราอย่างแน่นอน!”


    เมื่อได้ยินว่าคนผู้นั้นคือหลงเฉิน  หยางหยุนเทียนก็ถอนหายใจอย่างเสียมิได้


    “ข้าคงต้องยอมรับว่าสิ่งที่ท่านพูดมานั้นถูกต้อง เขาเป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจจริง ๆ แต่อนิจจา เขายังเด็กอยู่มากนัก  มิเช่นนั้นตระกูลหยางของเราคงไม่ต้องพ่ายแพ้เช่นนี้!”


    ขณะที่หยางหยุนเทียนกำลังทอดถอนใจ  หยางชิงเสวียนก็เรียกหยางอู่ หยางหลิงเยวี่ย และหยางหลิงชิงให้มารวมตัวกัน จากนั้นก็ให้คำแนะนำพวกเขาเพื่อที่จะได้หนีออกไปจากเมืองพฤกษาหมอก


    เมื่อเห็นบุตรชายที่กำลังเติบโตเป็นชายหนุ่มเต็มตัว  ดวงตาของหยางชิงเสวียนรื้นไปด้วยน้ำตา เขาตบไหล่หยางอู่เบา ๆ และเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสะอื้น


    “อู่เอ๋อร์ เจ้าอายุครบยี่สิบเอ็ดปีแล้วสินะ  ช่างรวดเร็วเหลือเกิน และในตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องแบกรับภาระของตระกูลเราไว้แล้ว  ฟังข้าให้ดี... ข้าจะส่งมอบหน้าที่สำคัญให้กับเจ้า...”


    เมื่อไม่รู้ว่าหยางชิงเสวียนกำลังพูดถึงสิ่งใด  หยางอู่และคนอื่น ๆ มองหน้ากันไปมาด้วยความตกใจ


    จิตวิญญาณอันแข็งแกร่งและอ่อนเยาว์ปรากฏอยู่บนสีหน้าของพวกเขา  หยางหยุนเทียนเองก็กัดริมฝีปากและหลั่งน้ำตาออกมา  เขาตระหนักดีถึงภาระอันหนักหนาที่เด็ก ๆ เหล่านี้ต้องเผชิญในภายภาคหน้า


    “วันนี้พวกเจ้าทั้งสามจะต้องแบกรับภาระหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง  และหากมีสิ่งใดผิดพลาดไปจงชดใช้ด้วยความตาย นำหัวของเจ้ากลับมาให้ข้า”


    “เรื่องสำคัญที่ว่าก็คือ... จงดูแลปกป้องและนำพาคนตระกูลหยางที่ไร้ทางสู้...”


    ด้วยแสงสีรุ้งที่เป็นดั่งไฟนำทาง จึงเป็นหนทางที่ชัดเจนสำหรับหลงเฉินและผู้นำตระกูลหยาง


    ไม่นานนัก พวกเขาเข้าสู่เขตภูเขาเดียวดายและมุ่งหน้าไปยังหุบเขาซึ่งมีผลกระจัดวิญญาณอยู่


    เวลานี้ ผู้นำตระกูลหยางและหลงเฉินไม่รู้ว่าหยางชิงเสวียนและหยางหยุนเทียนวางแผนที่จะเคลื่อนย้ายคนแก่ ผู้หญิง เด็ก และผู้ที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ให้ออกไปจากเมืองพฤกษาหมอก  อย่างไรก็ตาม หากผู้นำตระกูลหยางรู้เรื่องที่สองพี่น้องทำ  เขาจะต้องซาบซึ้งใจอย่างมาก


    เขาชื่นชมในความแข็งแกร่งอันทรงพลังของหลงเฉิน หากแต่เมื่อเทียบกับผู้ที่อาวุโสกว่า นับว่าเขายังเยาว์วัยเกินไปนัก  สิ่งที่เขาต้องการคือเวลาที่จะได้เติบใหญ่  หาใช่การต่อสู้ดุเดือดกับชายชราถึงสองคน…


    การต่อสู้ที่อันตรายเช่นนี้ควรเป็นผู้ที่อาวุโสกว่าเข้ามารับมือ  ส่วนสิ่งที่เขาควรจะทำคือแสดงศักยภาพของตนเองและเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทาน   แทนที่จะมาตายก่อนเวลาอันควร เมื่อถึงเวลานั้น ตระกูลไป๋ก็คงล่มสลายแม้เขายังไม่ทันลงมือเลยด้วยซ้ำ


    อย่างไรก็ตาม เลือดในร่างกายของหลงเฉินในตอนนี้กำลังเดือดพล่าน และผู้นำตระกูลหยางก็ตระหนักดีว่าเขามิอาจห้ามปรามหลงเฉินได้ เขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างเสียมิได้


    “เฉินเอ๋อร์ ต่อจากนี้เราต้องระมัดระวังให้มาก และไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม หากรีบร้อนและเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะทำให้ตัวเจ้าเองบาดเจ็บ แต่แม่ของเจ้าก็เช่นกัน!”


    หลงเฉินพยักหน้าและตอบกลับ 


    “ท่านตา ได้โปรดวางใจ ข้ารู้ขีดจำกัดของตัวเองดี”


    ในขณะที่เขาพูดประโยคนี้ เขาสงบจิตสงบใจลงบ้างแล้ว


    ผู้นำตระกูลหยางถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินว่าหลงเฉินรอบคอบขึ้นกว่าก่อน  อย่างไรก็ตาม เขากลับมิอาจสัมผัสถึงความเย็นเยียบในคำพูดของหลงเฉินได้


    เมื่อมองไปที่หลานชายผู้ไม่ยอมอ่อนข้อและกล้าหาญชาญชัย  ผู้นำตระกูลหยางจึงรู้สึกปลาบปลื้มและประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เขาตัดสินใจว่าหากพวกเขาตกอยู่ในภาวะคับขัน  เขายินดีที่จะสละชีวิตของตนเองเพื่อให้หลงเฉินได้มีชีวิตรอดปลอดภัย


    ไม่นานนัก พวกเขาทั้งสองก็มาถึงบริเวณหุบเขา  มองเพียงปราดเดียวหลงเฉินก็พบถ้ำหินที่อยู่ลึกเข้าไปและต้นกระจัดวิญญาณที่กำลังเปล่งแสงสีรุ้งออกมา  แสงสีรุ้งนั้นมาจากแหล่งกำเนิดแสงที่แตกต่างกันสามแห่ง  ซึ่งก็คือผลกระจัดวิญญาณทั้งสามผล


    “ผลกระจัดวิญญาณกำลังจะสุกแล้ว  เมื่อมันสุกพร้อม ต้นของมันจะเหี่ยวเฉาและไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง   ตอนนี้ต้นของมันเริ่มทรุดโทรมลงแล้ว ข้าคิดว่าอีกไม่นานผลของมันก็จะสุกเต็มที่”


    เมื่อได้เห็นต้นกระจัดวิญญาณ  หลิงซีก็รู้สึกกังวลใจเล็กน้อย  นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


    ความจริงแล้ว หลิงซีรู้สึกโกรธมากที่หยางเสวี่ยชิงถูกตระกูลไป๋จับตัวไป  ก่อนหน้านี้ตระกูลไป๋ก็เคยใช้วิธีการชั่วร้ายเช่นนี้กับตระกูลหยางมาก่อน  และในตอนนี้พวกเขาก็ยังใช้วิธีสกปรกในการจับตัวประกันไว้อีก  หลิงซีรู้สึกรังเกียจพวกเขามาก  เพราะนางมีความรู้สึกเช่นเดียวกับหลงเฉิน  นางจึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจเมื่อจิตวิญญาณของหลงเฉินมีความเยือกเย็นและเกรี้ยวกราดปะทุออกมา


    “เจ้าจิ้งจอกเฒ่าสองคนนั่น ให้หลงเฉินได้สอนบทเรียนและอัดพวกเจ้าจนขี้รดกางเกงสักทีเถอะ!”


    หลิงซีเหวี่ยงหมัดน้อย ๆ ของนางอยู่ในกระบี่


    ขณะที่พวกเขาเข้ามาในหุบเขา  หลงเฉินก็มองไปทั่วบริเวณถ้ำ  ตอนนั้นเองที่สายตาของเหล่าผู้ที่มองเห็นผู้นำตระกูลหยางและหลงเฉินแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา  พวกเขาลุกขึ้นยืนในทันที


    สายตาของหลงเฉินกวาดไปทั่วบริเวณและเห็นไป๋เซิงและไป๋ลี่สองพี่น้อง แต่ใครจะรู้ว่าจะมีคนตระกูลไป๋คนอื่น ๆ หลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหนบ้างในเมื่อพวกเขาไม่อยู่ที่นี่


    ความจริงแล้ว เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้นับว่าดีกว่ามาก  เพราะหากไป๋จ้านเฟิงและไป๋จ้านหลงอยู่ที่นี่ด้วย  คู่ต่อสู้ก็จะมีมากกว่าสองซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว


    อย่างไรก็ตาม  ความสงสัยนี้ยังติดอยู่ในใจของหลงเฉิน


    ‘สุนัขขี้ขลาดตระกูลไป๋สองตัวนี้  พวกเขาพาคนจากลัทธิเซียนโลหิตมาหรือไม่?’


    ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น  หลงเฉินจึงคาดการณ์ว่าหลังจากที่ตระกูลไป๋จับตัวหยางเสวี่ยชิงไปแล้ว  พวกเขาคงรู้สึกมั่นใจว่าจะเอาชนะตระกูลหยางได้ เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องรบกวนหรือเชื้อเชิญคนของลัทธิเซียนโลหิตให้มาช่วย เพื่อที่พวกเขาจะสามารถนำผลกระจัดวิญญาณมาแบ่งกันเองได้


    ผลกระจัดวิญญาณแต่ละผลนั้นสูงค่ามาก  และหากไม่จำเป็นอย่างยิ่งยวดจริง ๆ ตระกูลไป๋ก็คงไม่ต้องการแบ่งมันกับผู้ใดง่าย ๆ


    หลงเฉินเห็นหยางเสวี่ยชิงอยู่หลังต้นกระจัดวิญญาณ  ในเวลานี้ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิงและกำลังเอนตัวพิงผนังถ้ำ เขาเห็นโซ่เหล็กที่พันธนาการไว้รอบตัวนางและแผลสีแดงสดที่เกิดจากการเสียดสี


    ทว่าโชคยังดีที่นางยังมีสติและดูเหมือนจะไม่ได้ทุกข์ทรมานกับอาการบาดเจ็บใด ๆ เมื่อนางเห็นหลงเฉินและผู้นำตระกูลหยาง  ดวงตาของนางก็รื้นไปด้วยน้ำตา


    เมื่อเห็นหลงเฉินและผู้นำตระกูลหยางกำลังตรงเข้ามา  ความเกลียดชังที่พวกเขามีต่อตระกูลหยางโดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ความเกลียดชังที่มีต่อหลงเฉินนั้นยิ่งใหญ่มาก  ไม่ว่าจะต้องจ่ายในราคาสูงลิ่วเพียงใด  พวกเขาก็ต้องการฆ่าหลงเฉินให้ได้ในวันนี้!


    และการจับตัวหยางเสวี่ยชิงแต่ไม่ฆ่านางเสีย ก็เป็นการเพิ่มโอกาสสำเร็จในการฆ่าหลงเฉินได้มากขึ้น!


    เมื่อครั้งที่พวกเขาต่อสู้กับตระกูลหยาง  แผนการที่รอบคอบและพิถีพิถันของพวกเขาถูกหลงเฉินทำลายจนป่นปี้ คราวนี้พวกเขาจึงต้องการกำจัดตระกูลหยางและครองเมืองพฤกษาหมอกทั้งหมด และการได้มาซึ่งผลกระจัดวิญญาณที่สุกพร้อม  ตระกูลไป๋ก็จำต้องเตรียมการมากมาย!


    “ในเมื่อเตรียมการถึงเพียงนี้  หากข้ายังไม่สามารถจัดการกับเจ้าได้  ข้า... ไป๋เซิงคงใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่ามาโดยตลอด  แม้ผลกระจัดวิญญาณจะสุกเร็วกว่าที่คาดคิดเอาไว้มันก็ไม่ทำให้ข้าเปลี่ยนใจไม่ฆ่าเจ้าได้หรอก!”


    เมื่อเห็นสายตาเย็นชาของหลงเฉินและผู้นำตระกูลหยางที่กำลังเข้ามาใกล้  ไป๋เซิงก็แอบส่งสัญญาณและเอ่ยออกมาเบา ๆ 


    “ให้พวกเราสองพี่น้องได้จัดการกับเจ้าเศษสวะพวกนี้ก่อน!”


    เสียงของเขาเบามากจนแม้แต่หลิงซีก็ฟังจากระยะไกลไม่ได้ยิน  จากนั้นไป๋เซิงและไป๋ลี่ก็มองหน้ากันก่อนจะมุ่งหน้ามาทางผู้นำตระกูลหยางและหลงเฉิน


    ‘ด้วยการเตรียมการแบบแผนซ้อนแผนของพวกเรา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าข้าจะจัดการเจ้าไม่ได้  สงเอ๋อร์ ยวิ๋นเอ๋อร์  พ่อจะล้างแค้นให้พวกเจ้าเอง  ซื่อเฉิน ซื่อจี ปู่จะล้างแค้นให้พวกเจ้าด้วยเหมือนกัน!’


    “ความจริงแล้ว ต่อให้ไม่ต้องเตรียมการอะไรมาก  พวกเราสองพี่น้องก็สามารถจัดการกับเจ้าสองคนได้อยู่แล้ว  อย่างไรก็ตาม ความเกลียดชังภายในใจคงไม่ยอมให้ข้าทำสิ่งใดผิดพลาดไปแม้แต่น้อย!”


    “หยางชางชง ไปลงนรกเสียเถอะ...”


    *********************