เมื่อกลับมาที่เมืองพฤกษาหมอก หลงเฉินไม่คาดคิดว่าเขาจะต้องมุ่งหน้ากลับไปยังภูเขาเดียวดายอย่างฉับพลันถึงเพียงนี้ อย่างไรก็ตาม ครานี้มีจิตสังหารรุนแรงมาพร้อมกับเขาด้วย
‘ท่านแม่ ข้าจะต้องช่วยท่านให้ได้...’
เวลานี้ กลิ่นของผลกระจัดวิญญาณฟุ้งกระจายไปทั่วภูเขาเดียวดาย แม้แต่ผู้คนในเมืองพฤกษาหมอกก็ก้าวเท้าออกมานอกประตูด้วยสีหน้าตื่นตระหนก พวกเขาได้กลิ่นหอมหวานอบอวลอยู่ในอากาศ เมื่อสูดดมเข้าไปก็รู้สึกสดชื่น
คนธรรมดาทั่วไปจะไม่สามารถตรวจจับได้ว่ากลิ่นหอมนี้มาจากที่ใด มีเพียงยอดฝีมือไม่มากนักที่จะพบตำแหน่งของมันได้ในไม่ช้า
เวลานั้น ในบ้านตระกูลหยาง ทุกคนต่างรวมตัวกันและเฝ้ารอข่าวคราวจากหลงเฉินและผู้นำตระกูลหยาง ทันใดนั้น เมื่อเห็นแสงสีรุ้งที่ส่องประกายมาจากภูเขาเดียวดาย หยางชิงเสวียนและหยางหยุนเทียนต่างก็ตระหนักได้ว่าผลกระจัดวิญญาณกำลังจะสุกพร้อมแล้ว
สีหน้าของหยางชิงเสวียนเปลี่ยนไปทันที
ลูกหลานของตระกูลหยางคนอื่น ๆ ไม่รู้เรื่องผลกระจัดวิญญาณ ดังนั้นพวกเขาจึงถกเถียงกันเกี่ยวกับปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หยางชิงเสวียนและหยางหยุนเทียนกลับพากันเดินไปที่มุมหนึ่ง และหยางหยุนเทียนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ในเมื่อผลกระจัดวิญญาณสุกพร้อมในเวลานี้ ตาเฒ่าทั้งสองของตระกูลไป๋จะต้องไม่อยู่ที่บ้านตระกูลไป๋อย่างแน่นอน เมื่อท่านพ่อและหลงเฉินไปที่นั่น พวกเขาคงจะไม่พบใคร”
หยางชิงเสวียนไม่ได้คาดคิดถึงเรื่องนี้ แต่เมื่อหยางหยุนเทียนพูดขึ้นมา เขาก็เข้าใจและเอ่ยขึ้นด้วยความขมขื่น
“เช่นนั้นแล้ว จุดประสงค์ของพวกเขาก็คงไม่ใช่การฆ่าเสวี่ยชิง หากแต่เป็นการข่มขู่ตระกูลหยางของเราในการต่อสู้แย่งชิงผลกระจัดวิญญาณสินะ? ความแข็งแกร่งของตระกูลหยางนั้นด้อยกว่าพวกเขามาตลอด ข้าไม่รู้เลยว่าเฉินเอ๋อร์ต้องเจอกับอะไรบ้างในตอนนี้ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ตระกูลหยางของเราคงไม่มีโอกาสชนะมากนักหรอก...”
หยางหยุนเทียนกัดฟันพูด
“ท่านพี่ ตระกูลของเรากำลังประสบกับหายนะครั้งใหญ่ เราจะมัวแต่รออยู่ที่นี่จริง ๆ รึ? แม้ว่าความแข็งแกร่งของข้าจะไม่มากมายนัก แต่ข้าก็ไม่อยากรอความตายอยู่เช่นนี้ ทำไมพวกเราพี่น้องไม่ลองเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับการต่อสู้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายดูล่ะ แล้วให้อู่เอ๋อร์พาพวกคนแก่ ผู้อ่อนแอ ผู้หญิงและเด็ก ๆ ออกจากเมืองพฤกษาหมอกไปเสีย?”
ความคิดของหยางชิงเสวียนพันเป็นเกลียวยุ่งเหยิงอยู่ภายในหัว ขณะที่เขาเฝ้ามองหยางอู่ หยางหลิงชิงและคนอื่น ๆ
“ถูกของเจ้า เรายอมตายแต่อย่างไรเสียตระกูลหยางก็ต้องมีทายาทสืบตระกูล แม้ว่าพวกเราจะพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้ แต่พวกเด็ก ๆ จะหนีออกไปจากเมืองพฤกษาหมอกและกลับมาอีกครั้ง เมื่อเวลานั้นมาถึง... พวกเขาจะแก้แค้นให้เราเอง!”
เมื่อเห็นว่าหยางชิงเสวียนที่มีความสุขุมรอบคอบอยู่ตลอดเวลาเห็นด้วยกับความคิดเสี่ยงตายเช่นนี้ หยางหยุนเทียนจึงตระหนักว่าเขาเห็นชอบแล้ว เขามองไปยังคนตระกูลหยาง ถอนหายใจและเอ่ยขึ้น
“ไม่คิดเลยว่าเป็นเพราะผลกระจัดวิญญาณ ตระกูลของเราจึงต้องมาพ่ายแพ้ให้แก่ตระกูลไป๋ โชคยังดี... ก่อนที่ท่านพ่อจะออกไป เขาได้รวบรวมของมีค่าทุกอย่างและใส่ไว้ในถุงมิติ ด้วยสิ่งนี้ อู่เอ๋อร์และคนอื่น ๆ จะสามารถพัฒนาตนได้อย่างรวดเร็ว และอีกสิบปีให้หลัง ...ใครจะรู้ พวกเขาอาจจะแก้แค้นให้เราก็เป็นได้!”
เมื่อเห็นว่าหยางหยุนเทียนไม่เกรงกลัวซึ่งความตาย หยางชิงเสวียนจึงตบไหล่เขาเบา ๆ พลางถอนใจเช่นกัน
“น้องรอง ไม่กี่ปีที่ผ่านมาข้าก็ยังประเมินเจ้าต่ำเกินไป ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเลือดร้อนมากกว่าข้า ก่อนหน้านี้ข้าคิดที่จะรอความตายอยู่ที่นี่ ในเวลานี้ท่านพ่อก็น่าจะไปถึงภูเขาเดียวดายแล้ว การต่อสู้ก็คงจะใช้เวลาไม่นานนัก พวกเราจงรีบไปเถอะ อย่างไรเสีย... สิ่งที่เจ้าเพิ่งพูดออกมา ข้าคงต้องแก้ไขมันสักหน่อย”
“อะไรรึ?” หยางหยุนเทียนผงะไปทันที
หยางชิงเสวียนทอดสายตาไปยังภูเขาเดียวดายและเอ่ยขึ้น
“ยอดฝีมือที่เปี่ยมด้วยความสามารถของตระกูลเราไม่ใช่อู่เอ๋อร์หรอก หากแต่เป็นเฉินเอ๋อร์ต่างหาก เช่นนั้นแล้วจุดประสงค์หลักที่พวกเราจะไปที่ภูเขาเดียวดายก็เพื่อปกป้องเฉินเอ๋อร์จากคู่ต่อสู้ของเขาและช่วยให้เขาหนีออกมาได้ เราจะต้องช่วยให้เขาไปรวมกลุ่มกับอู่เอ๋อร์และคนอื่น ๆ หากมีเฉินเอ๋อร์อยู่ ภายในเวลาห้าปีเขาจะต้องทำให้ตระกูลไป๋ต้องชดใช้และล้างแค้นให้พวกเราอย่างแน่นอน!”
เมื่อได้ยินว่าคนผู้นั้นคือหลงเฉิน หยางหยุนเทียนก็ถอนหายใจอย่างเสียมิได้
“ข้าคงต้องยอมรับว่าสิ่งที่ท่านพูดมานั้นถูกต้อง เขาเป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจจริง ๆ แต่อนิจจา เขายังเด็กอยู่มากนัก มิเช่นนั้นตระกูลหยางของเราคงไม่ต้องพ่ายแพ้เช่นนี้!”
ขณะที่หยางหยุนเทียนกำลังทอดถอนใจ หยางชิงเสวียนก็เรียกหยางอู่ หยางหลิงเยวี่ย และหยางหลิงชิงให้มารวมตัวกัน จากนั้นก็ให้คำแนะนำพวกเขาเพื่อที่จะได้หนีออกไปจากเมืองพฤกษาหมอก
เมื่อเห็นบุตรชายที่กำลังเติบโตเป็นชายหนุ่มเต็มตัว ดวงตาของหยางชิงเสวียนรื้นไปด้วยน้ำตา เขาตบไหล่หยางอู่เบา ๆ และเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสะอื้น
“อู่เอ๋อร์ เจ้าอายุครบยี่สิบเอ็ดปีแล้วสินะ ช่างรวดเร็วเหลือเกิน และในตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องแบกรับภาระของตระกูลเราไว้แล้ว ฟังข้าให้ดี... ข้าจะส่งมอบหน้าที่สำคัญให้กับเจ้า...”
เมื่อไม่รู้ว่าหยางชิงเสวียนกำลังพูดถึงสิ่งใด หยางอู่และคนอื่น ๆ มองหน้ากันไปมาด้วยความตกใจ
จิตวิญญาณอันแข็งแกร่งและอ่อนเยาว์ปรากฏอยู่บนสีหน้าของพวกเขา หยางหยุนเทียนเองก็กัดริมฝีปากและหลั่งน้ำตาออกมา เขาตระหนักดีถึงภาระอันหนักหนาที่เด็ก ๆ เหล่านี้ต้องเผชิญในภายภาคหน้า
“วันนี้พวกเจ้าทั้งสามจะต้องแบกรับภาระหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง และหากมีสิ่งใดผิดพลาดไปจงชดใช้ด้วยความตาย นำหัวของเจ้ากลับมาให้ข้า”
“เรื่องสำคัญที่ว่าก็คือ... จงดูแลปกป้องและนำพาคนตระกูลหยางที่ไร้ทางสู้...”
ด้วยแสงสีรุ้งที่เป็นดั่งไฟนำทาง จึงเป็นหนทางที่ชัดเจนสำหรับหลงเฉินและผู้นำตระกูลหยาง
ไม่นานนัก พวกเขาเข้าสู่เขตภูเขาเดียวดายและมุ่งหน้าไปยังหุบเขาซึ่งมีผลกระจัดวิญญาณอยู่
เวลานี้ ผู้นำตระกูลหยางและหลงเฉินไม่รู้ว่าหยางชิงเสวียนและหยางหยุนเทียนวางแผนที่จะเคลื่อนย้ายคนแก่ ผู้หญิง เด็ก และผู้ที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ให้ออกไปจากเมืองพฤกษาหมอก อย่างไรก็ตาม หากผู้นำตระกูลหยางรู้เรื่องที่สองพี่น้องทำ เขาจะต้องซาบซึ้งใจอย่างมาก
เขาชื่นชมในความแข็งแกร่งอันทรงพลังของหลงเฉิน หากแต่เมื่อเทียบกับผู้ที่อาวุโสกว่า นับว่าเขายังเยาว์วัยเกินไปนัก สิ่งที่เขาต้องการคือเวลาที่จะได้เติบใหญ่ หาใช่การต่อสู้ดุเดือดกับชายชราถึงสองคน…
การต่อสู้ที่อันตรายเช่นนี้ควรเป็นผู้ที่อาวุโสกว่าเข้ามารับมือ ส่วนสิ่งที่เขาควรจะทำคือแสดงศักยภาพของตนเองและเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทาน แทนที่จะมาตายก่อนเวลาอันควร เมื่อถึงเวลานั้น ตระกูลไป๋ก็คงล่มสลายแม้เขายังไม่ทันลงมือเลยด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม เลือดในร่างกายของหลงเฉินในตอนนี้กำลังเดือดพล่าน และผู้นำตระกูลหยางก็ตระหนักดีว่าเขามิอาจห้ามปรามหลงเฉินได้ เขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างเสียมิได้
“เฉินเอ๋อร์ ต่อจากนี้เราต้องระมัดระวังให้มาก และไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม หากรีบร้อนและเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะทำให้ตัวเจ้าเองบาดเจ็บ แต่แม่ของเจ้าก็เช่นกัน!”
หลงเฉินพยักหน้าและตอบกลับ
“ท่านตา ได้โปรดวางใจ ข้ารู้ขีดจำกัดของตัวเองดี”
ในขณะที่เขาพูดประโยคนี้ เขาสงบจิตสงบใจลงบ้างแล้ว
ผู้นำตระกูลหยางถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินว่าหลงเฉินรอบคอบขึ้นกว่าก่อน อย่างไรก็ตาม เขากลับมิอาจสัมผัสถึงความเย็นเยียบในคำพูดของหลงเฉินได้
เมื่อมองไปที่หลานชายผู้ไม่ยอมอ่อนข้อและกล้าหาญชาญชัย ผู้นำตระกูลหยางจึงรู้สึกปลาบปลื้มและประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เขาตัดสินใจว่าหากพวกเขาตกอยู่ในภาวะคับขัน เขายินดีที่จะสละชีวิตของตนเองเพื่อให้หลงเฉินได้มีชีวิตรอดปลอดภัย
ไม่นานนัก พวกเขาทั้งสองก็มาถึงบริเวณหุบเขา มองเพียงปราดเดียวหลงเฉินก็พบถ้ำหินที่อยู่ลึกเข้าไปและต้นกระจัดวิญญาณที่กำลังเปล่งแสงสีรุ้งออกมา แสงสีรุ้งนั้นมาจากแหล่งกำเนิดแสงที่แตกต่างกันสามแห่ง ซึ่งก็คือผลกระจัดวิญญาณทั้งสามผล
“ผลกระจัดวิญญาณกำลังจะสุกแล้ว เมื่อมันสุกพร้อม ต้นของมันจะเหี่ยวเฉาและไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง ตอนนี้ต้นของมันเริ่มทรุดโทรมลงแล้ว ข้าคิดว่าอีกไม่นานผลของมันก็จะสุกเต็มที่”
เมื่อได้เห็นต้นกระจัดวิญญาณ หลิงซีก็รู้สึกกังวลใจเล็กน้อย นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ความจริงแล้ว หลิงซีรู้สึกโกรธมากที่หยางเสวี่ยชิงถูกตระกูลไป๋จับตัวไป ก่อนหน้านี้ตระกูลไป๋ก็เคยใช้วิธีการชั่วร้ายเช่นนี้กับตระกูลหยางมาก่อน และในตอนนี้พวกเขาก็ยังใช้วิธีสกปรกในการจับตัวประกันไว้อีก หลิงซีรู้สึกรังเกียจพวกเขามาก เพราะนางมีความรู้สึกเช่นเดียวกับหลงเฉิน นางจึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจเมื่อจิตวิญญาณของหลงเฉินมีความเยือกเย็นและเกรี้ยวกราดปะทุออกมา
“เจ้าจิ้งจอกเฒ่าสองคนนั่น ให้หลงเฉินได้สอนบทเรียนและอัดพวกเจ้าจนขี้รดกางเกงสักทีเถอะ!”
หลิงซีเหวี่ยงหมัดน้อย ๆ ของนางอยู่ในกระบี่
ขณะที่พวกเขาเข้ามาในหุบเขา หลงเฉินก็มองไปทั่วบริเวณถ้ำ ตอนนั้นเองที่สายตาของเหล่าผู้ที่มองเห็นผู้นำตระกูลหยางและหลงเฉินแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา พวกเขาลุกขึ้นยืนในทันที
สายตาของหลงเฉินกวาดไปทั่วบริเวณและเห็นไป๋เซิงและไป๋ลี่สองพี่น้อง แต่ใครจะรู้ว่าจะมีคนตระกูลไป๋คนอื่น ๆ หลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหนบ้างในเมื่อพวกเขาไม่อยู่ที่นี่
ความจริงแล้ว เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้นับว่าดีกว่ามาก เพราะหากไป๋จ้านเฟิงและไป๋จ้านหลงอยู่ที่นี่ด้วย คู่ต่อสู้ก็จะมีมากกว่าสองซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ความสงสัยนี้ยังติดอยู่ในใจของหลงเฉิน
‘สุนัขขี้ขลาดตระกูลไป๋สองตัวนี้ พวกเขาพาคนจากลัทธิเซียนโลหิตมาหรือไม่?’
ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น หลงเฉินจึงคาดการณ์ว่าหลังจากที่ตระกูลไป๋จับตัวหยางเสวี่ยชิงไปแล้ว พวกเขาคงรู้สึกมั่นใจว่าจะเอาชนะตระกูลหยางได้ เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องรบกวนหรือเชื้อเชิญคนของลัทธิเซียนโลหิตให้มาช่วย เพื่อที่พวกเขาจะสามารถนำผลกระจัดวิญญาณมาแบ่งกันเองได้
ผลกระจัดวิญญาณแต่ละผลนั้นสูงค่ามาก และหากไม่จำเป็นอย่างยิ่งยวดจริง ๆ ตระกูลไป๋ก็คงไม่ต้องการแบ่งมันกับผู้ใดง่าย ๆ
หลงเฉินเห็นหยางเสวี่ยชิงอยู่หลังต้นกระจัดวิญญาณ ในเวลานี้ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิงและกำลังเอนตัวพิงผนังถ้ำ เขาเห็นโซ่เหล็กที่พันธนาการไว้รอบตัวนางและแผลสีแดงสดที่เกิดจากการเสียดสี
ทว่าโชคยังดีที่นางยังมีสติและดูเหมือนจะไม่ได้ทุกข์ทรมานกับอาการบาดเจ็บใด ๆ เมื่อนางเห็นหลงเฉินและผู้นำตระกูลหยาง ดวงตาของนางก็รื้นไปด้วยน้ำตา
เมื่อเห็นหลงเฉินและผู้นำตระกูลหยางกำลังตรงเข้ามา ความเกลียดชังที่พวกเขามีต่อตระกูลหยางโดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ความเกลียดชังที่มีต่อหลงเฉินนั้นยิ่งใหญ่มาก ไม่ว่าจะต้องจ่ายในราคาสูงลิ่วเพียงใด พวกเขาก็ต้องการฆ่าหลงเฉินให้ได้ในวันนี้!
และการจับตัวหยางเสวี่ยชิงแต่ไม่ฆ่านางเสีย ก็เป็นการเพิ่มโอกาสสำเร็จในการฆ่าหลงเฉินได้มากขึ้น!
เมื่อครั้งที่พวกเขาต่อสู้กับตระกูลหยาง แผนการที่รอบคอบและพิถีพิถันของพวกเขาถูกหลงเฉินทำลายจนป่นปี้ คราวนี้พวกเขาจึงต้องการกำจัดตระกูลหยางและครองเมืองพฤกษาหมอกทั้งหมด และการได้มาซึ่งผลกระจัดวิญญาณที่สุกพร้อม ตระกูลไป๋ก็จำต้องเตรียมการมากมาย!
“ในเมื่อเตรียมการถึงเพียงนี้ หากข้ายังไม่สามารถจัดการกับเจ้าได้ ข้า... ไป๋เซิงคงใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่ามาโดยตลอด แม้ผลกระจัดวิญญาณจะสุกเร็วกว่าที่คาดคิดเอาไว้มันก็ไม่ทำให้ข้าเปลี่ยนใจไม่ฆ่าเจ้าได้หรอก!”
เมื่อเห็นสายตาเย็นชาของหลงเฉินและผู้นำตระกูลหยางที่กำลังเข้ามาใกล้ ไป๋เซิงก็แอบส่งสัญญาณและเอ่ยออกมาเบา ๆ
“ให้พวกเราสองพี่น้องได้จัดการกับเจ้าเศษสวะพวกนี้ก่อน!”
เสียงของเขาเบามากจนแม้แต่หลิงซีก็ฟังจากระยะไกลไม่ได้ยิน จากนั้นไป๋เซิงและไป๋ลี่ก็มองหน้ากันก่อนจะมุ่งหน้ามาทางผู้นำตระกูลหยางและหลงเฉิน
‘ด้วยการเตรียมการแบบแผนซ้อนแผนของพวกเรา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าข้าจะจัดการเจ้าไม่ได้ สงเอ๋อร์ ยวิ๋นเอ๋อร์ พ่อจะล้างแค้นให้พวกเจ้าเอง ซื่อเฉิน ซื่อจี ปู่จะล้างแค้นให้พวกเจ้าด้วยเหมือนกัน!’
“ความจริงแล้ว ต่อให้ไม่ต้องเตรียมการอะไรมาก พวกเราสองพี่น้องก็สามารถจัดการกับเจ้าสองคนได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ความเกลียดชังภายในใจคงไม่ยอมให้ข้าทำสิ่งใดผิดพลาดไปแม้แต่น้อย!”
“หยางชางชง ไปลงนรกเสียเถอะ...”
*********************