เมื่อได้ยินเสียงและพลังกดดันอันรุนแรงมาถึง กังหลงพลันมีสีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อยเนื่องจากเสียงและพลังกดดันรบกวนการฟื้นฟูลมปราณขณะอยู่ในช่วงคับขัน สตรีทั้งสองได้ก้าวออกมาอยู่ด้านหน้าบดบังกังหลงไว้ด้านหลัง มิต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามพบเห็น
หลังจากพลังกดดันแผ่มาถึงไม่นาน ก็ปรากฎสามร่างได้โบยบินมาถึงเบื้องหน้า ด้านหลังทั้งคนสามปรากฎปีกยุทธกระพือเบา ๆ ผู้อยู่ตรงกลางเป็นชายกลางคนร่างใหญ่หน้าตาดุดันและรูปร่างดูคล้ายลิงยักษ์มิมีผิด จากสารรูปดุร้ายเหี้ยมโหดสายตาเจ้าเล่ห์ที่กลอกกลิ้งไปมามิหยุด มองจากสายตานี้นับมิใช่วิญญูชนอย่างแน่นอน ด้านซ้ายขนาบไว้ด้วยชายกลางคนชุดขาวผมสีทองฟูฟ่องดุจสิงห์โต ด้านขวาเป็นชายกลางคนชุดดำจมูกแบนใหญ่ดุจจมูกโคตาโปนโตดุจไข่หานช่างดูอัปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง
ทั้งสามคงจะเป็นใครไปมิได้นอกจากผู้นำกลุ่มพยัคฆ์โลหิตและองครักษ์ ฟู่ดาซิง ฉายา กอลิร่าทมิฬ และองครักษ์ซ้ายขาวฉายา สิงห์กระทิงคู่โหดทั้งสอง พลังปราณที่แผ่ออกมากดดันจนนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะและหยางเสี่ยวเอ๋อร์ต้องโคจรพลังอย่างเต็มที่จึงจะสามารถต้านทานไว้ได้
ผู้ที่เพิ่งปรากฎตัวทั้งหมดเพิ่งเดินทางกลับมาจากการไปสำรวจที่เทือกเขาเนตรอสูร เนื่องจากก่อนหน้านี้ ฟู่ดาซิงขณะเดินทางผ่านเทือกเขาเนตรอสูรได้สัมผัสเข้ากับพลังมังกรและร่องรอยการต่อสู้ ด้วยประสบการณ์ที่ท่องเที่ยวมาหลายปีจึงทราบว่าพื้นที่แห่งนั้นย่อมไม่ธรรมดาจึงจดจำสถานที่ไว้ หลังจากนำพาสมาชิกทั้งหมดตั้งหลักฐานเรียบร้อย จึงพาองครักษ์ทั้งสองออกไปสำรวจในทันที ฟู่ดาซิงได้พบกับถ้ำที่เต็มไปด้วยม่านสายฟ้าแต่มิอาจหาหนเข้าไปได้ ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา รู้ว่าถ้ำแห่งนี้เป็นสิ่งวิเศษสุดสำหรับผู้ที่ฝึกปรือธาตุสายฟ้า หากมีเคล็ดวิชาที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ และที่สำคัญแหล่งธาตุธรรมชาติแบบนี้ย่อมมีโอกาสที่จะเกิดเม็ดพลังธาตุขึ้น จึงพยายามหาทางจะเข้าไปเสาะหาเม็ดพลังธาตุสายฟ้าตามธรรมชาติ
เม็ดพลังธาตุต่าง ๆ ล้วนเป็นธาตุบริสุทธิ์ที่สิ่งมีชีวิตสามารถดูดกลืนพลังไปใช่ได้ทันทีหนึ่งส่วน แต่หากผู้ใดมีเคล็ดวิชาเฉพาะธาตุหรือจักระธาตุนั้น ๆ เปิดออกก็จะสามารถดูดกลืนพลังของธาตุนั้นไปใช้ได้ทั้งหมด หลังจากฟู่ดาซิงเพียรพยายามอยู่สองถึงสามวัน ก็ไม่อาจหาหนทางผ่านม่านพลังเข้าไปได้ จึงถอดใจและเดินทางกลับมายังฐานของกลุ่มพยัคฆ์โลหิตด้วยความเสียดาย
ยามเมื่อกลับมาถึงฐานที่พักฟู่ดาซิงและองครักษ์ซ้ายขวามิพบพานกับหน่วยลาดตระเวณและผู้คนแม้แต่เพียงผู้เดียว ซ้ำยังพบเพียงกองเถ้าถ่านมากมายจึงพิโรธยิ่งคาดการณ์ได้ว่า คงเกิดเรื่องราวร้ายแรงภายในฐานที่พักของตนแน่แล้ว เมื่อเข้ามาถึงด้านในก็พบกับคนแปลกหน้าซึ่งประกอบด้วยสองสตรีที่งดงามยิ่งเกินบรรยายยืนเฝ้าอารักขาบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังนั่งโคจรลมปราณอยู่ จากรูปการณ์คงเพิ่งผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมา แต่เหตุใดมิมีคนของตนเองหลงเหลืออยู่เลย ฟู่ดาซิง ตวาดถามมา
"พวกเจ้าเป็นใคร บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ของกลุ่มพยัคฆ์โลหิตด้วยเหตุใด แล้วสมาชิกกลุ่มพยัคฆ์โลหิตของข้าหายไปไหนกันหมด ?"
นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะและหยางเสี่ยวเอ๋อร์มิโต้ตอบใด ๆ เพียงเฝ้าระวังกลัวคนทั้งสามจะทำการจู่โจมใส่กังหลงที่กำลังนั่งฟื้นฟูลมปราณอยู่ สังเกตุสีหน้ากังหลงค่อยมีสีแดงระเรื่อขึ้นจึงเริ่มคลายใจหันไปมองคนทั้งสามอย่างระมัดระวัง
เมื่อสำรวจพลังปราณของอีกฝ่ายชัดเจนถึงกับหน้าถอดสี ผู้ที่ยืนกลางร่างกายสูงใหญ่ถึงกับมีลมปราณระดับครึ่งก้าวสู่จักรพรรดิ์สงครามขั้นต้น ส่วนอีกสองคนมีระดับปราณราชันย์ระดับหกขั้นต้น สามคนนี้ถึงกับมีพลังฝีมือที่สูงยิ่งแม้จะเป็นคนใดคนหนึ่งก็คงยากจะต่อกรแล้ว แม้จะรู้ทั้งสามเป็นใครหยางเสี่ยวเอ๋อร์เพียงมีเจตนาที่จะถ่วงเวลารอคอยกังหลง ให้ฟื้นฟูพลังให้เสร็จสิ้นจึงถามว่า
"แล้วพวกท่านทั้งสามเป็นใคร ?"
สายตาเร่าร้อนเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งราคะของทั้งสาม ต่างจับจ้องไปยังเรือนร่างอันสวยงามทั้งทรวดทรงองค์เอวส่วนเว้าส่วนโค้งเหมือนสวรรค์จงใจสรรสร้าง ช่างงดงามไร้ข้อตำหนิใด ๆ แม้ปกปิดโฉมหน้าไว้แต่ความงดงามยังเปล่งประกายออกมาเช่นนี้ หากแม้นเปิดเผยโฉมหน้ามิทราบจะยิ่งงดงามปานใด ฟู่ดาซิงหัวร่อพร้อมกล่าวอย่างหื่นกระหาย
"เหอ .เหอ..เหอ.. นางงามทั้งสองเข้ามาอยู่ในหมู่ตึกของกลุ่มพยัคฆ์โลหิต แต่กลับมิรู้จักฟู่ดาซิงผู้เป็นหัวหน้าของที่นี่ เมื่อเสนอตัวมาถึงที่นี่ก็มาทำความรู้จักกันแบบสนิทชิดเชื้อดีกว่า ข้าฟู่ดาซิง จะบ่งบอกและตามใจนางงามทั้งสองทุกอย่างที่อยากทราบ องค์รักษ์ซ้ายไปเปิดผ้าปิดหน้าของพวกนางออก ข้าจะชมดูซิว่าเมื่อเปิดเผยโฉมหน้าแล้ว จะงดงามปานใดจะน่าลูบไล้ขนาดไหน และจงจับนางงามทั้งสองมาให้ข้า ข้ามิเคยเจอหญิงงามเช่นนี้มาก่อน นับแต่นี้ข้าจะให้นางงามทั้งสองนี้มาเป็นสนมอันดับหนึ่งของข้าแทนพวกสตรีชั้นต่ำอื่น ๆ เหล่านั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
องครักษ์ซ้ายรูปร่างบางผอมผมฟูฟ่องดุจหัวสิงห์โตสวมชุดดำทั้งตัวเมื่อได้ฟังคำสั่งของฟู่ดาซิงโผพุ่งกายเข้าหาสตรีทั้งสองทันทีทั้งนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะและหยางเสี่ยวเอ๋อร์แม้จะบังเกิดความหวาดหวั่นแต่ต่างมีโทสะอัดอกอยู่เนิ่นนานแล้วตั้งแต่สายตาที่ทั้งสามมองมายังพวกนางอย่างหื่นกระหายคำพูดคำจาล้วนลวนลามไม่ให้เกียรติ
แต่ติดที่ต้องเฝ้าคุ้มครองกังหลงที่กำลังเดินลมปราณฟื้นฟูร่างกายอยู่จึงมิอาจทำอันใดได้เมื่อองครักษ์ซ้ายพุ่งจู่โจมเข้าหานงคราญสุรางค์สุวรรค์โคจรพลังลมปราณทั้งหมดที่มีฟาดรับร่างที่พุ่งจู่โจมเข้ามาในทันที
"หงษ์น้ำแข็งสยายปีก..!!"
ปรากฎพลังกดดันอันกล้าแข็งเกิดเป็นรูปหงษ์สีฟ้าสวยงามยิ่งนักโผบินขึ้นสู่ฟากฟ้าแล้วพุ่งจู่โจมด้วยพลังความเย็นสุดขั้วครอบคลุมร่างที่กำลังพุ่งมาอย่างจังจนบังเกิดเสียงกึกก้อง
"ปึ๊ก ..บึ้ม.!!"
"อั่ก..!!"
"พรวด..!!"
ด้วยความประมาทฝีมือของสตรีงามเบื้องหน้าที่แสดงปราณยุทธเพียงปราณขุนพลระดับห้าขั้นสุดทำให้องครัษ์ซ้ายพุ่งเข้าหาโดยมิได้ระวังป้องกันจวบจนปะทะกับพลังโจมตีที่รุนแรงกระทันหันแม้จะพยายามรวบรวมพลังขึ้นเพื่อต้านทานแต่ด้วยเวลาฉุกละหุกมิทันกระทำได้สำเร็จ
พลังโจมตีก็ปะทะเข้าเข้าเต็มร่างจนร่างดีดสะท้อนตีลังกากลับหลังไปสองวาจึงตั้งหลักได้เลือดลมพลุ่งพล่านจนกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่งได้รับบอบช้ำภายในมิน้อยสร้างความโกรธเกรี้ยวให้องครักษ์ซ้ายยิ่งนักเช็ดคราบโลหิตที่มุมปากแล้วกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล จนฟู่ดาซิงต้องเอ่ยเตือน
"เฮอะ..ที่แท้ถึงกับแอบแฝงซ่อนพลังระดับปราณราชันย์ขั้นต้นเอาไว้ครานี้ข้าจะสยบเจ้าภายในยี่สิบกระบวนท่า !!"
"ถนอมบุปผาด้วยองครักษ์ซ้าย..เป็นเจ้าชะล่าใจเองอย่าได้ไปโกรธเคืองแม่นางงามน้อยเลย.."
"ขอรับนายท่าน"
รับคำเสร็จองครักษ์ซ้ายรวบรวบพลังปราณทั้งหมดปลดปล่อยปราณราชันย์ระดับห้าออกมาหลังจากพลาดท่าเพราะความชะล่าใจไปคราหนึ่งองครักษ์ซ้าย ครานี้จึงทุ่มเทพลังอย่างเต็มที่พลังลมปราณทั่วร่างกายทะลักออกราวทำนบทลาย
เมื่อพลังยุทธหมุนวนถ่ายเทเข้าสู่ฝ่ามือทั้งสองเกิดกระแสพลังสีขาวสั่นสะท้านออกจากฝ่ามือจนเห็นได้ชัดบังเกิดกระแสพลังสีขาวหมุนวนรอบฝ่ามือทั้งสองขยายออกเรื่อย ๆเพียงพริบตาเกิดคลื่นอากาศหมุนวนถักทอปกคลุมโดนรอบตัวองครักษ์ซ้ายจนกระแสพลังคล้ายรุนแรงกว่าก่อนหน้านี้เกือบเท่าตัว