แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านกิ่งสนทอดเงาลงบนลานดิน ลมเย็นพัดยอดไม้ไหวเป็ระลอก หลินเทียนซื่อยืนไพล่หลัง สายตาทอดมองไปไกล
“ฟู่เฉิง เ้าเล่าเื่ราวเพียงด้านเดียว ด้านที่เหลือ เ้ากลับไม่ยอมพูดถึง”
ฟู่เฉิงแค่นหัวเราะ “หรือท่านคิดว่าเื่เ่าั้ จะทำให้ตนเองดูดีขึ้น”
“อย่างน้อยก็ช่วยให้เื่ราวสมบูรณ์” ประมุขหลินตอบเสียงราบเรียบ เขาเดินไปนั่งลงบนขอนไม้ใกล้รั้วช้าๆ “เ้ารู้หรือไม่… อาซิ่ง แต่ก่อนสำนักคุ้มภัยเมฆาไม่ได้รุ่งเรืองอย่างที่คนภายนอกเห็น”
อาซิ่งส่ายหน้า เื่ราวเหล่านี้เขาไม่เคยทราบ
“ภายนอกดูแข็งแกร่ง แต่ภายในผุกร่อน เส้นทางการค้าถูกแย่งชิง ขบวนสินค้าถูกปล้นบ่อยครั้ง ประมุขเฒ่าเป็คนดีมาก... แต่น่าเสียดาย ในยุทธภพความดีที่มากเกินไป มักนำมาซึ่งความล่มสลาย”
“หลังจากข้าแต่งงานกับคุณหนู ข้าเริ่มเข้ามาช่วยดูแลกิจการมากขึ้น ข้าตัดเส้นทางการค้าที่ขาดทุน กำจัดคนทุจริต ปรับกฎสำนักใหม่ ภายในเวลาเพียงสามปี สำนักคุ้มภัยเมฆากลับมามั่นคงกว่าเดิม ทว่ายิ่งสำนักแข็งแกร่ง ช่องว่างระหว่างข้ากับประมุขเฒ่ายิ่งกว้างขึ้น”
“เพราะท่าน้าเปลี่ยนสำนัก ประมุขเฒ่าไหนเลยยินยอม” ฟู่เฉิงเอ่ยขัด “ประมุขเฒ่าไม่เคยปฏิเสธความสามารถท่าน ตอนท่านเสนอให้ยุบขบวนคุ้มกันสายตะวันตก ขบวนนั้นมีแต่คนเก่าแก่ที่ร่วมเป็ร่วมตายกับเขามาทั้งชีวิต”
“สำนักคุ้มภัยไม่ใช่ที่พักพิงคนชรา”
ฟู่เฉิงพยักหน้า “ประมุขเฒ่าก็ไม่ขัด เขาอนุมัติให้ยุบ แต่กลับควักเงินส่วนตัวช่วยให้คนเ่าั้มีทุนไปตั้งตัวใหม่”
ประมุขหลินได้ฟังก็เบนสายตากลับมา น้ำเสียงทุ้มต่ำลง “แล้วเงินส่วนตัวของประมุขเฒ่ามาจากที่ใด... หากไม่ใช่กำไรจากกิจการที่ข้าเหน็ดเหนื่อยกอบกู้ วันที่ข้าก้าวเข้ามา สำนักคุ้มภัยเมฆาขาดทุนทุกปี หนี้สินรุงรังจนแทบจะล้มละลาย เป็ข้าที่แบกรับความกดดัน ถากถางเส้นทางจนทุกคนกลับมาอยู่ดีกินดี ทว่าสิ่งที่ข้าได้รับกลับมีเพียงสายตาระแวง เื่พวกนี้... เ้าไม่เอ่ยเคยถึง และไม่เคยชื่นชมข้า”
หลินเทียนซื่อเชิดหน้า ลมพัดผ่านระลอกหนึ่งจนเสื้อคลุมขยับไหว แต่อาซิ่งรู้สึกร้อนรุ่มจนหายใจไม่สะดวก เด็กหนุ่มมองชายสูงวัยสองคนที่ตอบโต้กันด้วยเื่ในอดีต
“ในเมื่อทำเพื่อสำนักขนาดนั้น... เหตุใดประมุขเฒ่าต้องระแวง” อาซิ่งอดถามไม่ได้
ฟู่เฉิงหันมองเด็กหนุ่ม “เพราะหลังจากนั้น หลินเทียนซื่อเริ่มเชื่อว่าตนเองมองเห็นอนาคตชัดเจนกว่าใคร หลายเื่เขามองถูกจริง คนในสำนักต่างชื่นชม แต่ปัญหาคือ เมื่อมองถูกติดต่อกันบ่อยเข้า เขาก็เริ่มเชื่อว่าตนไม่มีวันพลาด ได้ยินแต่เสียงสรรเสริญจนแยกไม่ออกว่า สิ่งใดคือความจริง สิ่งใดคือสิ่งที่อยากได้ยิน”
“เ้ากำลังกล่าวหาข้า”
“ข้ากำลังบอกสิ่งที่เห็น” ฟู่เฉิงจ้องอีกฝ่าย “ข้าเห็นท่านเปลี่ยนไปอย่างมาก หลังจากประมุขเฒ่าเลื่อนการประกาศผู้สืบทอด”
หลินเทียนซื่อแค่นหัวเราะ คล้ายเยาะหยันอดีต “เ้ายังคงตื้นเขิน คิดว่าข้าไม่พอใจเพราะเสียดายตำแหน่ง... สำหรับข้า… เป็เพราะนางต่างหาก”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง “พลบค่ำวันนั้น นางนั่งใต้ต้นเหมย ข้าเข้าไปถามว่าเป็อะไร นางกลับย้อนถาม... ‘หากวันหนึ่งท่านได้เป็ประมุขจริงๆ ท่านจะมีความสุขหรือไม่’ ข้าตอบว่าย่อมมี เมื่อสำนักอยู่ในมือข้า ข้าจะสร้างมันให้ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่นางกลับส่ายหน้า”
สุ้มเสียงประมุขหลินเข้มขึ้น “นางไม่เคยเห็นด้วยกับแนวทางของข้า ยามที่บิดานางเริ่มระแวงและเลื่อนการประกาศตำแหน่ง แทนที่จะยืนเคียงข้าง กลับมาตักเตือนข้า บอกว่าคนเก่าแก่ไม่พอใจ บิดากำลังลำบากใจ... คนอื่นไม่เข้าใจไม่ว่า แต่เหตุใดแม้นางที่เห็นข้ากอบกู้สำนักมากับตายังไม่เข้าใจ เอาแต่บอกให้ข้าถอยเพื่อบิดา”
“แล้วท่านตอบนางว่าอย่างไร” อาซิ่งถาม
“ข้าตอบนางว่า... ตราบใดที่ข้าทำสิ่งที่ถูกต้อง ทำเพื่อความอยู่รอดของสำนัก ก็ไม่จำเป็ต้องแยแสเื่เล็กน้อยเหล่านี้”
ประมุขหลินสบตาเด็กหนุ่ม ย้อนถาม “อาซิ่ง ฟังเื่คร่ำครึเหล่านี้มานาน… เ้าเบื่อหน่ายหรือไม่”
อาซิ่งลังเล “ข้า… ไม่ทราบ"
“ต่อให้เบื่อก็จงฟัง” เขาเอ่ยเสียงต่ำ “เพราะเื่นี้จะกำหนดชีวิตเ้า วันนี้ข้ามาเพื่อสะสางเื่ราวให้จบสิ้น หลังจากวันนี้… อาจไม่ได้พูดกันอีก”
“ใช่… อาจไม่ได้พูดอีก” ฟู่เฉิงเอ่ย แววตาสงบนิ่งคล้ายล่วงรู้จุดจบ ก่อนหันสบตาหลินเทียนซื่อ
“คุณหนูมาหาและถามข้าว่า คนสองคนที่เรารักที่สุดยืนอยู่คนละฝั่ง ไม่มีวันเดินร่วมกันได้อีก…เราควรเลือกยืนอยู่ข้างใคร ข้าตอบไม่ได้...เพราะไม่ว่าจะเลือกข้างใด ย่อมต้องสูญเสียอีกคนไปอยู่ดี”
ฟู่เฉิงถอนหายใจยาว “ยามนั้นคุณหนูเริ่มร้องไห้บ่อยขึ้น กลางวันปลอบประโลมบิดา กลางคืนปลอบโยนสามี พยายามเป็โซ่ข้อกลาง แต่ยิ่งนางพยายามเท่าไร คนทั้งสองกลับยิ่งเดินห่างจากกันเท่านั้น”
อาซิ่งนั่งนิ่ง ภาพอดีตปะติดปะต่อในหัว ลมหายใจเริ่มติดขัด ยามตระหนักว่าไม่ว่าฝ่ายใดล้มลง... มารดาของเขา ย่อมเป็คนแรกที่ต้องรับาแเสมอ
น้ำเสียงของฟู่เฉิงแ่ต่ำลง “่แรกคุณหนูยังหวังว่าทุกอย่างจะแก้ไข นึกว่าหากทุกคนเปิดใจคุย ความเข้าใจผิดและบาดหมางย่อมคลี่คลาย น่าเสียดาย... เื่บางเื่ไม่ใช่การเข้าใจผิด”
หลินเทียนซื่อเอ่ย “เ้ากำลังจะพูดถึง... เื่ที่ข้าเสนอต่อที่ประชุมวันนั้น”
“ท่านยังจำได้”
“เหตุใดข้าจะลืม” ประมุขหลินยิ้มบาง “นั่นเป็ครั้งแรกที่ประมุขเฒ่าคัดค้านข้าอย่างรุนแรงในที่ประชุม”
“ยามนั้นสำนักคุ้มภัยเมฆาแข็งแกร่งมาก แต่ท่านกลับไม่พอใจที่จะหยุดแค่นั้น”
“ข้าเพียงมองเห็นโอกาส” เขาตอบเสียงเรียบ “การค้าระหว่างหัวเมืองขยายตัว ขุนนางและตระกูลใหญ่เริ่มเข้ามาเกื้อหนุน หากยังดื้อรั้นยึดติดวิถีเดิม สำนักคุ้มภัยเมฆาย่อมถูกกาลเวลากลืนหาย”
“แต่ประมุขเฒ่ามีกฎที่ยึดถือมาช้านาน คือจะไม่นำสำนักเข้าพัวพันกับอำนาจทางการ ท่านบอกพวกเราเสมอว่าคนในยุทธภพยังพอสู้รบตบมือได้ แต่หากข้องแวะกับฝ่ายการเมือง ต่อให้เป็ขั้วอำนาจใหญ่โตเพียงใด วันหนึ่งย่อมกลายเป็เพียงหมากที่เขาใช้แล้วทิ้ง”
หลินเทียนซื่อหัวเราะ “คนที่ไม่ยอมก้าวขึ้นสู่กระดาน ย่อมไม่มีวันได้เป็ผู้เล่น”
ฟู่เฉิงส่ายหน้า เนิ่นนานปีผ่านไป ความดื้อรั้นทระนงของบุรุษตรงหน้าก็ไม่ได้ลดลง ชายชราถอนหายใจ “หลังจากวันนั้น คุณหนูเริ่มวิตกกังวล นางมาปรับทุกข์เื่เดิมซ้ำๆ ขอให้บิดายอมเปิดทาง และขอให้ท่านอดทนรออีกหน่อย ทว่า... ไม่มีฝ่ายใดลดทิฐิยอมถอยให้กัน และไม่นานหลังจากนั้น ท่านเริ่มเดินทางเข้าเมืองหลวงบ่อยขึ้น”
“สำนักจำเป็ต้องมีรากฐานเส้นสาย”
“หรือตัวท่านเองที่้าเส้นสาย”
มุมปากประมุขหลินขยับ “ต่างกันตรงไหน”
“อย่างน้อยประมุขเฒ่าก็มองว่าต่าง นับแต่นั้น ข้าเจอคุณหนูน้อยลง นางอยู่ในสำนักมากขึ้นเพราะบิดาเริ่มป่วย อาการไม่ได้หนักหนา แต่รุมเร้าจนคุณหนูต้องนั่งตรวจบัญชี รับแขก และจัดการเื่ราวภายในแทน ทว่านาง... ไม่เคยปริปากบ่นแม้คำเดียว”
“ใช่... นางไม่เคยบ่น” แววตาของหลินเทียนซื่ออ่อนลงวูบหนึ่ง “และนางก็ไม่เคยปริปากพูดสิ่งที่อยู่ในใจกับข้าอีกเลย” เขาเอ่ยต่อ สุ้มเสียงแ่ต่ำคล้ายพึมพำกับตนเอง “หลายปีมานี้ ข้ากุมอำนาจเหนือคนทั้งหล้า ยามหันไปรอบกายมีแต่คนก้มหัวให้… แต่กลับไม่มีใครบอกได้เลยว่าภรรยามองข้าเป็เช่นไร! มีเพียงเ้าที่นางยอมเปิดใจด้วยทุกเื่ ข้าจึงอยากรู้นัก… ก่อนจากไป นางได้ฝากคำใดถึงข้าบ้าง!”
อาซิ่งลอบสังเกต น้ำเสียงเขาแปรเปลี่ยนไป ไม่ใช่สุ้มเสียงของผู้นำสำนัก แต่เป็น้ำเสียงของสามีผู้หนึ่งที่คิดถึงภรรยา
ฟู่เฉิงนิ่งฟังเขา ก่อนจะเอ่ยต่อ “แล้ววันหนึ่ง คุณหนูก็เรียกข้าไปพบที่เรือนเก็บบัญชีหลังเก่า นางนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวั้แ่ตะวันยังไม่ขึ้น ข้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น... นางได้แต่ถอนหายใจ”
ใบไม้แห้งร่วงหล่นจากกิ่ง ปลิวเคว้งคว้างก่อนตกบนลานดินกึ่งกลางคนทั้งสอง ชายชราหันสบสายตากับประมุขหลิน “นางถามข้าว่า... หากวันหนึ่ง คนที่เรารักและเชื่อใจที่สุด เปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม... เราควรทำอย่างไร”