“พระองค์ทรงเรียกกระหม่อมทำไมพะย่ะค่ะ” ฉินฟงปรากฏตัว
“ฉินฟง เจ้าช่วยรักษาน้องสาวข้าด้วย เจ้าต้องรักษานางให้หายเป็นปกติดังเดิมนะ” องค์หญิงทรงขอร้อง
เมื่อฉินฟงมองเห็นว่าคนที่ป่วยเป็นชิงชิงก็แอบตกใจ แต่เขายังคงเก็บอาการไว้ก่อน และยิ่งเขาได้ยินเสียงชิงชิงเพ้อชื่อของตนก็แอบยิ้มมุมปากด้วยความดีใจ แต่องค์หญิงไม่ทรงสังเกต
“พระองค์ก็ทรงทราบว่าการรักษาทุกครั้งต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน ดังนั้นพระองค์จะต้องทรงมอบของมีค่ามากที่สุดของพระองค์ในตอนนี้ให้กระหม่อมพะย่ะค่ะ” ฉินฟงทบทวนข้อแม้
“เอ่อ คือ ในตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัว ข้ามีเพียงขลุ่ยหยกเท่านั้น ซึ่งขลุ่ยนี้ ท่านก็เป็นคนมอบให้ข้าเอง มันมีไว้สำหรับใช้เรียกท่านให้มาพบข้าไม่ใช่หรือ” องค์หญิงตรัส
“กระหม่อมไม่ได้อยากได้ขลุ่ยกลับคืน ถ้าพระองค์ทรงไม่มี กระหม่อมก็จะไม่ยอมรักษานางให้พะย่ะค่ะ” ฉินฟงแสร้งพูดเช่นนั้นเพราะต้องการอย่างอื่น
“เจ้าเป็นหมอนะ ลำพังจะปล่อยให้ชิงชิงพิการหรือยังไง” องค์หญิงทรงกริ้ว
“หากพระองค์ทรงไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยน กระหม่อมก็จะช่วยพานางไปรักษากับหมอท่านอื่นแทนให้ ดีมั้ยพะย่ะค่ะ” ฉินฟงแกล้งพูด
“ไม่มีใครรักษานางได้นอกจากท่าน ข้าขอร้องเถอะนะ ท่านยอมรักษานางเถอะ” องค์หญิงทรงขอร้อง
“พระองค์ทรงรักชิงชิงจริงๆ งั้นหรอพะย่ะค่ะ” ฉินฟงเริ่มแผน
“ก็นางเป็นน้องสาวร่วมสาบานของข้า ข้าก็ต้องรักนางมากสิ” องค์หญิงทรงเผยความรู้สึก
“แสดงว่านางมีค่ากับพระองค์มากจริงๆ ดังนั้นกระหม่อมจะขอให้พระองค์ทรงยกชิงชิงให้แต่งงานกับกระหม่อมพะย่ะค่ะ” ฉินฟงเสนอ
“อะไรนะ! เรื่องการแต่งงาน เจ้าต้องเป็นฝ่ายสู่ขอนางจากบุพการีของนางสิ ถึงจะถูก” องค์หญิงทรงตกพระทัยกับข้อเสนอนั้น
“พระองค์ทรงยินยอมยกน้องสาวให้กระหม่อมก่อน หลังจากนั้นกระหม่อมก็จะไปสู่ขอนางกับหัวหน้าพรรคยาจกด้วยตนเองพะย่ะค่ะ” ฉินฟงบอกแผนการ
“ถึงข้ายอมยกนางให้ท่าน นางก็ไม่ยินยอมแต่งงานกับท่านหรอก นางมีคู่หมั้นอยู่แล้ว” องค์หญิงทรงเชื่อเช่นนั้น
“หากข้าเดาไม่ผิด หลังเสร็จพิธีสาบานเป็นพี่น้องกัน พระองค์ต้องตรัสบังคับให้ชิงชิงยอมเชื่อฟังท่านทุกเรื่องอย่างแน่นอน ใช่มั้ยพะย่ะค่ะ” ฉินฟงรู้จักองค์หญิงเป็นอย่างดี
“มันก็ใช่ แต่ข้าไม่อยากบังคับจิตใจนาง และอีกอย่าง ข้าก็ไม่อยากให้นางเข้าใจผิด คิดว่าข้าทำเพื่อขัดขวางไม่ให้นางใช้ชีวิตเคียงคู่กับหานอู่” องค์หญิงทรงกังวล
“รีบตัดสินพระทัยเถอะพะยะค่ะ” ฉินฟงพยายามบีบคั้น
“ก็ได้ งั้นข้าจะเขียนหนังสือสัญญายกชิงชิงให้แต่งงานกับท่าน และเขียนจดหมายบังคับชิงชิงให้ยอมรับการแต่งงาน” องค์หญิงทรงกลั้นใจยอมรับข้อเสนอ
ฉินฟงยิ้มอย่างพอใจ แล้วเขาก็เดินไปเด็ดใบไม้มาเป่าเพื่อเรียกลูกน้องของเขา เขาเป่าเพียงไม่นาน พ่อบ้าน หงเอ๋อ จอมยุทธ์อีกสองคนก็ปรากฏตัวทันทีทันใด จนองค์หญิงทรงตกพระทัย
“เอ่อ ท่านเรียกพวกเขามาทำไม และพวกเขาเป็นใคร” องค์หญิงทรงสงสัย
“พระองค์ทรงไม่จำเป็นต้องทราบหรอกพะย่ะค่ะ” แล้วฉินฟงก็กระซิบบอกจอมยุทธ์ชายทั้งสองให้ไปนำเปลมา
จอมยุทธ์ทั้งสองหายตัวไปอย่างรวดเร็ว สักพักก็กลับมาพร้อมกับเปลสนาม
ฉินฟงก็เดินไปหาชิงชิงพร้อมกับป้อนให้นางทานยาของเขาเพื่อลดไข้ จากนั้นก็ค่อยๆ อุ้มชิงชิงอย่างทะนุถนอม แล้วเดินไปวางไว้บนเปลนั้น ฉินฟงคิดในใจว่า “อดทนหน่อยนะชิงชิง ข้าต้องรักษาเจ้าให้หาย”
จอมยุทธ์ชายทั้งสองยกเปลสนามเตรียมเคลื่อนย้ายชิงชิง
“นั่นพวกท่านจะพานางไปไหนน่ะ” องค์หญิงทรงสงสัย
“พาไปกระท่อมของกระหม่อมไงพะย่ะค่ะ” ฉินฟงกล่าวแทนลูกน้อง
“มันจะทันเวลางั้นหรอ ชิงชิงมีอาการหนักมากเลยนะ” องค์หญิงทรงทราบว่าหนทางไปกระท่อมมันอีกยาวไกล
“ทันแน่นอนพะย่ะค่ะ” ฉินฟงกล่าวอย่างมั่นใจ
และแล้วองค์หญิงก็ทรงทอดพระเนตรเห็นจอมยุทธ์ทั้งสองใช้วิชาตัวเบาเคลื่อนตัวลอยไปบนอากาศอย่างรวดเร็ว แล้วมุ่งหน้าไปที่กระท่อมของหมอฉินฟง
“แล้วตัวท่านไม่รีบตามไปงั้นหรอ” องค์หญิงทรงสงสัยอีก
“ต้องรีบอยู่แล้วพะย่ะค่ะ แต่ขอกระหม่อมสั่งการหงเอ๋อให้รอรับสัญญาและจดหมายของพระองค์เสียก่อน และจากนั้นพ่อบ้านจะเป็นคนขี่รถม้าไปส่งพระองค์ที่วัง เห็นว่าทหารองครักษ์ตามตัวพระองค์เสียให้วุ่น” ฉินฟงกล่าว
“ใช่จริงด้วย ข้าต้องรีบเตรียมตัวไปแคว้นเยี่ย” องค์หญิงทรงนึกขึ้นได้
ฉินฟงหันไปสั่งการลูกน้องทั้งสอง สั่งเสร็จก็กระโดดหายตัวไปทันที
หงเอ๋อเตรียมกระดาษ พู่กันและหมึกให้องค์หญิงทรงเขียนบนโขดหินบริเวณใกล้เคียง
ในระหว่างที่องค์หญิงทรงกำลังเขียนจดหมายอยู่นั้น พ่อบ้านก็ได้หายตัวไปเพื่อไปเตรียมรถม้าสำหรับพาองค์หญิงเสด็จกลับวัง
เมื่อหงเอ๋อรับมาทั้งหนังสือสัญญาและจดหมายที่จะมอบให้ชิงชิงเรียบร้อยแล้ว นางก็รีบกระโดดหายตัวไปเพื่อตามนายน้อยกลับกระท่อมอย่างรวดเร็ว
“โห! ทำไมผู้ติดตามท่านหมอฉินฟงถึงมีวรยุทธ์สูงทุกคนเลยล่ะ” องค์หญิงทรงทึ่ง
“พวกเรารีบไปกันเถอะพะย่ะค่ะ” พ่อบ้านเลี่ยงที่จะตอบ
********************************************************
ณ ตำหนักองค์หญิงซานตง
“ฮือฮือ เหตุใดเสด็จพ่อต้องทรงเลือกหม่อมฉันไปอภิเษกกับท่านอ๋องที่แคว้นเยี่ยแทนซานยี่ด้วย ฮือฮือ” องค์หญิงซานตงทรงกรรแสงคร่ำครวญ
“ทรงอย่ากรรแสงสิเพคะองค์หญิง เดี๋ยวแต่งพระพักตร์ไม่สวยนะเพคะ” คนสนิทกล่าว
องค์หญิงทรงผลักคนสนิทด้วยความกริ้ว “ข้าไม่แต่ง ข้าไม่อยากไป”
คนสนิทยืนตั้งหลักและข่มใจเดินไปแต่งพระพักตร์อีกครั้ง จากนั้นก็กล่าวเตือน “ทรงอย่าขัดขืนเลยนะเพคะ ฝ่าบาทอาจทรงสั่งลงโทษพระองค์ได้นะเพคะ”
“ได้เวลาแล้วพะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงรอรับส่งพระองค์ที่หน้าประตูวังพะย่ะค่ะ” กงกงรายงาน
“เดี๋ยว อีกนิดเดียว ข้ากำลังแต่งหน้า” องค์หญิงทรงตะโกนบอกกงกง แล้วก็ทรงสั่งคนสนิท “เร็วเข้า รีบแต่งเร็ว เดี๋ยวถูกลงโทษ”
“เพคะ”
และแล้วองค์หญิงซานตงก็รีบเสด็จไปที่หน้าประตูวังอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนไปแคว้นเยี่ย
เมื่อไปถึง องค์หญิงซานตงก็ทรงรีบเสด็จไปหาฝ่าบาทและฮองเฮาที่ทรงรออยู่ก่อนแล้ว
“ขอประทานอภัยเพคะเสด็จพ่อ เสด็จแม่ เอ่อ ลูกแต่งหน้าช้าไปหน่อยเพคะ” องค์หญิงซานตงตรัส
“ไม่เป็นไรลูกพ่อ พ่อขอบใจเจ้าจริงๆ เจ้าเป็นผู้เสียสละสมกับเป็นองค์หญิงองค์โต พ่อจะไม่ลืมความดีของเจ้าเลย” แล้วฝ่าบาทก็ทรงเข้าไปสวมกอดบุตรสาว
องค์หญิงซานตงตรัสว่า “ลูกเต็มใจเพคะ” แต่ในพระทัยคิดว่า “ฝากไว้ก่อนเถอะซานยี่ ที่แท้เจ้าก็แสร้งทำเป็นยินยอมไปแคว้นเยี่ย แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็แอบหายหนีไป และปล่อยให้ข้าไปแทนเจ้า ข้าจะไม่มีวันอภัยให้เจ้าเลย”
หลังจากที่องค์หญิงซานตงทรงกอดเสด็จแม่แล้ว พระองค์ก็เสด็จขึ้นรถม้าทันที เมื่อเข้าไปในรถม้าและประทับนั่งเรียบร้อย ก็ทรงแอบกรรแสงเพราะทรงไม่อยากไปแคว้นเยี่ยจริงๆ
“เคลื่อนขบวนได้” ทหารองครักษ์ประกาศเสียงดัง
“ฮือฮือ ข้าไม่อยากไป” องค์หญิงซานตงทรงกรรแสงคร่ำครวญอีก
“หยุ…หยุด” ทหารองครักษ์ประกาศเสียงดังอีกครั้ง
องค์หญิงซานตงทรงตกพระทัยที่อยู่ดีๆ ขบวนเสด็จก็หยุดกะทันหัน “มันเกิดอะไรขึ้นนะ”
“ช้าก่อนเพคะ หม่อมฉันมาแล้ว” องค์หญิงซานยี่ทรงลงจากรถม้าและรีบวิ่งไปดักขบวนเสด็จขององค์หญิงซานตง จากนั้นก็รีบวิ่งไปพบฝ่าบาทอย่างหอบเหนื่อย
ในขณะที่รถม้าของพ่อบ้านฉินฟงก็รีบเคลื่อนตัวหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
“ซานยี่ เจ้าหายไปไหนมา เหตุใดถึงมีสภาพมอมแมมแบบนี้” ฝ่าบาทตรัสด้วยความตกพระทัย
องค์หญิงซานยี่ทรงรีบคุกเข่า “ขอประทานอภัยเพคะ เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ลูกพลาดตกจากหน้าผา โชคดีที่ชิงชิงช่วยชีวิตลูกด้วยการเป็นฝ่ายรองรับลูกไว้ พวกเรามีชีวิตรอดอยู่ก้นเหว และกว่าที่พวกเราจะเดินทางออกจากก้นเหวนั้นได้ ต้องใช้เวลานาน ลูกไม่ได้มีเจตนาหนีการอภิเษกเพคะ”
ฝ่าบาทเสด็จเข้าไปประคองบุตรสาวให้ลุกขึ้นยืนและตรัสว่า “ลูกปลอดภัยก็ดีแล้ว พ่อดีใจจริงๆ ที่ได้เจอลูก ส่วนเรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง ซานตงจะไปแทนเจ้า”
องค์หญิงซานตงทรงรีบลงจากรถม้าและวิ่งไปกอดองค์หญิงซานยี่ จนองค์น้องทรงตกพระทัย
องค์หญิงซานตงรีบตรัสเสียงดัง “ข้าดีใจจริงๆ ที่น้องปลอดภัย ข้าเป็นห่วงเจ้ามากจริงๆ น้องรัก” ระหว่างที่กอด ก็ทรงแอบกระซิบบอกองค์น้องว่า “เจ้าต้องรีบรับอาสาไปแคว้นเยี่ยนะซานยี่ ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่มีวันอภัยให้เจ้า”
พอองค์หญิงซานตงทรงผละออกมา ก็แสร้งทำเป็นหยิบผ้ามาเช็ดพระพักตร์ขององค์น้อง
“ขอบพระทัยเพคะเสด็จพี่” แล้วองค์หญิงซานยี่ก็ทรงหันพระพักตร์ไปหาฝ่าบาทและตรัสอีกว่า “หม่อมฉันขอไปแคว้นเยี่ยเองเพคะ หม่อมฉันจะต้องรักษาคำพูด ไม่ควรปล่อยให้เสด็จพี่รับผิดชอบไปแทนหม่อมฉันแบบนี้”
“เมื่อเจ้าตั้งใจเช่นนั้น ก็ตามใจเจ้าก็แล้วกัน พ่อดีใจที่เห็นเจ้าเป็นผู้ใหญ่ขึ้นจริงๆ” ฝ่าบาทตรัส
“โถ่ น้องของพี่” องค์หญิงซานตงทรงแสร้งกอดองค์น้องอีกครั้ง
นางกำนัลเดินเข้ามาช่วยประคององค์หญิงซานยี่กลับไปแต่งตัวที่ตำหนักของพระองค์
องค์หญิงซานยี่ทรงอาบน้ำเปลี่ยนฉลองพระองค์ใหม่ แต่ไม่ได้ใช้เวลานานมากนัก เพราะองค์หญิงซานยี่ทรงเร่งให้ทุกคนทำงานอย่างรวดเร็วและไม่ได้ร้องไห้คร่ำครวญใดๆ เพราะทรงคิดว่ามันคือหน้าที่
และแล้วเมื่อทุกอย่างพร้อม องค์หญิงซานยี่ก็ทรงขึ้นรถม้าและเสด็จมุ่งหน้าไปแคว้นเยี่ยอย่างสมเกียรติ