ตอนที่ 50 เอ่ยขอ
“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าซือเหยียนเป็นคนรู้จักของเหิงซาน”
“อ๋อ ท่านคือคนรู้จักของเหิงซานนี่เอง ข้าเซี่ยเพ่ยอิงเจ้าค่ะ” ถึงแม้ว่าเธอจะมีแอบสงสัยอยู่บ้าง แต่ข้อสงสัยเหล่านั้นค่อยหาคำตอบทีหลังเอาก็ได้
“แล้วเรื่องที่ข้าเอ่ยชวนเจ้าไปร่วมดื่มน้ำชาด้วยเล่า เจ้าจะรับคำเชิญของข้าหรือไม่” คุณชายซือเหยียนเอ่ยถามเพ่ยอิงย้ำขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง
ซึ่งคุณชายซือเหยียนหรือจ้าวซือเหยียน เป็นเจ้านายคนก่อนของเหิงซานหรือก็คือองค์รัชทายาทคนปัจจุบันนั่นเอง และสาเหตุที่เขาได้มาเจอเหิงซานในวันนี้นั้นก็ไม่ใช่เหตุบังเอิญแต่อย่างใด
เพราะตั้งแต่ที่เขาได้สติขึ้นมาแล้วรับรู้ความจริงที่ว่าองครักษ์คนสนิทที่อยู่ข้างกายของเขามานาน อีกทั้งยังเป็นคนที่เขานับถือให้เป็นพี่เป็นน้อง ได้เอ่ยขอรับโทษด้วยตนเอง โดยการขายตัวออกไปเป็นทาส ตอนที่เขาได้รับรู้นั้นก็ทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมาก
และด้วยความที่เขาอยากได้คนสนิทของเขากลับคืนมา เขาจึงได้ส่งคนไปสืบหาว่าเหิงซานนั้นได้ถูกขายไปที่ใด
แต่ทำอย่างไรก็ไม่อาจสืบหาจนพบได้ เหตุเพราะเหิงซานนั้นได้ทำข้อตกลงกับทางโรงค้าทาสเอาไว้ว่าเขาไม่อยากให้ผู้คนในราชสำนักสืบหาตัวตนของเขาได้ว่าเขาถูกขายไปที่ใด และถูกขายไปให้กับผู้ใด
เพราะโรงค้าทาสส่วนใหญ่นั้นจะเป็นของพรรคใหญ่พรรคต่าง ๆ ซึ่งพรรคใหญ่พวกนั้นจะไม่ค่อยข้องเกี่ยวกับราชสำนักมากเท่าใดนัก จึงทำให้คนของเขาไม่สามารถสืบหาข้อมูลได้
จนกระทั่งเมื่อราว ๆ สองเดือนที่แล้วมีข่าวว่ามีคนพบเห็นเหิงซานภายในเมืองหลวง แต่ตอนนั้นเมื่อเขารู้ข่าวก็เป็นตอนที่เหิงซานได้จากเมืองหลวงไปแล้ว อีกทั้งบาดแผลที่ถูกพิษของเขาก็ยังไม่หายดีนัก
ตั้งแต่นั้นเขาก็ได้สั่งให้คนของเขาคอยเฝ้าดูคน เข้า-ออก ภายในเมืองหลวงแห่งนี้ตลอด เพื่อที่หวังว่าจะได้พบเจอเหิงซานอีกสักครั้งหนึ่ง
จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่าสองเดือน เมื่อวานคนของเขาก็มารายงานให้ทราบว่าได้พบเห็นเหิงซานเข้ามาในเมืองหลวงอีกครั้ง วันนี้เขาจึงได้ออกมาพบด้วยตัวเอง
เพื่อที่หวังว่าเขาจะได้ตัวเหิงซานกลับคืนมาเป็นคนสนิทข้างกายอีกครั้งหนึ่ง และเขาก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะเอ่ยขอเหิงซานกลับมาโดยให้ค่าตอบแทนคนที่ซื้อตัวเหิงซานไปในราคาที่สูง
ในตอนแรกเขาก็เอาแต่ดีใจที่ได้ข่าวของเหิงซานจนไม่ได้ถามไถ่รายละเอียดอะไรมากนัก จนกระทั่งได้มาพบเข้ากับเจ้านายคนใหม่ของเหิงซาน ซึ่งก็เป็นแค่เพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น
ไม่รู้ว่าพ่อแม่ของเด็กสาวผู้นี้เป็นใครกันแน่ ถึงขนาดให้เหิงซานที่มีปราณถึงระดับสีเหลืองขั้นต้นมาคอยเป็นคนติดตามและคุ้มครองเช่นนี้
จากที่เขาพิจารณาเด็กสาวผู้นี้ดูแล้วจึงคิดว่าหากถามซื้อเหิงซานกลับมาจากเด็กสาวตรงหน้าก็คงจะไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก เพราะดูจากการแต่งตัวแล้วก็น่าจะเป็นคุณหนูของจวนที่พอจะมีเงินจวนใดสักจวนหนึ่งจากต่างเมือง ดีไม่ดีหากเขาเอ่ยเสนอให้ค่าตอบแทนในราคาสูง ๆ ก็อาจจะรีบยกเหิงซานกลับคืนมาให้เขาแทบจะทันทีก็เป็นได้
นั่นจึงเป็นเหตุให้เขาคิดที่จะเชิญเด็กสาวไปร่วมดื่มน้ำชาด้วยกัน
ทางด้านของเพ่ยอิง เมื่อเห็นว่ามีชายหนุ่มรูปงามที่เอ่ยปากบอกออกมาว่าเป็นคนรู้จักของเหิงซาน เอ่ยปากชวนให้เธอไปร่วมดื่มชาด้วยกันเช่นนี้ก็ได้หันไปทางเหิงซานเพื่อดูปฏิกิริยาของเขาทันทีว่าจะมีท่าทีอย่างไร
ซึ่งเธอก็ได้พบแต่เพียงความสงบนิ่งของเหิงซานเท่านั้น จึงทำให้เธอรับรู้ได้ว่าคนรู้จักที่ว่านั้นไม่ได้รู้จักกันในทางที่ไม่ดี เหิงซานจึงได้มีท่าทางที่สงบนิ่งเช่นนี้
อีกทั้งจากที่เหิงซานได้เล่าความเป็นมาของตนเองให้เธอได้ฟังก่อนหน้านี้ จึงทำให้เธอคิดว่าคนรู้จักของเหิงซานก็คงไม่น่าจะมีมากมายนัก เพราะเขาเป็นคนที่องค์รัชทายาทได้ช่วยเหลือและนำมาเป็นองครักษ์คนสนิทข้างกายมานาน
ดีไม่ดีคนรู้จักที่ว่าก็อาจจะเป็นองค์รัชทายาทเสียเองแล้วกระมัง
ซึ่งเพ่ยอิงก็ไม่ได้คาดคิดเช่นกันว่าสิ่งที่เธอคาดเดาออกมาเล่น ๆ นั้นจะเป็นจริงขึ้นมาได้
“หากคุณชายไม่รังเกียจเด็กสาวชาวบ้านธรรมดาเช่นข้า ข้าก็ไม่ปฏิเสธน้ำใจที่คุณชายเอ่ยชวนเช่นกันเจ้าค่ะ” เพ่ยอิงเอ่ยให้คำตอบกับคนตรงหน้า
เมื่อเด็กสาวตรงหน้าเอ่ยออกมาว่าเป็นแค่เด็กสาวชาวบ้านธรรมดาก็ทำให้เขาแปลกใจออกมาได้ครู่หนึ่ง อีกทั้งยังทำให้เขาแอบลอบคิดไปอีกว่าสงสัยการเอ่ยขอตัวเหิงซานกลับมาในครั้งนี้คงจะง่ายดายกว่าที่คิดเสียแล้ว
“ไม่รังเกียจ ๆ เช่นนั้นเราก็ไปนั่งพูดคุยกันที่ร้านน้ำชาที่อยู่มุมถนนตรงโน้นกันเถิด” คุณชายซือเหยียนเอ่ยปากบอกพร้อมกับชี้ไปยังร้านน้ำชาร้านหนึ่งที่อยู่ตรงหัวมุมถนน ซึ่งร้านน้ำชาร้านนั้นก็ดูใหญ่โตและหรูหราไม่น้อย
“เจ้าค่ะ” เมื่อเพ่ยอิงตอบรับแล้วทุกคนก็พากันเดินไปยังร้านน้ำชาที่ว่า ซึ่งคุณชายซือเหยียนก็ได้พาเธอขึ้นมายังบนชั้นสองของร้านน้ำชาแห่งนี้
ชั้นสองของร้านน้ำช่าแห่งนี้จะมีลักษณะเป็นโต๊ะส่วนตัวกว่าด้านล่างไม่น้อยเลยทีเดียว
หลังจากที่ทุกคนมานั่งเรียบร้อยแล้วเสี่ยวเอ้อร์ของร้านนี้ก็ทำหน้าที่เป็นอย่างดี รีบเข้ามาต้อนรับ ซึ่งคุณชายซือเหยียนก็ได้สั่งน้ำชาชั้นดีไปหนึ่งกาและขนมอีกสองสามอย่างเพราะเห็นว่ามีน้องชายของเด็กสาวตรงหน้ามาด้วย
“พวกเจ้าสองคนอยากสั่งอะไรเพิ่มเติมก็สั่งมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
“ที่คุณชายสั่งมาก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ” เพ่ยอิงเอ่ยตอบ
“แล้วเจ้าเล่า” คุณชายซือเหยียนหันไปถามน้องเล็กบ้าง
“ข้าไม่ต้องการอะไรแล้วเช่นกันขอรับ” น้องเล็กเอ่ยตอบ
“อืม เช่นนั้นก็เอาเพียงเท่านี้ก่อน” คุณชายซือเหยียนหันไปกล่าวบอกกับเสี่ยวเอ้อร์ และให้รอเพียงไม่นานเท่านั้นเสี่ยวเอ้อร์ก็ยกกาน้ำชากับขนมที่สั่งเอาไว้ขึ้นมาให้
“นี่คือน้องชายของแม่นางใช่หรือไม่” คุณชายซือเหยียนเอ่ยถามขึ้นมาเพื่อเริ่มบทสนทนา
“เจ้าค่ะ น้องชายของข้ามีนามว่าเซี่ยหลีตี้” เธอเอ่ยตอบกลับไป
“เซี่ยหลีตี้อย่างนั้นหรือ หน้าตาน่ารักไม่เบาเลยทีเดียว หากเจ้าหิวก็ทานขนมพวกนี้ไปก่อนได้เลยนะไม่ต้องเกรงใจ หรือถ้าไม่พอก็สั่งมาเพิ่มอีกได้” คุณชายซือเหยียนหันไปกล่าวกับน้องเล็กด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและเป็นมิตร จึงทำให้หลีตี้ไม่ได้หวาดกลัวอย่างเช่นตอนแรกเท่าไรนัก
“ขอบพระคุณขอรับ” กล่าวจบหลีตี้ก็หยิบขนมขึ้นมาทานหนึ่งชิ้น
“ไม่ทราบว่าแม่นางเซี่ยไม่ใช่คนในเมืองหลวงแห่งนี้ใช่หรือไม่ เพราะข้าไม่เคยเห็นเจ้าในเมืองหลวงมาก่อนเลย”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่มาทำธุระที่เมืองหลวงเท่านั้น” เพ่ย อิงเอ่ยตอบกลับไป แต่ก็ไม่ได้เอ่ยบอกถึงชื่อเมืองที่ตนเองอยู่แต่อย่างใด จึงทำให้คุณชายซือเหยียนต้องเอ่ยคำถามต่อไปเพื่อถามที่อยู่ของเด็กสาวตรงหน้า
“อย่างนั้นหรือ เจ้าคงอยู่ที่เมืองเฉียงซานใกล้ ๆ กับเมืองหลวงแห่งนี้ใช่หรือไม่ พ่อแม่ของเจ้าถึงไว้ใจให้เดินทางมายังเมืองหลวงกับคนติดตามเพียงเท่านี้”
“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเป็นเมืองฉูเยี่ยนหรือ”
“ก็ยังไม่ใช่เจ้าค่ะ”
“อืม อย่างนั้นก็คงเหลือเพียงแค่เมืองก้วนชิงแล้วที่อยู่ใกล้เมืองหลวง”
“ก็ยังไม่ใช่อยู่ดีเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้ามาจากเมืองใดเล่า หากมิใช่เมืองใกล้ ๆ เมืองหลวงเช่นที่ข้ากล่าวมา” คุณชายซือเหยียนเอ่ยถามออกมา เพราะเห็นว่าเด็กสาวตรงหน้าไม่ยอมเอ่ยบอกเสียที
“ข้ามาจากเมืองหย่งซานเจ้าค่ะ”
“ไกลถึงเพียงนั้น แล้วเหตุใดพ่อแม่ของเจ้าถึงให้เจ้ากับน้องชายมาไกลถึงเมืองหลวงด้วยคนติดตามเพียงแค่สามคนเล่า”
คุณชายซือเหยียนอดที่จะตกตะลึงออกมาไม่ได้เพราะเมืองหย่งซานนั้นอยู่ไกลจากเมืองหลวงถึงหลายร้อยลี้ เขาไม่คิดว่าครอบครัวของเด็กสาวจะไว้ใจให้เด็กสาวที่มีอายุน่าจะไม่เกินสิบปี กับเด็กชายที่มีอายุราว ๆ สักห้าปี พากันเดินทางไกลมายังเมืองหลวงด้วยคนติดตามแค่เพียงสามคนเท่านั้น
“ขออภัยแม่นางที่ข้าเสียมารยาทถามออกไปเช่นนั้น ข้าเพียงแค่ตกใจเท่านั้น” ซือเหยียนที่คิดขึ้นมาได้ว่าเสียมารยาทแล้วจึงเอ่ยขออภัยออกไป
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพราะมีเหิงซานมาด้วยทั้งคน ท่านพ่อกับท่านแม่จึงไม่ได้ห่วงเท่าไรเจ้าค่ะ”
“ข้าเองก็ลืมไปว่าเหิงซานมีระดับปราณถึงระดับสีเหลืองขั้นต่ำ”
“คุณชายท่านนี้อาจจะยังไม่รู้ ตอนนี้เหิงซานมีปราณถึงระดับสีเหลืองขั้นกลางแล้วเจ้าค่ะ”
“รวดเร็วถึงเพียงนั้น!!” คุณชายซือเหยียนกล่าวออกมาอย่างตกตะลึง พร้อมกับหันไปมองทางเหิงซาน
เพราะไม่คาดคิดว่าเพียงแค่ไม่กี่เดือนเหิงซานจะสามารถเลื่อนระดับขึ้นมาได้ถึงหนึ่งระดับ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เหิงซานสามารถถักทอเส้นปราณจนใกล้จะเลื่อนระดับได้แล้วก็ตาม
แต่ก็เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่ว่ายิ่งมีระดับปราณสูงขึ้นไปเท่าไรก็จะยิ่งเลื่อนระดับได้ยากขึ้น หากไม่ได้อาหารหรือสมุนไพรที่มีพลังวิญญาณ หรือแม้แต่หินปราณหรือหินที่มีพลังวิญญาณ ก็จะแทบถักทอพลังวิญญาณเป็นเส้นปราณไม่ได้ด้วยซ้ำ
เพราะพลังวิญญาณในธรรมชาตินั้นมีน้อยเป็นอย่างมาก แล้วเหตุใดเหิงซานถึงได้เลื่อนระดับปราณขึ้นมาได้
“มีอะไรแปลกไปหรือไม่เจ้าคะ” เพ่ยอิงเอ่ยถามคุณชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าของเธอ เพราะเห็นท่าทีของเขาที่ตกตะลึงเมื่อได้รับรู้ว่าเหิงซานสามารถเลื่อนระดับได้แล้ว
“ไม่มีอะไร ข้าก็เพียงแค่ไม่คิดว่าเหิงซานจะสามารถเลื่อนระดับได้ไวถึงเพียงนี้ ทั้งที่ไม่ได้เจอกับข้าเพียงไม่กี่เดือนเพียงเท่านั้น” คุณชายซือเหยียนกล่าวกับเพ่ยอิงจบแล้วก็หันมองไปทางเหิงซาน
“ข้าเพียงแค่โชคดีเท่านั้นขอรับ” เหิงซานเอ่ยตอบกลับไป ซึ่งในความหมายของเหิงซานคือเขานั้นโชคดีที่ได้ไปอยู่กับครอบครัวของคุณหนู
“อืมเจ้าโชคดีจริง ๆ ข้าขอสอบถามอะไรเจ้าสักอย่างได้หรือไม่”
“อะไรหรือเจ้าคะ”
“ข้าไม่ขอปิดบังว่าเหิงซานเคยเป็นคนของข้า แต่เกิดปัญหาขึ้นมาเล็กน้อยจึงทำให้เขาถูกขายออกไปเป็นทาส” เพียงแค่คุณชายซือเหยียนกล่าวออกมาเช่นนั้น ก็ทำให้เพ่ยอิงเบิกตากว้างขึ้นมาทันที อีกทั้งยังทำให้เธอรับรู้ได้ทันทีว่าคุณชายท่านนี้คงเป็นองค์รัชทายาทแน่แล้ว
“จริงหรือเหิงซาน” เธอหันไปถามเหิงซานที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
“ข้าเคยเป็นคนของคุณชายซือเหยียนจริงขอรับ”
“เช่นนั้นคุณชายซือเหยียนก็คือองค์รัชทายาทใช่หรือไม่เจ้าคะ” เธอเอ่ยถามคุณชายตรงหน้า
“ไม่ผิด ข้าเองก็ไม่คิดว่าเหิงซานจะเล่าเรื่องของข้าให้เจ้าฟังด้วย” คุณชายซือเหยียนกล่าวออกมาด้วยความแปลกใจ
“เหิงซานเพียงแค่เล่าว่าเคยเป็นองครักษ์ขององค์รัชทายาทแค่เพียงเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“เช่นนี้นี่เอง” เมื่อซือเหยียนเห็นว่าเด็กสาวตรงหน้าไม่ได้ตกใจหรือตื่นตระหนกกับสถานะองค์รัชทายาทของเขาเลยแม้แต่น้อยก็ทำให้เขาอดที่จะแปลกใจไม่ได้
ด้านของเพ่ยอิงนั้นหลังจากได้รู้สถานะที่แท้จริงของคนตรงหน้าก็ทำให้เธอตกใจไม่น้อยทีเดียว แต่เธอก็พยายามเก็บอาการของตนเองเอาไว้เพียงเท่านั้น
“หากเจ้ารู้เรื่องราวเช่นนี้แล้วเช่นนั้นข้าก็ไม่ขออ้อมค้อม ข้าอยากจะเอ่ยขอเหิงซานให้กลับมาเป็นองครักษ์ข้างกายของข้าเช่นเดิมได้หรือไม่” ในที่สุดคุณชายท่านนี้ก็เอ่ยความต้องการของตนเองออกมา
“อืม...” เพ่ยอิงทำท่าทางคิดกับตัวเองเล็กน้อย
“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะว่าข้าจะให้ค่าตอบแทนกับเจ้าแน่นอน ในราคาสองพันตำลึงทองเจ้าว่าอย่างไร” คุณชายซือเหยียนเอ่ยเสนอค่าตอบแทนออกมา
เสนอราคาออกมาเช่นนี้ไม่ใช่ว่าอยากจะขอซื้อตัวกลับไปหรอกหรือ
“ข้าคงให้คำตอบกับท่านไม่ได้เจ้าค่ะ” เธอเอ่ยตอบกลับไป จึงทำให้ซือเหยียนไม่แปลกใจกับคำตอบของเด็กสาวตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นข้าจะไปสอบถามกับพ่อของเจ้าเอง”
“คุณชายเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ ไม่ใช่ว่าข้าตัดสินใจเองไม่ได้” เธอเอ่ยแก้ความเข้าใจผิดให้กับคุณชายซือเหยียน
“แล้วที่เจ้ากล่าวมาเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร”
“ข้าเพียงแต่อยากให้เหิงซานได้ตัดสินใจด้วยตนเองเพียงเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“เจ้าว่าอย่างไรเล่าเหิงซาน” เมื่อเพ่ยอิงกล่าวจบซือเหยียนก็รีบหันไปถามหาคำตอบกับเหิงซานอย่างมีความหวัง
“ตอนนี้ข้าเป็นคนของคุณหนู ให้คุณหนูตัดสินใจจะดีกว่าขอรับ”
คุณชายซือเหยียนมีท่าทีผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้ยินคำตอบที่ตนต้องการจากเหิงซาน
“เจ้าว่าอย่างไรเล่า เหิงซานยกให้เจ้าตัดสินใจแล้ว เจ้าจะยกเหิงซานให้กลับมาเป็นคนของข้าเช่นเดิมได้หรือไม่” ซือเหยียนหันกลับมาถามเด็กสาวตรงหน้าแทนเมื่อเห็นว่าเหิงซานให้เด็กสาวผู้นี้เป็นคนตัดสินใจ
‘องค์รัชทายาทท่านช่างเข้าใจเอ่ยออกมานัก เห็นว่าข้าเป็นแค่เพียงเด็กสาวแล้วคิดว่าข้าจะกลัวเกรงในอำนาจของท่านหรืออย่างไร’ เพ่ยอิงคิดขึ้นมาในใจ
“ที่จริงแล้วเหิงซานก็อยู่กับข้ามาหลายเดือน ข้าก็รู้สึกผูกพันกับเขาไม่น้อย เพราะข้าก็เห็นเขาเป็นพี่ชายคนหนึ่ง” เธอเอ่ยออกไปอย่างอ้อมค้อม
“แต่เหิงซานก็อยู่กับข้ามาตั้งแต่ยังเด็ก เติบโตมาด้วยกัน เราสนิทกันไม่ต่างไปจากพี่น้อง”
“คุณชายกล่าวออกมาเช่นนี้ทำให้ข้าลำบากใจไม่น้อยเลยทีเดียวเจ้าค่ะ”
“ข้าก็ไม่ได้อยากจะทำให้เจ้าลำบากใจเลยแม้แต่น้อย เอาอย่างนี้เป็นอย่างไร ข้าจะให้ค่าตอบแทนเจ้าเพิ่มเป็นหนึ่งหมื่นตำลึงทอง อีกทั้งข้าจะให้เวลาเจ้าคิดเป็นเวลาสามวัน แล้วอีกสามวันเจ้าก็ค่อยมาให้คำตอบกับข้าที่ร้านน้ำชาแห่งนี้”
“ขอบพระคุณคุณชายซือเหยียนที่เข้าใจเจ้าค่ะ”
แล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็อยู่พูดคุยกันอีกไม่นานเพ่ยอิงจึงเอ่ยขอลากลับก่อน
หลังจากที่เพ่ยอิงเดินออกไปจากร้านน้ำชา...
“เจ้าว่าเด็กสาวผู้นั้นจะยอมรับข้อเสนอของข้าหรือไม่” ซือเหยียนเอ่ยถามองครักษ์คนสนิทอีกคนหนึ่ง
“เด็กสาวผู้นั้นดูท่าทางแล้วเหมือนจะเป็นแค่เด็กสาวชาวบ้านธรรมดา แต่การพูดจาหรือแม้แต่ความคิด ไม่ต่างไปจากผู้ใหญ่เลยทีเดียวขอรับ” องครักษ์คนสนิทเอ่ยตอบออกไป
“อืม ดูท่าว่าจะไม่ง่ายเสียแล้ว เจ้าอย่าลืมส่งคนไปสืบความถึงพื้นหลังเด็กสาวคนนี้มาให้ข้าภายในสามวันด้วย”
“ขอรับ”