ตอนที่ 47 เด็กชายหินเคลื่อนไหว
ภายใต้สำนึกดาบที่รุนแรงในที่สุดโจวหังซานก็ลงมือ การลงมือของยอดฝีมือระดับกำเนิดพลังขั้นห้ากลางเพียงหมัดธรรมดายังสามารถป่นหินเป็นผุยผงได้หากแต่หมัดคลุ้มคลั่งเพิ่มขีดพลังพื่นฐานของผู้ใช้ได้อีกห้าส่วนทำให้พลังหมัดของโจวหังซานมีมากถึงหกร้อยสี่สิบแรงม้าหรือเทียบเท่ายอดฝีมือระดับกำเนิดพลังขั้นหกลงมือเลยทีเดียวทั้งหมัดสามคลุ้มคลั่งยังเป็นวิชาหมัดที่ประจุพลังโจมตีได้ถึงสามครั้งในเศษเสี้ยวกระพริบตาเท่านั้น
อ๊อก...เสียงร้องที่จุกแน่นราวกับลำไส้ภายในบดรวมกัน สร้างความเจ็บปวดสุดแสนจะทานทนลู่ฟ่านสำรอกไอออกมาอีกหลายครั้ง หากไม่ใช้ดาบเพลิงค้ำยันไว้คงไม่อาจทรงกายได้ขณะกำลังโคจรลมปราณสะกดอาการบาดเจ็บโจวหังซานผู้บ้าคลั่งกลับเข้ามาถึงข้างกายเตะใส่คู่ต่อสู้อย่างแรงลู่ฟ่านรับยกแขนขึ้นต้านรับอย่างไม่ยอมแพ้
ตุบ... เสียงดังทึบๆแน่นๆ พร้อมกับลู่ฟ่านอาศัยแรงเตะลอยตัวถอยไปห้าดาวดาบเพลิงฟันลงมาด้วยกระบวนท่าหนึ่งดาบเดียวดายอีกครั้ง
จิจิจิ...เสียงจิปากดังขึ้น เพียงสะบัดมือดีดพลังดาบออกไปอย่างง่ายดายหมัดสามคลุ้มคลั่งถูกใช้ออกอีกครั้ง ทุกหมัดที่ส่งออกมาลู่ฟ่านได้แต่ต้านรับอย่างเต็มฟื้นกระดูกบางส่วนแตกร้าว อวัยวะภายในฉีกขาด หากแต่ยังไม่ยอมล้มลงดาบเพลิงแผ่ความร้อนออกมาต่อเนื่องหากถึงกระนั้นด้วยเกราะปฐพีค้ำฟ้าความร้อนจากดาบเพียงเพียงสร้างรอยปื้นแดงๆไม่กี่สาย
ร่างเด็กชายโอนเอนไปมาท่ามกลางพายุหมัดที่ระดมใส่ต่อเนื่องดุดัน อำมหิต ทั้งยังไม่ปล่อยให้ล้ม หรือดีดไปไหนโจวหังซานเคลื่อนตัวไปรอบๆ หมัดทุกหมัดยังแฝงพลังดูดรั้งส่วนหนึ่ง นี่คือผู้บ้าคลั่งแห่งเมืองเริ่มต้นที่ทุกคนหวาดหวั่น
เนื้อตัวลู่ฟ่านเริ่มปริแตกเลือดมากมายฟุ้งกระจายไปทั่วหากดวงตาของเด็กชายยังมีประกายไม่ยอมแพ้มือที่กระชับดาบเพลิงยังไม่ยินยอมปล่อยให้ห่าง ช่วงเวลามีค่าที่รอคอยพลันปรากฏขึ้นหลังจากโจวลู่หานจู่ๆก็ความเร็วหมัดชะงักไป
เพลิงกัมปนาท
ลู่ฟ่านใช้ออกด้วยท่าไม้ตายที่สองอีกครั้งดาบที่น่าจะไร้พลังไปเนินนาน กระแทกใส่กลางอกโจวลู่หานอย่างแรงเปลวเพลิงสีส้มครอบคลุมร่างเด็กชายผู้บ้าคลั่งจนร้องคำรามออกมาแม้จะมีเกราะปฐพีค้ำฟ้าป้องกันก็ตาม
“บัดซบ...”โจวหังซานสบถด่า สายตาจ้องไปด้านหนึ่งเห็นเด็กชายหินจ้องมองมาทางตนเองสายตาที่เยือกเย็นนั่นทำให้เพลงหมัดสามคลุ้มคลั่งชะงักงันไปชั่ววูบอย่างไม่น่าเชื่อภายใต้ความโมโหโจวหังซานโคจรพลังเต็มสิบส่วนเปล่งอานุภาพเกราะปฐพีค้ำฟ้าจนถึงขีดสุด ดันเอาเพลิงสังหารสลายหายไปพร้อมพุ่งเข้าหาลุ่ฟ่านอีกครั้ง
ลู่ฟ่านหลังจากใช้เพลิงกัมปนาทออกพลังแทบเหือดแห้งจนหมดไม่แม้แต่จะทันป้องกันหมัดหนึ่งกระทบกับชายโครงซ้ายเสียงกระดูกหักดังออกมาอย่างชัดเจนแรงหมัดส่งให้ลู่ฟ่านเท้าลอยขึ้นจากพื้นแต่ด้วยหมัดตามติดที่รวดเร็ว ที่ชายโครางขวาถูกหมัดเข้าไปเสียงกระดูกลั่นขึ้นทันทีจากนั้นหมัดซ้ายขวาระดมต่อยใส่ร่างลู่ฟ่านอย่างรวดเร็วตรึงร่างไว้กับที่ก่อเสียหายทางกายอย่างหนักหน่วงกระดูกเริ่มแตกหักร้าวลามไปทั่วตัว ผิวหนังส่วนหนึ่งปริบวมแดงคล้ำหากแต่ภายใต้การโจมตีนอกจากเสียงครืดคราดในลำคอลู่ฟ่านยังคงสติไม่ให้ดับมืดลงดวงตาที่บวมจนเกือบปิดยังเปล่งประกายไม่ยอมแพ้
ตูม...หมัดสุดท้ายส่งร่างลู่ฟ่านลอยสูงขึ้นจากพื้นกว่าสี่เมตรร่างเด็กคลั่งยุทธดีดตัวลอยขึ้นเหนือร่างคู่ต่อสู้ สองมือกำผสานกันทุบใส่กลางลำตัวอย่างแรงจนร่วงหล่นลงมาอย่างเร็วก่อนที่โจวหังซานจะกลับไปปรากฏที่พื้นใช้พลังหมัดสามคลุ้มคลั่งต่อยสวนขึ้นไปกลางกระดูสันหลังจนเสียงแตกหักดังสะท้านทั่ว
อ๊ากกกกกกกก....เสียงแผดร้องอย่างเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด เมื่อกระดูกสันหลังแตกหักป่นจนละเอียดต่อให้รักษาหายอาจทำให้ลู่ฟ่านไม่อาจกลับมาเป็นเช่นเดิมได้นับเป็นการลงมือสุดอำมหิตโหดเหี้ยมอย่างสุดแสนกับเพียงแค่งานประลองยุทธ
ถึงตอนนี้เด็กชายหินพลันลุกขึ้นยืนใบหน้าราบเรียบดวงตาสงบนิ่งเป็นความสงบที่แฝงความเยือกเย็นที่ไม่อาจอธิบายได้แผ่กระจายออกมาเท่าทั้งสองค่อยๆเดินไปที่ลานประลองอย่างเชื่องช้าแต่กลับปรากฏที่ริมลานประลองอย่างรวดเร็วอย่างมากเสียงฝีเท้าเดินขึ้นลานประลองไม่ดังและไม่เบาเกินไปทำให้โจวหังซานที่กำลังใช้มือเดียวกำรอบคอลู่ฟ่านยกลอยขึ้นจากพื้นต้องหยุดมองมา
“เฮงฉีเทียนเจ้าจะทำอะไร”เสียงดังขุ่นเคืองของกรรมการลานประลองที่สี่ดังขึ้นพร้อมทปรากฏกายขึ้นขวางเด็กชายหินไว้
“ข้าเพียงขึ้นมาทำหน้าที่แทนท่าน”เด็กชายหินเอ่ยเสียงราบเรียบ ดวงตาว่างเปล่าจ้องมองมาทางกรรมการผู้นั้น “นี่ไม่ใช่การประลอง แต่เป็นการฆ่าคนหากท่านยังมีสำนึกก็ควรทำหน้าที่นั้นมากกว่ามาหยุดข้านะ”
“เด็กโอหัง...กฎการประลองสิ้นสุดเมื่อคู่ต่อสู้สลบ ตกเวทีหรือกล่าวยอมแพ้เท่านั้นจงรีบคลานลงไปเดี๋ยวนี้ อย่าให้ต้องจับเจ้าโยนลงไป” กรรมการการประลองผู้มีพลังระดับกำเนิดพลังขั้นที่เจ็ดส่งเสียงเย็นแผ่พลังลมปราณกดดันลงมา
“ถึงตอนนี้ยังกล้ากล่าวว่าเป็นการประลอง...?น่าขันนัก นี่หรือผู้ที่คิดจะสร้างยอดฝีมือเพื่ออนาคตของโลกใบนี้ ห้าห้าห้า..”เด็กชายหินหัวร่อดังๆออกมา ดวงตาพลันเปล่งประกายวูบหนึ่ง “ตอนนี้ข้าเพียงเห็นการฆ่าคนที่มีแต่คนชื่นชมเท่านั้น”
“เจ้า...” กรรมการถึงกับใบหน้าชาดิกกระแทกเสียงกล่าวว่า “ก็แค่พวกขี้แพ้ร้องความเห็นใจ เอาเวลาไปฝึกฝนให้เก่งเช่นฝีปากแล้วค่อยเสนอหน้าออกมาดีกว่า”
“เหอะ...ให้พวกข้ากลับไปฝึกฝน? แล้วพวกท่านมอบสิ่งใดให้บ้างล่ะกับเพียงแค่คำว่าพรสวรรค์”เสียงเด็กชายเริ่มเย็นลง “การประลองย่อมมีขอบเขตแต่เมื่อเกินขอบเขตท่านไม่หยุดข้าจะหยุดเอง...” เด็กชายหินไม่คิดจะกล่าววาจาอีกสาวเท้าเดินขึ้นเวทีทัน
“บังอาจ...กลับไป”
กรรมการลานประลองที่สี่คำรามอย่างโมโหฉุนเฉียว มือกวักวูบสร้างริ้วพลังลมปราณที่มีพลังหนึ่งพันแรงม้าออกมาขัดขวางสร้างเป็นปราการแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดต่อให้เป็นผู้มีพลังระดับกำเนิดพลังขั้นหกก็ไม่อาจทำลายได้ แน่นอนว่าเด็กชายหินย่อมทำไม่ได้ แต่หลบหลีกได้ก่อนที่พลังลมปราณจะผนึกสร้างกำแพงเด็กชายหินกลับเลือนหายไปอย่างพิสดาร
“บัดซบ...หากไม่เจ็บตัวเสียบ้างคงไม่สำนึก”
กรรมการเพ่งสำนึกตามไปมือขวาผนึกปราณดาบที่เข้าถึงเจตจำนึกลึกล้ำฟันลงไปด้วยโทสะ พลังดาบส่งผลให้พื้นลานแตกเป็นร่องลึกแสดงถึงพลังอำนาจที่เยียบย่างเข้าสู่ระดับพลังสรรพธาตุด้วยพลังขุมนี้หากกระทบถูกย่อมไม่เพียงแค่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้นอาจถึงขั้นสลานเป็นฝุ่นในทันที
เด็กชายหินไม่แม้แต่จะหันกลับมามองร่างปรากฏขึ้นห่างจากโจวหังซานเพียงห้าก้าวสายตาจับจ้องไปที่เด็กคลั่งยุทธแน่วแน่และสงบนิ่งอย่างน่าสะพรึ่ง
บึ้ม...พลังดาบบรรลุถึงเป้าหมายก่อเกิดเป็นพลังทำลายล้างวงใหญ่กินรัศมีกว้างกว่าสามสิบก้าวแม้แต่โจวหังซานที่ไม่ได้อยู่ในเป้าหมายยังต้องเซถอยหลังไปหลายก้าวมือคลายออกปล่อยลู่ฟ่านตกลงพื้นอย่างแรง
“หูเจิงหนาน!” เสียงกรรมการลานประลองที่สี่ดังขึ้น “ หมายความว่าอย่างไรการชุมนุมนี้ท่านมิอาจก้าวก่าย”
“การประลองข้ามิคิดก้าวก่ายแต่หากคิดทำร้ายศิษย์ในสำนัก ข้าหูเจิงหนานย่อมต้องขัดขวาง”เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดหูเจิงหนานปรากฏเข้ามาต้านรับหนึ่งดาบแทนเด็กชายหินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ท่านคิดออกรับแทน?”
“หามิได้ ผิดว่าไปตามผิดแต่การลงมือรุนแรงถึงขั้นเอาชีวิต ท่านต้องมีคำตอบให้กับข้า”คลื่นพลังขุมหนึ่งค่อยๆโอบล้อมกรรมการลานประลองที่สี่จนใบหน้าต้องแปรเปลี่ยนขณะคิดจะกล่าวอันใด พลันทีเสียงหนึ่งดังขัดจังหวะเสียก่อน
“เจ้าสำนักหูเรื่องของเด็กปล่อยให้เด็กจัดการไม่ดีกว่าหรือ” ครูฝึกลำดับที่ห้าลุกขึ้นยืน “กรรมการย่อมทำหน้าที่ผู้ขัดขวางก้าวก่ายต้องถูกลงโทษหากกรรมการลงมือรุนแรงเกินไปบ้างย่อมสมควรแก่เหตุผล แต่ศิษย์ของท่านย่อมมีความผิดฐานขัดขวางงานชุมนุมต้องถูกลงโทษ”
“เห็นแก่ท่านหู อีกทั้งข้ายังชื่นชมเด็กผู้นี้อยู่บ้าง บทลงโทษละเว้นไว้ชั่วคราว การประลองควรเริ่มต่อเพื่อไม่ให้เสียเวลา”ตัวแทนพรรคหลักเอ่ยต่ออย่างยิ้มแย้ม
“ย่อมได้แต่กรรมการผู้นี้ไม่อาจปฏิบัติต่อได้ ข้าเห็นควรหาผู้เหมาะสมมารับหน้าที่สืบต่อ” เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อย่าให้มากเกินไป หูเจิงหนานต่อให้ท่านเป็นเจ้าสำนักข้าไม่เกรงกลัวท่าน” กรรมการลานประลองที่สี่ใบหน้าแดงก่ำส่งเสียงอย่างเดือนดาลออกมา
“เกรงกลัวหรือไม่ไม่ใช่เหตุผล หากแต่ท่านมีหน้าที่เป็นกรรมการแต่กลับบังเกิดความคิดปรปักษ์ต่อผู้ประลอง ย่อมไม่เหมาะสมที่จะกำกับการประลองต่อก็เท่านั้น”
“จะ...”กรรมการลานประลองที่สี่ทำท่าจะระเบิดอารมณ์ออกมาแต่ต้องเงียบลงเมื่อเห็นสายตาเย็นยะเยีบของครูฝึกลำดับที่ห้ามองมา
“อืม...เช่นนั้นก็เปลี่ยนกรรมการก็ได้แต่มีข้อแม้ว่าเฮงฉีเทียนห้ามย่อมแพ้การประลองอีก”ครูฝึกลำดับที่ห้ายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา
“สำหรับเงื่อนไขนี้ดูจะไม่จำเป็นดูท่าต่อให้ตัดสิทธิ์การประลองศิษย์ของข้าคงไม่ยินยอมแล้เว”เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเอ่ยยิ้มๆมองไปทางเด็กชายหินที่ไม่สนใจเรื่องราวภายนอกแม้แต่น้อย สายตาเพียงจับจ้องไปทางโจวหังซานด้วยอารมณ์ราบเรียบผิดธรรมดา
“เช่นนั้นให้ผู้ใดเป็นกรรมการดี...”ครูฝึกลำดับที่ห้ามองไปทางเด็กชายหิน พยักหน้าเห็นด้วย
“น่าสนใจข้าฮัวชิงหลันขออาสารับหน้าที่นี้เอง” ประมุขพรรคปีกวายุสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่เก่งกาจไม่แพ้บุรุษใดในดินแดนหอคอยเทพเอ่ยขึ้น
“ประมุขฮัวยอมลดตัวเป็นกรรมการยังจะมีผู้ใดกล้าคัดค้าน ลำบากท่านแล้ว”ครูฝึกลำดับที่ห้าเผยยิ้มจนเห็นฟันครบทุกซี่ น้ำเสียงดูอ่อนลงสามส่วนทันทีควรรู้ว่าประมุขพรรคปีกวายุนอกจากเป็นยอดฝีมือด้านวิชาตัวเบาเป็นเอกในดินแดนหอคอยเทพแล้ว ยังเป็นสตรีที่งดงามตรึงใจผู้หนึ่งในอดีตไม่มีบุรุษใดไม่รู้จักยอดหญิงงามผู้นี้มาก่อน
ยอดหญิงกระเดื่องนามเพียงยิ้มน้อยๆก้มหัวให้ครั้งหนึ่ง ร่างค่อยๆเยื้องย่างขึ้นกลางอากาศราวกับเดินบนพื้นดินควรรู้ว่าหลังจากบรรลุพลังระดับสรรพธาตุขั้นสอง สำนึกรู้แห่งธาตุลมก่อเกิดผู้ฝึกตนจะสามารถเดินเหินบนอากาศได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ขึ้นอยู่กับเคล็ดวิชาและพลังฝึกปรือ ฮัวชิงหลันยังเป็นผู้สำเร็จเคล็ดวิชาปีกวายุถึงขั้นเจ็ดจากเก้าขั้นวายุสามารถเดินเหินในอากาศได้รวดเร็วสุดแสนในแผ่นดินหอคอยเทพยังไม่มีผู้ใดรวดเร็วว่านางอีกแล้ว
เมื่อฮัวชิงหลันลงมาที่ลานประลองกรรมการคนเก่าย่อมต้องก้มหน้าเดินลงไปภายใต้ความรู้สึกเกียจชังที่ประทุในใจ
“ในเมื่อประมุขฮัวมากำกับด้วยตนเองผู้แซ่หูก็วางใจ” เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดคารวะให้คราหนึ่งหันหลังผินร่างกลับขึ้นไปที่นั่งของตนอีกครั้ง ภายใต้สายตาที่แปลกประหลาดของยอดหญิง
“เจ้าขยะรีบลงไปก่อนที่ข้าจะขยี้เจ้าอีกคน” โจวหังซานรอจนทุกอย่างกลับมาสู่ภาวะปกติ หันไปตวาดใส่เด็กชายหินอย่างมุ่งร้ายพร้อมก้มตัวลงคว้าแขนลู่ฟ่านที่ร่างอ่อนปวกเปียกยกลอยขึ้นจากพื้น
“รีบๆจบการต่อสู้เสียสิ ข้าก็แทบไม่อาจทนรอเช่นกัน”เด็กชายหินเอ่ยสายตาประสานกับโจวหังซานอย่างท้าทาย
“ดูท่าเจ้าจะห่วงขยะด้วยกัน ถือว่าข้าเมตตาแล้วกัน”โจวหังซานส่งเสียงหึ ยกยิ้มชั่วร้าย เหวี่ยงร่างลู่ฟ่านลอยไปข้างหลังอย่างแรงจนร่างลอยสูงโด่งกว่าสิบเมตรไกลกว่าสามสิบเมตรเพียงพอจะออกนอกลานประลองที่สี่หากร่วงลงมาในสภาพร่างกายเช่นนั้นมีแต่จะทำให้แย่ลงไปอีก
“...”โจวหังซานโยนร่างลู่ฟ่านไป ดวงตายังจับจ้องที่เด็กชายหินตลอดเวลาแต่แล้วต้องเบิกตากว้าง เมื่อร่างเด็กชายหินค่อยพล่าเลือนหายไปอย่างช้าๆแต่ร่างจริงกลับไปรออยู่ที่นอกลานประลองตรงจุดที่ลู่ฟ่านร่วงลงไปอย่างกับไม่เคยจากตรงนี้ไปไหนมาก่อน!
...........