สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 54 คนอื่นไม่คู่ควรกับมัน

            ตู้โซ่วโซ่วเงียบลงทันที เขาไม่กล้าเปล่งเสียงออกมาอีกแม้แต่น้อยขนาดเสี่ยวช่านเองก็เหมือนรู้ว่าบรรยากาศตอนนี้ตึงเครียดมาก เจ้าแมวน้อยขดตัวอยู่บนขาของอันเจิงแล้วมองไปที่เกาซานตัวนิ้วของอันเจิงวางอยู่บนหลังเสี่ยวช่านแล้วขยับไปมา ทำให้เจ้าแมวน้อยหลับตาลงอย่างเพลิดเพลิน

     

            เวลานี้ทั้งห้องเงียบสนิท เงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าที่เบาอย่างยิ่งของเกาซานตัว

     

            เกาซานตัวเดินไปหยุดที่หญิงสาวคนแรกเขายืนนิ่งแล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็ยื่นมือออกไปดีดฝาครอบเบา ๆเสียงสะท้อนกลับมาชัดเจน ดูเหมือนด้านในจะเป็นของชิ้นเล็ก ๆ เกาซานตัวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยสีหน้าดูมีความกดดันน้อยลง ของชิ้นแรกนี้น่าจะไม่ยากสำหรับเขา เขาไม่ได้ดีดซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันแต่กลับเดินไปยังหญิงสาวคนที่สอง

     

            สี่ชิ้นติดต่อกันแล้ว สำหรับเกาซานตัวราวกับเป็นเรื่องง่ายๆ แต่หลังจากถึงชิ้นที่ห้าเหมือนเขาได้เจอโจทย์ยากเสียแล้ว เขาดีดนิ้วลงไปถึงสามครั้งจากนั้นก็เอาหูไปแนบกับฝาครอบไว้ แต่ดูเหมือนจะยังไม่ได้คำตอบ เขาจึงเดินไปที่ของชิ้นสุดท้ายอย่างเชื่องช้าดีดนิ้วไปสองครั้งแล้วเดินกลับมาที่ของชิ้นที่ห้าอีกหน เขายกมือขึ้นเคาะฝาครอบติดต่อกันหลายครั้งแล้วฟังเสียงที่สะท้อนกลับมาอย่างตั้งใจ

     

            เขาเดินส่ายหัวกลับมา ราวกับยังไม่มั่นใจคำตอบของสิ่งของชิ้นที่ห้าอยู่ดี

     

            หลังจากกลับมานั่ง เกาซานตัวรับกระดาษจากสาวงามแล้วเขียนคำตอบลงในกระดาษ

     

            “นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ทุกท่านจะคุยกันไม่ได้แล้วนะ”

     

            จวงเฟยเฟยยิ้มพลางพูด “ถึงแม้จะเป็นการแข่งขันเล็กๆ แต่เราก็ควรเล่นอย่างมีระเบียบ ข้าไม่มีพรรคไม่มีพวกส่วนพวกท่านก็ไม่สามารถปรึกษากันได้”

     

            เกาซานตัวมองไปที่อันเจิงราวกับเป็นห่วงว่าเขาจะสามารถตอบถูกหรือไม่ อันเจิงยิ้มกลับมาแต่ไม่ได้พูดอะไร

     

           ตู้โซ่วโซ่วตื่นเต้นจนมือชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาเหยียดเท้าและเอาหัวไปพิงที่ผนังเบาๆ สาวงามที่ยืนอยู่ด้านข้างหยิบผ้าเช็ดหน้ากลิ่นหอมออกมาเช็ดหน้าผากของตู้โซ่วโซ่วการกระทำที่อ่อนโยนแบบนี้ทำให้ตู้โซ่วโซ่วสะดุ้งขึ้นทันที จากนั้นก็หันไปยิ้มแห้งๆ ให้หญิงสาวที่ยืนข้างตน เมื่อคิดถึงคำพูดของจวงเฟยเฟย เขาจึงไม่กล้าส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น

     

            หญิงสาวที่ยืนให้บริการอยู่นั้นสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรและไม่ได้ผอมบางจนเกินไปเรียกได้ว่าสมส่วนเลยทีเดียว เรือนร่างของนางเป็นที่ดึงดูดสายตาอย่างมาก นางวางมือลงบนไหล่ของตู้โซ่วโซ่วแล้วขยับมือนวดเบาๆ ตู้โซ่วโซ่วทำตัวไม่ถูกจึงเปล่งเสียงกระแอมออกมาในทันที

     

           ตอนนี้ทำให้เกาซานตัวนึกถึงเรื่องเสียงร้องคางคกตัวผู้และคางคกตัวเมียขึ้นมาเขาจึงกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

     

            คนที่สองที่ขึ้นไปเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งอายุราวเจ็ดสิบถึงแปดสิบปี เส้นผมของเขากลายเป็นสีขาวทั้งหัวแล้วทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้ต่างก็ให้ความเคารพต่อผู้อาวุโสท่านนี้และเรียกเขาว่าผู้อาวุโสหลิวหญิงสาวคนหนึ่งประคองตัวเขาขึ้นไป จากนั้นเขาก็เคาะฝาครอบทีละชิ้นดูเหมือนจะใช้เวลาน้อยกว่าเกาซานตัวนิดหน่อยแต่หลังจากกลับมานั่งก็ทำสีหน้าสงสัยและไม่แน่ใจ

     

            เจินจวงปี้เป็นคนรองสุดท้ายที่ขึ้นไปเขาแสดงท่าทีมีความมั่นใจสูง หากพูดในภาษาของตู้โซ่วโซ่วก็คือขี้เก๊กชะมัดแต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องสมบัติวิเศษอย่างลึกซึ้งอันเจิงสังเกตได้ว่าเขามีวิธีในการฟังเสียงสะท้อนที่ไม่เหมือนคนอื่น ๆเขาใช้ฝ่ามือลูบเป็นวงกลมบนฝาครอบแล้วคอยฟังเสียงที่สะท้อนกลับมา

     

            อันเจิงขึ้นไปเป็นคนสุดท้ายเจินจวงปี้นั่งลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “เด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมยังจะมาวางมาดที่นี่อีก ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะทำอย่างไร เมื่อเฉลยคำตอบแล้วจะได้รู้กันไปเลย”

     

            อันเจิงไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของเขายิ่งไปกว่านั้น อันเจิงไม่แม้แต่จะมองไปเลยด้วยซ้ำ

     

           เมื่อเห็นว่าอันเจิงไม่ได้โมโหกับคำพูดของตัวเอง เจินจวงปี้กลอกตาพลางพูดขึ้นอีกครั้ง“คนเราควรรู้ที่ต่ำที่สูง เด็กเมื่อวานซืนที่ยังไม่มีแม้แต่พลังในขอบเขตจุติสวรรค์แต่กลับปีนขึ้นมาอยู่เหนือความสามารถตัวเอง ไม่กลัวจะตายเร็วหรืออย่างไร อายุแค่นี้ก็หวังพึ่งอำนาจคนอื่นแล้วเกรงว่าคนแบบนี้จะมีจิตใจที่ต่ำช้าซะมากกว่า”

     

            ตู้โซ่วโซ่วยืนขึ้นทันที “หุบปากเสียทีเถอะ!”

     

            เจินจวงปี้เบะปาก “ข้าพูดของข้าเกี่ยวอะไรกับเจ้ากติกาคือห้ามปรึกษากันแต่ไม่ได้ห้ามไม่ให้พูดกับตัวเองสักหน่อย”

     

            เขามีเจตนาก่อกวนสมาธิของอันเจิงด้วยการพูดเสียงดังแล้วใช้นิ้วเคาะไปที่พนักแขนของเก้าอี้ตลอดเวลาอีกด้วย

     

            “หึ!” เกาซานตัวเปล่งเสียงออกมา “ดูถูกแม้กระทั่งตัวเองคนแบบนี้คงหมดทางเยียวยาแล้วล่ะ”

     

            เจินจวงปี้รู้สึกว่าคำพูดเช่นนี้ของเกาซานตัวออกจะเกินไปสักหน่อยเขาหันไปมองเกาซานตัวตาขวางแล้วไม่พูดอะไรอีก ทว่ามือเขาก็ยังเคาะอยู่เรื่อย ๆการกระทำเช่นนี้ทำให้ผู้คนที่สนิทสนมกับเจินจวงปี้ต่างคิดว่าเขาใจแคบเกินไป

     

            จวงเฟยเฟยกลับไม่ได้ห้ามปรามอะไรหรืออาจเป็นเพราะนางอยากทดสอบอันเจิงก็เป็นได้ ดวงตาสวยงามคู่นั้นจับจ้องไปที่อันเจิงตลอดเวลาในแววตาราวกับรอคอยอะไรบางอย่าง

     

            หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างอันเจิงก็ดูประหลาดไม่น้อยนางทนไม่ไหวโน้มตัวไปข้างหน้า ราวกับอยากเข้าใกล้เพื่อให้อันเจิงไม่รู้สึกเสียหน้า

     

            แต่ในความเป็นจริงอันเจิงไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย

     

           อันเจิงมีวิธีการฟังเสียงสะท้อนที่ต่างจากคนอื่น ๆ เขาใช้นิ้วลูบผ่านฝาครอบเบาๆ เสียงที่ดังออกมาไม่ได้เป็นเสียงที่ชัดเจนมาก กลับเหมือนเสียงดนตรีเสียมากกว่าแต่เรื่องที่น่าแปลกกว่านั้นคือ เมื่อนิ้วลูบผ่านจุดจุดหนึ่งเสียงที่ดังออกมากลับมีความแตกต่างจากจุดก่อนหน้า อันเจิงใช้เวลาในการฟังน้อยมากเวลาทั้งหมดที่เขาใช้สั้นกว่าเจินจวงปี้อย่างน้อยหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียวหลังจากนั้นอันเจิงก็กลับมานั่งที่เดิมด้วยสีหน้าผ่อนคลาย

     

            หญิงสาวที่บริการอันเจิงรีบนำกระดาษกับพู่กันออกมานางนั่งยอง ๆ ลงข้างอันเจิง มือถือถาดที่มีกระดาษกับพู่กันอยู่ ดวงตากลมโตสวยงามจับจ้องมาที่ใบหน้าของอันเจิงแล้วค่อยมองไปที่กระดาษคำตอบ

     

            อันเจิงเขียนอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยตู้โซ่วโซ่วมองไม่เห็นว่าอันเจิงเขียนอะไรลงไปบ้าง แต่เขาเห็นสีหน้าของหญิงสาวที่ยืนข้างอันเจิงอย่างชัดเจนดูเหมือนนางจะตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นและเปลี่ยนสีหน้าราวกับคาดไม่ถึงทันที

     

            “เสร็จครบทุกคนแล้ว”

     

            จวงเฟยเฟยเดินมาด้านหน้า “ตอนนี้คิดว่าทุกท่านต่างได้คำตอบกันหมดแล้วก่อนที่ทุกท่านจะทราบผล ข้าจะบอกก่อนก็แล้วกันว่ารางวัลของผู้ชนะคืออะไร”

     

            นางหมุนตัวแล้วหยิบของมาจากหญิงสาวที่อยู่ด้านหลัง

     

            “นี่เป็นของชิ้นเล็ก ๆ และไม่ได้เป็นของราคาสูงอะไรแต่ความพิเศษของมันคือสามารถไล่แมลงออกห่างตัวได้”

     

            อันเจิงเงยหน้าขึ้นในมือของจวงเฟยเฟยคือปิ่นปักผมลายดอกกุหลาบงดงาม โดยเฉพาะดอกกุหลาบนั่นดูสวยงามอย่างไม่มีที่ติ มันมีขนาดเท่ากับครึ่งหนึ่งของดอกกุหลาบจริงถือเป็นงานฝีมือที่สุดยอดมาก ๆ ถึงแม้จะไม่ได้เห็นในระยะใกล้แต่ทุกคนต่างเห็นได้ชัดว่ากลีบดอกกุหลาบมีความละเอียดงดงามเพียงใด

     

            “มีเพียงชายที่รักและใส่ใจผู้หญิงของตัวเองเท่านั้นที่จะซื้อของแบบนี้ให้นางได้เพราะของชิ้นนี้ไม่ได้ช่วยอะไรในด้านพลังวัตรเลยแม้แต่น้อยแต่ก็เป็นของขวัญที่จะทำให้นางมีความสุขได้ กลีบดอกกุหลาบทำมาจากวัตถุที่มีพลังอยู่ในระดับสีเขียวดูแล้วต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสองร้อยปีอย่างแน่นอน ก้านของปิ่นทำมาจากหยกเขียว แม้จะถือว่าเป็นของที่มีพลังไม่มากแต่ตอนนี้เป็นช่วงหน้าร้อนพอดี หากปักปิ่นนี้ออกไปข้างนอก นอกจากจะไม่ถูกแดดเผาจนผิวไหม้แล้วยังสามารถไล่แมลงทั้งหลายได้อีกด้วย”

     

            “หากทุกท่านมีหญิงในใจแล้วมอบสิ่งนี้ให้กับนางข้าเชื่อว่าต้องได้รับจุมพิตที่หอมหวานกลับมาอย่างแน่นอน”

     

            “จะได้รับจุมพิตที่หอมหวานกลับมาจริงหรือ?” อันเจิงถาม

     

            จวงเฟยเฟยยิ้ม “ก็คงต้องดูว่าเจ้ามีคนที่อยากมอบให้แล้วหรือยัง”

     

            นางมองไปรอบด้าน “ทีนี้ก็เปิดคำตอบของทุกท่านออกมาได้แล้ว”

     

            หลังจากพูดจบ จวงเฟยเฟยก็หันกลับไปสั่งหญิงสาวด้านหลังพวกนางจึงเปิดฝาครอบทั้งหมดออกทันที

     

            จวงเฟยเฟยพูดแนะนำ “ของล้ำค่าทั้งหกชิ้นนี้เป็นเตาหลอมโอสถระดับสีเขียวทั้งหมดแต่มีโครงสร้างที่แตกต่างกันไป ชิ้นแรกคืออักษรเหล็กวิญญาณ”

     

            นางมองดูคำตอบของทุกคน หญิงสาวเหล่านั้นชูกระดาษขึ้นเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจน

     

            “ตอบถูกกันทุกคน”

     

            “ชิ้นที่สองคือหินดำแห่งเทือกเขาตงถิ๋ง...ก็ตอบถูกกันทุกคนชิ้นที่สามคือการรวมกันระหว่างเหล็กกิเลนและเหล็กโจวซาน ชิ้นที่สี่อาจเรียกได้ว่าเป็นสมบัติวิเศษระดับสีขาวแล้วก็ว่าได้เพียงแค่มีข้อบกพร่องเล็กน้อย มันทำมาจากเหล็กเงา ชิ้นนี้ส่วนใหญ่ก็ตอบถูกกันหมดมีเพียงสี่ท่านเท่านั้นที่ตอบผิด แต่ถึงอย่างไร ข้อนี้ก็ถือว่าไม่ง่ายแล้ว”

     

            จวงเฟยเฟยมองของชิ้นที่ห้า “สำหรับของชิ้นนี้ทุกท่านมีคำตอบไม่เหมือนกัน แต่มีเพียงรองอาจารย์ใหญ่เจินท่านเดียวที่ตอบถูกนี่คือไม้เรืองฤทธิ์แห่งทะเลใต้ต่อให้เป็นไฟจากผู้มีพลังวัตรก็ไม่สามารถเผาไหม้มันได้ แต่น่าเสียดายของชิ้นนี้ทนต่อไฟไม่ทนต่อน้ำ ดังนั้นจึงเป็นเพียงสมบัติวิเศษระดับสีเขียว”

     

            เจินจวงปี้รู้สึกได้ใจ “ที่ข้าตอบถูกก็เป็นเพราะโชคช่วยข้าเกิดและโตในทะเลใต้ จึงรู้จักไม้เรืองฤทธิ์แห่งทะเลใต้เป็นอย่างดีทุกท่านอยู่ทางเหนือ หากไม่รู้จักของพวกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”

     

            แต่อันเจิงกลับส่ายหัว “ผิดแล้ว”

     

            จวงเฟยเฟยมองไปยังคำตอบของอันเจิง เขาตอบว่า‘ไม้ทองที่มีอายุห้าร้อยปีในทะเลสาบต้งถิ๋ง’

     

            เจินจวงปี้โมโหขึ้นมาทันที “คำตอบของเจ้าช่างเหลวไหลสิ้นดีทุกคนรู้กันดีว่าไม้เรืองฤทธิ์กับไม้ทองต่างกันอย่างไรไม้เรืองฤทธิ์มีลวดลายเป็นดาวสีดำแต่ไม้ทองไม่มี”

     

            อันเจิงชี้ไปที่เตาหลอมโอสถแล้วพูดกับจวงเฟยเฟย“นักตรวจสอบสมบัติวิเศษของพวกเจ้าดูผิดแล้ว ของชิ้นนี้ไม่ใช่สมบัติวิเศษระดับสีเขียวแต่คือระดับสีขาวสมบัติวิเศษก่อนหน้านี้รวมกันสี่ชิ้น ยังสู้ราคาของชิ้นนี้ชิ้นเดียวไม่ได้เลยไม้เรืองฤทธิ์แห่งทะเลใต้ทนต่อไฟไม่ทนต่อน้ำ ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้หลอมสมุนไพรบางตัวได้ทำให้ถูกจัดอยู่ในระดับสีเขียว แต่ไม้ทองในทะเลสาบต้งถิ๋งไม่เหมือนกันโดยเฉพาะไม้ทองที่มีอายุห้าร้อยปีขึ้นไป มันมีรากอยู่ในน้ำต้นไม้ที่งอกออกมาจะมีรูปร่างเป็นไปตามช่องและสถานที่นั้น ๆ ถือเป็นของที่หายากมากของชิ้นนี้มีลวดลายคล้ายคลึงกับดาว แต่หากดูอย่างละเอียดแล้ว นั่นคือลายจุดกลม ๆ สีดำต่างหากไม้ทั้งสองชนิดแตกต่างกันแค่ความละเอียดเล็กน้อย แต่มีพลังที่แตกต่างกันมหาศาล”

     

            “ในทะเลสาบต้งถิ๋งมีกระจกสะท้อนอยู่ พลังความร้อนที่สะท้อนมาจากดวงอาทิตย์รุนแรงกว่าความร้อนจากไฟโดยตรงเสียอีกไม้ทองจะทนต่อไฟและน้ำ โดยเฉพาะไม้ทองที่มีอายุมากกว่าห้าร้อยปีขึ้นไปจะมีพลังจากธาตุไม้ฉะนั้นความแข็งแรงเหนียวแน่นจึงมากกว่า หากเตาหลอมโอสถนี้ทำจากไม้เรืองฤทธิ์ อย่างมากก็มีน้ำหนักเพียงสามร้อยแปดสิบกรัมเท่านั้นแต่หากเป็นไม้ทองอย่างน้อยต้องมีน้ำหนักสี่ร้อยเก้าสิบห้ากรัม”

     

            จวงเฟยเฟยสั่งให้รีบชั่งน้ำหนักในทันทีผลที่ออกมาทำให้ทุกคนต่างอึ้งไปตาม ๆ กัน น้ำหนักที่ชั่งออกมาสี่ร้อยเก้าสิบห้ากรัมพอดีไม่ผิดไปจากที่อันเจิงพูดเลยแม้แต่น้อย

     

            สีหน้าของเจินจวงปี้เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องเขามองอันเจิงปานจะกินเลือดกินเนื้อ

     

            จวงเฟยเฟยเอ่ยชม “นายตัวเล็กมีการแยกแยะเสียงที่เป็นเลิศเก่งยิ่งกว่าปรมาจารย์เสียอีก”

     

            อันเจิงส่ายหัวแล้วไม่พูดอะไรต่อเขาไม่ใช่นักหลอมสมบัติวิเศษ และไม่ได้คุ้นเคยกับโครงสร้างสมบัติวิเศษมากนักแต่สำหรับการแบ่งแยกระดับของสมบัติวิเศษไม่มีใครเทียบเขาได้ ตอนที่เขาเพิ่งเข้าทำงานในกรมตุลาการเนื่องจากอายุยังน้อยจึงถูกจัดให้ทำงานด้านการคลัง ของจำนวนมากที่ส่งเข้ามาในกรมตุลาการอันเจิงต้องเป็นผู้ลงบันทึกเองทั้งหมด มีของผ่านมือเขาเป็นจำนวนมาก และความรู้พวกนั้นก็ไม่จางหายไปอันเจิงใช้เวลาทำงานด้านการคลังถึงแปดปี จากอายุสิบสี่ถึงยี่สิบสองปีช่วงเวลาเหล่านี้เขาได้เจอสมบัติวิเศษที่หลากหลายเป็นจำนวนมาก

     

            หลังจากที่เขาคุ้นเคยกับสมบัติวิเศษจำนวนมากแล้วจึงถูกเปลี่ยนไปอยู่ในฝ่ายสร้างอาวุธทหาร งานด้านนี้มีกฎที่เข้มงวดมากอันเจิงจึงได้รับผิดชอบตรวจสอบความเหมาะสมของวัสดุต่าง ๆ เท่านั้น

     

            เขาทำงานด้านตรวจสอบอาวุธอยู่อีกสองปีทั้งหมดเป็นเวลาสิบปีโดยประมาณที่เขาทำงานอย่างจริงจังและตั้งใจผ่านช่วงเวลาสามพันกว่าวัน ความรู้ในสมองของอันเจิงยังมากกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เสียด้วยซ้ำ

     

            จวงเฟยเฟยไม่กล้าพูดไปเรื่อยอีกเมื่อครู่นางบอกว่าเจินจวงปี้ตอบถูก แต่ผลสุดท้ายกลับทำให้นางหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย

     

            “ของชิ้นสุดท้ายนี้ คำตอบของรองอาจารย์ใหญ่เจินเหมือนกับนักตรวจสอบสมบัติวิเศษในโรงจวี้ฉ่าง”

     

            จวงเฟยเฟยมองไปที่อันเจิงในแววตาแฝงไปด้วยคำถาม ความหมายในแววตานั้นราวกับกำลังถามว่า นางควรพูดว่าอันเจิงตอบผิดหรือไม่?

     

            แต่อันเจิงกลับยืนขึ้นแล้วเดินอย่างเชื่องช้าไปหยิบปิ่นกุหลาบจากนั้นก็ลากเก้าอี้เข้าไปแล้วเหยียบขึ้นไปบนเก้าอี้นั้น เขานำปิ่นกุหลาบนี้ปักลงบนผมของจวงเฟยเฟย“ทุกท่านตอบผิดแล้ว มีเพียงข้าเท่านั้นที่ตอบถูก ดังนั้นปิ่นนี้เป็นของข้า นายตัวใหญ่...ปิ่นนี้แม้ไม่คู่ควรสำหรับเจ้าแต่หากคนอื่นเอาไป ผู้คนเหล่านั้นกลับไม่คู่ควรกับมัน ฉะนั้นคงต้องลำบากเจ้าแล้วเมื่ออยู่กับเจ้าจึงจะเป็นการเพิ่มมูลค่าของมันได้”

     

            จากนั้นอันเจิงก็ชี้ที่หน้าของตัวเอง “เมื่อครู่คุยกันไว้ว่าอย่างไร?”

     

            เกาซานตัวมองสบตากับตู้โซ่วโซ่วแล้วพูดขึ้นอย่างนับถือ“นี่...ยอดฝีมือชัด ๆ”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน