จุดประสงค์ของเราที่มาที่นี่คือการเรียกวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่น
หลังจากฟังอาจารย์พูดจบ ผมพยักหน้าทันที “อาจารย์ ผมต้องทำอะไรบ้าง”
อาจารย์ขยี้บุหรี่กับพื้น ก่อนเอ่ยขึ้น “จุดเทียนใหม่สองเล่ม แล้วจุดธูปอีกหนึ่งดอกและอย่าให้พวกวิญญาณเร่ร่อนเข้ามาก่อกวนอีก”
“ไม่มีปัญหา ใครกล้าเข้ามา ผมจะฟาดมันเอง!”ผมพูดพร้อมชูแส้กระดูกงู จากนั้นก็รีบหยิบเทียนจากถุงผ้าจุดไฟสองเล่ม พร้อมกับจุดธูปอีกหนึ่งดอก
อาจารย์เองก็นั่งลงข้างๆ ใช้มือหยิบหญ้าป่าขึ้นมากำหนึ่งก่อนจะเริ่มขยี้ไปมา จากนั้นเขานำเส้นผมและเล็บของหลี่เสี่ยวหมิ่นมาถักรวมเข้ากับหญ้าทำเป็นหุ่นฟางตัวเล็ก
เสร็จแล้ว อาจารย์วางหุ่นฟางไว้กลางผ้าสีเหลืองที่ปูอยู่บนพื้น
ดูเผินๆ ผ้าผืนนี้ไม่มีอะไรแปลกแต่ผมรู้ดีว่าอาจารย์ไม่เคยทำอะไรโดยไร้เหตุผล
อาจารย์หยิบยันต์ดวงชะตาของหลี่เสี่ยวหมิ่นขึ้นมาบีบไว้ในมือแล้วสะบัดเบาๆ
“ฟึบ!”
เปลวไฟลุกโชนไปทั่วยันต์ เผามันจนกลายเป็นเถ้าถ่านทันที
อาจารย์เป่าควัน เถ้าของยันต์กระจายตกลงบนผ้าสีเหลือง
จากนั้นอาจารย์เริ่มร่ายคาถา “หลี่เสี่ยวหมิ่นจงสดับกลับบ้านตามคำบอกของบิดาเจ้าเถิด…วิญญาณจงกลับมา…”
เสียงของอาจารย์ลากยาวออกไป
ขณะที่เถ้าถ่านจากยันต์ค่อยๆ โปรยลงไปบนผ้าเห็นได้ชัดว่ามีลวดลายแปดเหลี่ยมคล้ายยันต์แสดงขึ้นบนผืนผ้า
ถึงแม้จะไม่ชัดเจนมากนักแต่ผมสามารถบอกได้ว่านี่คือสัญลักษณ์ของยันต์แปดทิศ[1]
อาจารย์ประสานมือเข้าด้วยกัน นิ้วมือข้างหนึ่งชี้ขึ้นเป็นรูปกระบี่ก่อนจะเปล่งเสียงสวดอีกครั้ง “หลี่เสี่ยวหมิ่นจงสดับกลับบ้านตามคำบอกของบิดาเจ้าเถิด…วิญญาณจงกลับมา…”
เมื่ออาจารย์สวดจบ หุ่นฟางที่วางอยู่กลางผ้าสีเหลืองก็ขยับเล็กน้อย
ผมเบิกตากว้าง จับจ้องหุ่นนั้นไม่กะพริบตา
นี่ดูเหมือนกลอุบายของนักมายากล แต่ผมรู้ดีว่าไม่ใช
นี่คือศาสตร์แห่งการเรียกวิญญาณโดยแท้จริง
ผมมองทุกขั้นตอนอย่างตั้งใจและฟังคำสวดอย่างละเอียดเผื่อว่าวันหนึ่งผมอาจต้องใช้มันเอง
อย่างไรก็ตาม หุ่นฟางขยับเพียงเล็กน้อยแล้วนิ่งไป
อาจารย์ยังคงสวดซ้ำทุกๆ หนึ่งหรือสองนาที
แต่ไม่ว่ากี่ครั้ง หุ่นฟางก็เพียงขยับเล็กน้อยแล้วกลับมาแน่นิ่งเหมือนเดิม
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง วิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นก็ยังไม่กลับมา
แต่ในขณะเดียวกันพลังของพิธีกรรมนี้ได้เรียกความสนใจจากวิญญาณเร่ร่อนรอบๆ
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน ผมสังเกตเห็นเงาตะคุ่มๆ ปรากฏขึ้นตามพงหญ้ารอบตัวเรา
วิญญาณเร่ร่อนเริ่มโผล่หน้าหรือชะโงกศีรษะออกมามองพวกเรา
พวกมันจ้องมองเทียนและธูปที่กำลังลุกไหม้ด้วยแววตาหิวกระหาย
พวกมันอยากเข้าใกล้ แต่ก็ไม่กล้า เพราะผมยืนถือแส้กระดูกงูเฝ้าอยู่
หากมีตัวไหนขยับเข้ามา ผมจะเงื้อแส้ฟาดทันที
บางครั้งผมก็สะบัดแส้ออกไปกลางอากาศเพื่อขู่ให้พวกมันถอยห่าง
เสียง “เพียะๆ!” ดังก้องในความมืด ทำให้พวกมันไม่กล้าก่อกวนพิธี
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังได้ยินเสียงกระซิบของพวกมัน
“ขอสูดอีกสักเฮือกเถอะ…”
“ฉันก็อยากได้อีก…”
“แต่หมอนั่นมันโหด ถ้าเข้าไปต้องโดนฟาดแน่!”
“หลี่เสี่ยวหมิ่นคือใคร มีใครรู้จักไหม”
ผมไม่สนใจเสียงเหล่านั้น ตั้งสมาธิอยู่กับการปกป้องอาจารย์
ผ่านไปอีกยี่สิบนาที พิธีเรียกวิญญาณผ่านมาชั่วโมงหนึ่งแล้ว
แต่ดวงวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นก็ยังไม่กลับมา
อาจารย์ยังคงเรียกชื่อของเธอ หุ่นฟางยังคงแน่นิ่งไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆ
แต่ในตอนนั้นเอง วิญญาณเร่ร่อนที่แอบซ่อนอยู่รอบๆเกิดตื่นตระหนกขึ้นมา
พวกมันเหมือนหวาดกลัวบางสิ่งบางอย่าง
“มันมาแล้ว…”
“เป็นเด็กผี!”
“หนี! หนีเร็ว!”
เสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นจากนั้นเหล่าวิญญาณเร่ร่อนที่ซ่อนตัวอยู่ตามพงหญ้าก็พากันวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตา ความเงียบก็กลับคืนมาอีกครั้ง
ผมรู้สึกถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
ในตำแหน่งด้านซ้ายตรงหน้า มีหมอกสีดำเหลืองจางๆ ลอยอ้อยอิ่งมันแผ่กระจายพลังบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกกดดัน
ความรู้สึกนี้ ผมเคยสัมผัสมาแล้วตอนเผชิญหน้ากับวิญญาณอาฆาต
สีหน้าผมเคร่งเครียดขึ้นทันทีดวงตาจับจ้องไปยังทิศทางนั้นอย่างระแวดระวัง
จากสิ่งที่พวกวิญญาณเร่ร่อนพูดก่อนหนีไปผมมั่นใจว่าสิ่งที่กำลังจะปรากฏตัวนั้นคือวิญญาณอาฆาตแห่งสุสานร้าง
“แซก…แซก…”
เสียงพุ่มไม้ขยับไหวยามราตรีดังขึ้น ผมกระชับแส้ในมือแน่นพร้อมตั้งท่ารับมือ
อาจารย์ยังคงนั่งนิ่ง ปิดตาแน่นสวดเรียกวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นไม่หยุด
พิธียังไม่เสร็จสิ้น
ไอเย็นที่แผ่กระจายเข้มข้นขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะแปลกประหลาดที่ดังขึ้นในความมืด
“แฮ่ๆ…แฮ่ๆ…”
เสียงหัวเราะนั้นใกล้เข้ามาเพียงห้าเมตรจากจุดที่ผมยืนอยู่
เสียงไม่ดังมาก แต่ให้ความรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
กลุ่มหมอกสีดำเหลืองนั้นไหลเวียนไม่หยุดเหมือนกำลังจะก่อตัวเป็นรูปร่าง
ผมจ้องไปยังต้นเสียง ก่อนเอ่ยเสียงเย็นชา “เป็นใครไม่รู้ แต่ถ้ายังไม่ไสหัวไป อย่าหาว่าฉันไม่ปรานี”
พูดจบ ผมเงื้อแส้แล้วฟาดลงไปบนพื้นเต็มแรง
เสียงแส้ฟาดกระทบอากาศดัง “เพียะ!”
ทว่า…สิ่งที่อยู่ในพงหญ้ากลับไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม เสียงหัวเราะนั้นกลับหยุดลง ก่อนที่เสียงเด็กเล็กๆจะดังขึ้นแทน “พี่ชาย…มาเล่นฟุตบอลกันเถอะ…”
เสียงใส ทว่าขาดความมีชีวิตชีวา แฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบ
อาจารย์ลืมตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนกล่าวเตือนเสียงเรียบ “เป็นเด็กผี ระวังตัวให้ดีฉันยังต้องใช้เวลาอีกหน่อยเพื่อตามหาดวงวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่น”
‘เด็กผี? หมายถึงผีตัวน้อยเหรอ’ผมนึกในใจ
เสียงของเด็กผีดังขึ้นอีกครั้ง
“ไม่มีใครเล่นบอลกับผมเลย พี่อยากเล่นกับผมไหม”
เพียงชั่วพริบตาที่สิ้นเสียง
“ตุบ!”
ลูกบอลหนังลูกหนึ่งพุ่งออกมาจากพงหญ้า
มันพุ่งตรงเข้ามาที่ใบหน้าผมด้วยความเร็วสูง
แต่โชคดีที่ผมเตรียมพร้อมเต็มที่ แม้ลูกบอลจะพุ่งมาอย่างรวดเร็วแต่ร่างกายของผมก็เคลื่อนไหวตอบสนองได้ทันที
ผมสะบัดแส้ในมือฟาดออกไป
“เพียะ!”
แส้ฟาดลงบนลูกบอลอย่างแม่นยำ
ทันใดนั้นลูกบอลระเบิดออกเป็นควันดำแล้วสลายหายไปในอากาศ
เสียงของเด็กผีในพงหญ้านั้นเย็นชาและเกรี้ยวกราดขึ้น “ไอ้คนเลว! แกทำบอลของฉันพัง!”
สิ้นเสียง ลมเย็นยะเยือกพัดกระโชกเข้ามาทันที
พงหญ้าด้านหน้าถูกแรงลมแยกออกเป็นสองข้าง เผยให้เห็นร่างของเด็กชายอายุประมาณหกถึงเจ็ดขวบตรงกลาง
แต่สิ่งที่ทำให้ขนลุกคือ หัวของมันหลุดออกจากลำตัว!
มันสวมชุดกีฬากับรองเท้าผ้าใบ มือเล็กๆกอดศีรษะตัวเองไว้ที่เอว เลือดยังคงซึมออกมาจากลำคอไม่หยุด
ภาพที่เห็นชวนให้ขนลุกจับใจ
ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและอาฆาต ดวงตาทั้งสองข้างกลวงลึกเป็นสีดำสนิท ไม่มีแม้แต่ตาขาว
ไม่ต้องสงสัยเลย มันคือวิญญาณร้าย
เพียงแค่สบตากับมัน ความเย็นเยียบก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
ไม่ใช่เพราะมันดูน่ากลัว แต่เพราะว่า…
มันเป็นเพียงเด็กอายุหกเจ็ดขวบที่ต้องมาตายอย่างน่าสยดสยองถึงขนาดนี้
ผมไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ก่อนตายมันต้องพบเจอกับอะไรบ้าง…
ในขณะที่ผมยังตกตะลึง เด็กผีคนนั้นก็เริ่มขยับ
มันกอดหัวตัวเองแน่น แล้วเดินตรงมาหาผมอย่างช้าๆ “คืนลูกบอลผมมา…”
[1] ยันต์แปดทิศ คือ ยันต์ที่ใช้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆแต่บางครั้งก็ใช้เป็นสื่อกลางสำหรับเชื่อมสองโลกเพื่อนำทางวิญญาณ