บทที่ 22 เตรียมการรอบทิศ
ครึ่งรอบพระจันทร์ผ่านไป เรือนหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ของลี่เฟย ถูกจัดให้มีห้องสำหรับทำโอสถ คุณหนูใหญ่ของจวนออดอ้อนกับบิดา แสดงให้เห็นว่าตัวนางนั้นควรมีห้องสำหรับฝึกฝนการทำโอสถ เพื่อให้การร่ำเรียนก้าวหน้า และยังร้องขอให้สร้างห้องเก็บสมบัติส่วนตัวให้เพิ่มเติม ไว้รองรับสิ่งมีค่าจากโรงประมูลเจี๋ยหูโดยเฉพาะ
ลูกไม้ชุดนี้ถึงกับทำให้ฮูหยินรองลี่ยอมแพ้ไม่ได้ เรียกร้องกับท่านเ้ากรมไป๋ให้ซินหยานมีห้องสำหรับทำโอสถส่วนตัวเช่นกัน ทั้งที่ตัวของซินหยานนั้นออกอาการว่าไม่ได้้าเลยสักนิด
ฮูหยินรองนอกจากจะไม่สนใจจะจัดหาสิ่งที่บุตรสาว้าอย่างแท้จริงมาให้ซินหยานแล้ว นางยังลืมมารยาทไว้ที่จวนสกุลลี่อีกด้วย เพราะลี่จีฮวาแวะเวียนมาบอกกล่าวแกมบังคับให้ไป๋ลี่เฟยแบ่งปันของที่ประมูลได้มากับซินหยานเพิ่มเติมอีก ทั้งที่คุณหนูใหญ่แบ่งสิ่งของให้เหล่าพี่น้องในจวนอย่างเหมาะสมแล้ว
คุณหนูไป๋ผู้เหลืออดจึงหอบของมากมาย อ้างว่าจะนำไปเป็กองกลางของศิษย์ในอาจารย์โฉ่ และข่มขู่ว่าหากลี่จีฮวาไม่หยุดเรียกร้องอย่างน่าละอาย นางจะนำของไปมอบให้ผู้อื่นจนหมดคลัง และของที่ให้ไปก่อนหน้านี้อาจต้องทวงคืน คำขู่เช่นนี้จึงจะทำให้ฮูหยินรองสงบลงได้บ้าง
“หินธาตุและโอสถเหล่านี้ หากศิษย์พี่อยากใช้ ก็ใช้ได้เลยนะเ้าคะ เอ…จริงสิ ข้ามีเื่อยากวานขอให้ท่านช่วย” ไป๋ลี่เฟยเอ่ยออกมา เมื่อขนของมาไว้ในมิติฝึกฝนลับของอาจารย์โฉ่เสร็จสิ้น
“ว่าอันใด”
“ออกหน้าซื้อจวนให้ข้าสักหลังได้หรือไม่เ้าคะ”
ตงหม่าจางชะงักเล็กน้อย “เ้ามีที่อยู่แล้ว จะหาซื้อเพิ่มอีกเพื่ออันใดกัน”
“สักวันก็คงต้องใช้อยู่ดีเ้าค่ะ” ลี่เฟยยิ้มเผยเขี้ยวเล็กๆ ให้ออกมาดูซุกซนไม่น้อย
“เช่นนั้นก็เอาจวนที่ยังไม่มีผู้เช่าของข้าไปแล้วกัน”
“เอ๋…หากศิษย์พี่มีบ้านในเมืองหลวง เหตุใดต้องนอนที่สำนักเล่าเ้าคะ” ไป๋ลี่เฟยสับสนเล็กน้อย เพราะการที่ศิษย์พี่ผู้นี้อาศัยในสำนัก จึงทำให้ลี่เฟยหลงคิดไปว่าสกุลวานิชของศิษย์พี่ตงไม่ได้ร่ำรวย
“หากคนอื่นมองมาย่อมมองว่าศิษย์พี่ของเ้าขี้งก แต่หากจะนำไปพูดต่อขอให้บอกว่าข้าเพียงใช้ตำลึงเป็ ฮ่าๆ” ตงหม่าจางหัวเราะออกมา ก่อนบอกว่าบิดามารดาของตนซื้อบ้านไว้ให้เป็ชื่อตงหม่าจาง แต่เพราะหม่าจางผู้นี้คลุกคลีกับการทำการค้ามาั้แ่กำเนิด เมื่อเห็นว่าทางสำนักมีที่พักสำหรับศิษย์ จึงตัดสินใจปล่อยจวนของตนแยกเป็สัดส่วนให้เช่าได้หลายครอบครัวในหลังเดียว เพื่อหากำไรเข้าตนเอง และซื้อจวนเพิ่มไว้มาทำแบบเดียวกันนี้ เมื่อมีตำลึงทองมากพอ
“ที่แท้แล้วสกุลตงก็ร่ำรวย” ลี่เฟยพยักหน้ารับรู้
“หากมิใช่สกุลขุนนาง ไม่มีผู้ใดโอ้อวดความร่ำรวยออกมาทั้งสิ้น เื่เช่นนี้น่ากลัวจะเรียกความตายมาสู่ตน ข้าบอกเพราะเห็นว่าเป็ศิษย์น้องเชียว สนใจลงเงินหรือไม่เล่า ข้าคิดค่าดำเนินการเพียงเล็กน้อย เ้าอยู่เฉยๆ รอรับตำลึงที่จวนก็เพียงพอ”
ศิษย์น้องอย่างไป๋ลี่เฟยได้ยินสิ่งที่ตงหม่าจางพูด ก็รู้สึกนับถือในการเลี้ยงดูบุตรของคนสกุลตงนัก
การเป็พ่อค้าเห็นทีจะสืบต่อผ่านทางสายเืเป็แน่
“พร้อมหรือไม่” เสียงของอาจารย์โฉ่ดังขึ้นในมิติ เรียกสติให้ศิษย์ทั้งสอง ถึงเวลาแสดงความคืบหน้าของศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสาบานคู่นี้เข้าแล้ว
ไป๋ลี่เฟยและตงหม่าจางสบตาอย่างรู้ทันกัน ของบำรุงมากมายที่ได้ดื่มกินจากโรงประมูลเจี๋ยหู อาจทำให้การทดสอบกับอาจารย์ไม่สะบักสะบอมเกินไปนัก หากวันนี้ทั้งคู่สวมธาตุมืดได้ไม่สำเร็จ “พร้อมเ้าค่ะ/ขอรับ”
ทั้งสองเลือกที่จะเริ่มจากธาตุที่ยากที่สุด นั่นคือธาตุมืด เพราะเป็ธาตุเดียวที่หม่าจางยังขาดอยู่ และสำหรับลี่อิงนั้น หากว่าผ่านธาตุมืดไปได้ย่อมสวมธาตุอื่นได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
ไป๋ลี่เฟยและตงหม่าจาง ยืนอยู่เคียงข้างกัน การฝึกฝนที่ผ่านมา การสวมธาตุของทั้งสองนั้น ยังไม่สามารถดึงเวลาได้นานนัก
“การสวมธาตุที่ดีย่อมต้องดึงพลังนั้นออกมาใช้งานได้ดั่งพลังอื่นๆ ด้วย หากดับลูกปราณธาตุแสงในมือข้าได้สำเร็จจึงจะนับว่าผ่านการทดสอบ”
“แย่แน่” ตงหม่าจางพึมพำออกมา เพราะการสวมธาตุที่เขาและลี่เฟยฝึกนั้น เป็การออกพลังทั่วไป มิใช่การออกพลังเพื่อดับพลังธาตุคู่ตรงข้าม
เมื่อลูกปราณแสงปรากฎขึ้น ตงหม่าจางและไป๋ลี่เฟยยกมือขึ้นตวัดวาดแขนจากฝั่งทิศทางเงาร่างกายของตนเอง ออกปราณจากฝ่าเท้าเพื่อกดทับห่อหุ้มปราณแสงในมือของอาจารย์โฉ่ไว้
การเดินปราณกดทับเจาะจงไปยังธาตุแสงที่อาจารย์โฉ่สร้างขึ้น เป็ไปด้วยความยากลำบากสำหรับหม่าจางมาก เพราะศิษย์ตงมีพลังธาตุโดดเด่นเป็ธาตุไฟ ธาตุลม และธาตุแสง ทำให้มีลักษณะการควบคุมพลังแบบกระจายออก ต่างจากไป๋ลี่เฟยที่สองจากสามธาตุในกายเป็การดันเข้า จึงเคยชินกับการสร้างแรงบีบอัด ซึ่งเทียบเคียงเป็พลังกดทับได้มากกว่า
แต่แม้จะถนัดกว่าก็ยังไม่มีผู้ใดทำสำเร็จภายในการทดสอบคราแรก ดับลูกปราณแสงได้เพียงชั่วครู่ปราณมืดก็คลายออก จึงถูกอาจารย์ไล่ให้ไปนั่งเดินปราณในบริเวณที่เป็ธาตุมืดบริสุทธิ์ เพื่อทำความเข้าใจแรงกดทับของธาตุมืดให้ถ่องแท้
ด้วยเหตุที่ยังไม่อาจคุมพลังได้สม่ำเสมอ ความสะบักสะบอมที่คิดเอาไว้ว่าหาทางป้องกันแล้ว จึงยังเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ กว่าอาจารย์โฉ่จะมาเรียกให้ออกจากม่านธาตุมืด ทั้งสองก็ถูกปราณบีบอัดจนเืกำเดาไหลกันไปคนละสองสามครา
.
.
.
ไป๋ลี่เฟยใช้เวลาพักจากการทดสอบครั้งแรกกับอาจารย์โฉ่เพียงคืนเดียวก็ลุกขึ้นคิดแผนต่อไปั้แ่เช้าตรู่
สิ่งที่นางคิดนำมาใช้เป็อย่างแรกและอย่างที่สองถูกเตรียมสำเร็จไว้นานแล้ว เดิมทีเคยคิดว่าจะต้องใช้เวลามากกว่านี้ในการพลิกแพลงส่วนผสม เพราะนางเคยเห็นวิธีการปรุงยาอันไม่เป็ที่นิยมนี้จากตำราในตลาดมืดเพียงแค่สองสามครั้งเท่านั้น แต่เพราะโชคชะตาที่เป็ใจ ตำราเล่มหนึ่งในกล่องประมูลมีสัดส่วนและวิธีการผสมยาพิษชนิดนี้เอาไว้พร้อมสรรพ จึงทำให้คุณหนูไป๋ไร้ความจำเป็ในการลองผิดถูก
ไป๋ลี่เฟยตระเตรียมไว้มอบให้องค์ชายสามและไป๋ซินหยาน นางเคี่ยวยาบนเตาหลอมถึงสองวันเต็ม เพราะ้าขจัดรส กลิ่น และสีออกไปจากตัวยาให้ได้มากที่สุด ลี่เฟยไม่้าให้ทั้งสองรู้ตัวว่าได้ถูกวางยารวดเร็วเกินไปนัก แต่อย่างไรก็ตาม ผงพิษนี้ก็ไร้อันตรายกับร่างกายโดยตรง หากมิได้เจาะจงหาก็ไม่มีทางล่วงรู้
ลำดับต่อมา ไป๋ลี่เฟยได้ยึดบิดาที่แท้จริงของพ่อครัวหูจ้วงเผยให้มาอยู่กับตนเองสำเร็จแล้ว ในชาติก่อนคุณหนูไป๋เป็ผู้สืบจนรู้ว่าพ่อครัวในวังเมฆาแสงจันทร์ คือหนอนบ่อนไส้ผู้ภักดีของฮองเฮา
มารดาของแผ่นดินเป็ผู้ตามหาบิดาของหูจ้วงเผยจนพบ พระนางกักขังชายแก่ผู้อ่อนแอไว้ เพื่อบีบบังคับให้พ่อครัวหูทำตามคำสั่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนกระทั่งลี่เฟยคนเดิมล่วงรู้เข้า และเป็ผู้ไปช่วยบิดาของหูจ้วงเผยไว้ แต่ครานี้ คุณหนูใหญ่แห่งสกุลไป๋จะไม่ใช่ผู้เข้าช่วยเหลือให้ความยุติธรรม แต่นางจะเป็ผู้ก่อการคนที่สอง
จวนของศิษย์พี่ และจวนที่นางเช่าไว้ภายใต้ชื่อของตนเองล้วนพร้อมสรรพที่จะใช้เป็เครื่องมือตบตาหูจ้วงเผย ที่อาจคิดตามมาชิงตัวบิดาคืน เมื่อไปยังสถานที่เ่าั้หูจ้วงเผยจะพบแต่ความว่างเปล่า เพราะชายแก่สกุลหูอยู่อาศัยในเรือนเล็กผุพังท้ายจวนไป๋อย่างสงบเสงี่ยมหลายวันแล้ว
ย้อนไปหกคืนก่อนหน้านี้…
คืนเดือนมืดมิดนับว่าเป็จังหวะเวลาที่เหมาะเจาะกับการ่ชิงตัวประกันยิ่งนัก ไป๋ลี่เฟยแต่งกายในอาภรณ์สีดำสนิทกลืนหายไปกับท้องนภาในยามค่ำคืน
ส่วนที่ยากที่สุดของภารกิจนี้คือการลอบออกจากจวนสกุลไป๋ โดยไม่ให้ผู้ใดจับได้ ส่วนการ่ชิงตัวประกันมิได้ยากเย็นอันใด เพราะมีเพียงการป้องกันหละหลวมไร้ความหมาย เป็เพราะโชคที่ทำให้หูจ้วงเผยยังไม่ออกตามหาบิดา ด้วยมั่นใจว่าการขังคนของฮองเฮาต้องรัดกุม
ผู้เฝ้ายามไม่คิดว่าเหยื่อระดับล่างอย่างชายแก่ใกล้ตายจะทำการอันใดได้ จึงไม่ระแวดระวัง และฮองเฮายังถือว่าคนสกุลหูทั้งสองเป็เบี้ยไร้ค่า ไม่จำเป็ต้องพึ่งพาทหารรับจ้างมากฝีมือในการดูแล
เช่นนั้นแล้วเมื่อลี่เฟยสั่งให้จูจูจ้างนางคณิกาไปล่อลวงดึงความสนใจ จึงง่ายดายดั่งปอกกล้วย จนนางไม่ต้องลงไม้ลงมือแสดงพลังปราณแม้แต่น้อย
หลังจากชายเฝ้ายามไปกับนางคณิกาจนหมดแล้ว ไป๋ลี่เฟยเริ่มจุดไฟเผาเรือนให้หูจ้วงผิงเห็นควันไฟ และสูดดมจนสิ้นสติเสียก่อน จากนั้นจึงไปพาตัวออกมา เพื่อลวงให้ทหารเฝ้ายามคิดว่าตนเองทำตัวประกันสิ้นลมหายใจไปในกองเพลิง และทำให้ชายแก่คิดว่านางมาช่วยเพียงเพราะเห็นว่ามีไฟไหม้
เมื่อฟื้นขึ้นมาบิดาของพ่อครัวหูซาบซึ้งใจทั้งการช่วยเหลือและให้ยารักษา จ้วงผิงยกคุณหนูไป๋เป็ผู้มีพระคุณเหนือหัว ยอมอยู่อย่างแอบซ่อนในเรือนทิ้งร้างท้ายจวน เพียงเพราะลี่เฟยกล่าวว่าหาไม่แล้ว คนร้ายกลุ่มเดิมจะตามหาพบ
ทุกอย่างพร้อมสรรพให้ลี่เฟยลงมือ ติดอยู่เพียงอย่างเดียว นั่นคือเทียบเชิญที่ต้องส่งมาจากวังขององค์ชายสาม ความไม่เท่าเทียมระหว่างชนชั้นเป็เช่นนี้ ผู้เป็องค์ชายจะไปจวนใดเพียงแค่ส่งเทียบมาแจ้ง แต่คนนอกราชวงศ์จำต้องรอคำเชื้อเชิญเท่านั้น
อย่างไรแล้วไป๋ลี่เฟยก็ต้องหน้าหนาหาทางเข้าวังให้จงได้ เพราะหากนางมิได้พบหูจ้วงเผย เพื่อบอกว่าตัวนางเป็ผู้ช่วยจ้วงผิงเอาไว้ ใครเล่าจะเป็มือเป็เท้าในวังเมฆาแสงจันทร์ให้แก่คุณหนูไป๋ และหากหูจ้วงเผยเข้าใจว่าบิดาสิ้นลมแล้ว อาจแข็งขืนจนถูกกำจัดออกไปก่อนที่ลี่เฟยจะได้ใช้งาน
“จูจู!” เสียงะโดังออกมาจากลำคอของคุณหนูใหญ่จวนไป๋ “นำกระดาษมาให้ข้า”