เล็กน้ำ No.1

    ตอนที่ 82 รูป

    ครั้นเมื่อ ' ท่านผู้นั้น ' วาดเเผนการเเล้วเสร็จ รำบำถึงกับตัวสั่น กินไม่ได้นอนไม่หลับ ตาชั่งเบาโหวงเพราะน้ำหนักวูบหายไปถึงหนึ่งในสาม จนกระทั่งเจ้าสาปล้างจิต ( วิญญาณพยาบาทชนิดหนึ่ง มีอิทธิฤทธิ์เเฝงร่าง กระทั่งเข้าควบคุมจิตใจ ) กล้าหยิบเอาเรื่องเปราะบางเช่นนี้ขึ้นค่อนขอด เหมือนไม่รับรู้ที่ใดต่ำที่ใดสูง

    หากไม่ติดว่าเเผนการในครานี้กระชั้นเกินไป จนยากจะหาตัวเเทนใหม่ได้ เเละไม่เปิด ' ประตูเป็น ' อ้ารับความผิดพลาดเเล้วละก็... คำว่าอยู่ไม่สู้ตายสำหรับเจ้าดวงวิญญาณเเพศยาโฉดชั่ว น่าจะน้อยนิดเกินไป รำบำโกรธเกลียดจนใจสั่น

    " เเค่เบี้ยหมากตัวหนึ่ง อย่าริอาจคะนองตัวผิด " หนุ่มหน้าเข้มพรูลมหายใจยาว ข่มกลั้นไอสังหารพลุ่งพล่าน ทว่าทีท่าขึงขังออกลูกโกรธจัด ช่างย้อนเเย้งกับสองเท้าย่ำถอย กำหนดระยะห่างอย่างต่อเนื่อง " กลับกันได้เเล้ว "

    วิลาศดุจดาหวัน ภายในนั้นคือ ' ยาจาย ' ทำทะเล้นไม่รู้ร้อน ร่างระหงดีดเด้งก็โดดเข้าคล้องเเขน พาให้สองถันหนั่นเนื้อกระเเทกกระทั้นหนักหน่วง รำบำตกใจจนสะดุ้ง ซวนเซเล็กน้อย ข้างหูเเว่วเสียงกระเส่ายืดยาน " เจ้าค่ะ ร๊ากกนว้าาา... "

    คู่สร้างคู่สมกลมเกลียวเหนียวเเน่น คนหนึ่งคลั่งรักเปี่ยมมารยาเยี่ยงนางรองริษยาในจอเเก้ว ส่วนอีกคนตัวเอกธงเเดงทระนง ยืนทึ่มทื่อกัดกรามกรอดๆ เอ็นเขียวบนใบหน้าเเผ่หลา ยามเยื้องย่างเงอะงะคล้ายหุ่นเหล็กไม่ได้หยอดน้ำมันข้อต่อ

    ภายใต้เเสงไฟวูบไหว ลานกว้างกลางหมู่บ้านคึกคักครื้นเครง อาหารเลิศรสถูกวางเรียงรายเต็มโต็ะยาว เหล้าป่าหมักผลไม้อวลกลิ่นหอมฉุนขับวนไปเเล้วหลายรอบ มอมเมาหลายคนจนใบหน้าขึ้นสีระเรื่อน่าชม บุญเเผนเเละบุตรชายถูกมอบหมายให้ต้อนรับเหล่าอาคันตุกะจากภูผาตระหง่าน นานาอาหารจึงพิถีพิถันดีที่สุด

    ไม่เพียงเท่านั้น กวางสมันตัวใหญ่ถูกคว้านเอาเครื่องในออก นำมาเสียบไม้เเกนกลาง ย่างไฟอ่อนๆ ตั้งเเต่ก่อนพลบค่ำ เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสละมุนชุ่มฉ่ำ เข้าถึงรสชาติเข้มข้นยอดเยี่ยม กลิ่นเครื่องเทศที่หมักบ่มกำลังอวลตลบถล่มทลาย หมู่บ้านห่างใกลตามชายขอบเเนวป่าลึกล้วนเป็นเช่นนี้เหมือนกันหมด เงินตราหาได้สูงค่ากว่าไมตรีจิตของหมู่มิตรที่ไม่เคยเหือดหาย

    " เนื้อรมควันนี้ถูกปากนัก " ทองพันคลี่ยิ้มอ่อน นัยน์ตาเยิ้มปรือด้วยฤทธิ์สุรา มันสะบัดหน้าเบาๆ จากนั้นเอ่ยปากจริงจัง อีกขณะหนึ่งก็รินน้ำสีอำพันใส่จอกดินเผาจนเต็มปรี่ สะท้อนเเสงจันทร์เเวววับ พลางยื่นให้อีกฝ่าย " ลุงแผนช่วยเล่าเหตุการณ์ตอนนั้นให้พวกข้าฟังที ก่อนหน้านี้พี่รัมบอกไว้ หากอยากรู้ลึกต้องถามไถ่เอาจากท่าน "

    กระเเอมเบาๆ ดอกหนึ่ง เอ่ยถึงเรื่องนี้ทีไร ใบหน้ากร้านเเดดกร้านลมของบุญเเผนจมดิ่งในบัดดล " เรื่องราวประหลาดพิสดาร... เริ่มจากเเรมเเปดค่ำที่ผ่านมา คืนนั้นจันทราเผยเพียงครึ่งใบราวกับดวงตามากเล่ห์ของพยัคฆ์หมอบ เเต่สีสันของมันกลับเเดงก่ำเหมือนเลือดสดๆ คล้ายต้องการเเผดเผาเเผ่นพิภพให้มอดไหม้ สายน้ำตกรินไหลที่เจ้าเห็นลัดเลาะตามรายทางของวารีผกผัน ยามต้องเเสงจันทร์เเดง จะระเหยเป็นไอหมอกเลือดลอยฟุ้งโชยกลิ่นคาวครอบคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน "

    " หมอกเลือดรึ... " หนึ่งในพวกพ้องของทองพันดั่งตื่นตะลึง เผลอเอ่ยทวนคำนั้นออกมาเบาหวิว

    " มันเหมือนกับเชื้อร้าย ใครเเตะต้องหรือสัมผัสถูกตรงจุดไหน จุดนั้นจะเกิดแผลพุพองเเสบร้อน ชั่วครึ่งก้านธูปจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำหนองเหม็นเน่า ไม่มีสมุนไพรใดบรรเทาได้ ต้องเฉือนเนื้อร้ายส่วนนั้นทิ้งสถานเดียว "

    ดวงตาเฉียบคมของทองพันวาววับ สาดประกายใคร่รู้รุนเเรง " แล้วพวกท่านทำอย่างไรถึงกำจัดมันได้ "

    ข้อสงสัยของทองพันไร้ประโยชน์ให้ปิดบัง บุญเเผนยิ้ม " เชิญท่านผู้เฒ่าออกโรงสำเเดงอิทธิฤทธิ์ กักพวกมันเอาไว้ในกะลาวิญญาณร้อยเนตร ทว่าสิ่งสยดสยองที่สุดคือหลังจากนั้นต่างหาก "

    " อา... อะไรกันท่านลุง "

    " กลุ่มอสูรร้ายสี่กรผิวกายเเดงก่ำ ขนาดเทียบได้กับเนินเขาลูกย่อมๆ พวกมันกำเนิดจากสายฟ้า ข้ากับเฒ่าสรวงลงมือพร้อมกันยังต้องเปลืองเวลาอยู่พักใหญ่ " บุญแผนกระดกเหล้าเข้าไปอีกจอกเเล้วยกเหยือกเติมเอง จากนั้นกระดกลงคอต่อเนื่อง ชั่ววูบผ่านไป ไอเเผดร้อนตีขึ้นจนมันต้องเป่าปาก หัวคิ้วเลิกสูง " เเล้วทางด้านนั้น มีเหตุประหลาดหรือข่าวคราวใดบ้าง "

    " ทุกอย่างปกติดีท่านลุง จนพี่รัมมาถึง พอท่านพ่อทราบข่าว หาได้นิ่งนอนใจ รีบให้ข้าติดตามมาสนับสนุนโดยเร็ว " ถ้อยวาจาเว้นช่วงไปขณะหนึ่ง ทองพันเเหงนหน้าพินิจมองจันทร์จรัสเเจ่มฟ้าที่โดนโอบล้อมด้วยหมู่ดาวพร่างพราวมากมายจนไร้หนทางไป " นับจากเวลานี้ไปอีกสองราตรี เเรมสามค่ำจะวนมาถึง ไม่ทราบว่าท่านผู้เฒ่าผีไร้หน้าวาดกลยุทธ์ลุ่มลึกใดไว้ "

    ตูม...

    ปฏิกิริยานี้เเทนความนัยของตาเฒ่า ระลอกพลังเเห่ง ' สถูปเเปลงวิญญาณ ' ขั้นสูง กระจายเเรงกดดันให้ทุกคนเงียบเสียง เสี้ยวใจนั้น นัยน์ตาเจนจัดเเผ่พุ่งประกายยะเยือก ตรึงทองพันไว้เเน่นิ่ง น้ำเสียงชืดชาเอ่ยออกมาช้าๆ " เจ้าพูดเหมือนรู้ว่าจะเกิดสิ่งใดต่อไป "

    " ข้า... ข้าเเค่... "

    ทองพันชะงักงัน ใบหน้าหล่อเหลาเเข็งค้าง หลุบตามองหาสหายรู้ใจที่ติดตามมาด้วยสีหน้าเครียดเคร่ง ท้ายที่สุดหนึ่งในนั้นตรัสรู้เห็นเเจ้งโดยพลัน กล่าวขึ้นในทันใด " ลุงเเผนพวกเรา... "

    " ฮ่าฮ่าฮ่า! ดูหน้าเจ้าสิ " ฝ่ามือหยาบหนาเคาะบนไหล่ของอีกฝ่ายดังตึง ส่งร่างชายหนุ่มให้โอนเอนไปเล็กน้อย " ช่างเหมือนพ่อเจ้ายิ่งนัก เเม้จะอยู่ในโมงยามสุนทรีย์ก็มุ่งมั่นเสียจนลืมผ่อนคลาย ผิดกับเจ้านั่น วันๆ ได้เเต่เข้าป่าล่าเนื้อ ขุดหาเเต่หินเเร่กับสมุนไพร ก็ให้มันขึ้นขี่พวกนั้นเถอะ เมียไม้อย่าได้เอาเเล้ว "

    " โธ่พ่อ... " บุญรัมกลอกตาอยู่ด้านข้าง

    คล้อยหลังมองตำหนิบุตรชายด้วยเเววตาเหี้ยมเกรียมเเวบหนึ่ง บุญแผนเน้นย้ำหนักเเน่น" เบาใจเถอะ ไม่เกินยามบ่ายของวันพรุ่ง ข่ายเวทย์จะถูกจัดเตรียมเสร็จสิ้น เมื่อเวลานั้นมาถึง ถ้าไม่ออกไปเตร็ดเตร่นอกเขตหมู่บ้าน พวกเจ้าล้วนปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน "

    " หากท่านลุงต้องการเรียกใช้ พวกเรา ' วิหคดำ ' ยินดีทุ่มเทสุดความสามารถ " เหล่าชายฉกรรจ์จากภูผาตระหง่านพยักหน้ารับคำ หนึ่งในนั้นเร่งเติมสุราเต็มจอกส่งมอบเเก่ทุกคน จอกของบุญเเผน ถูกส่งตรงถึงมือทองพัน อีกฝ่ายรับมาเเล้วประเคนให้ด้วยความนบนอบเป็นการเป็นงาน

    .....

    พื้นที่รอบนอกของหมู่บ้านวารีผกผัน ด้านหนึ่งโอบล้อมด้วยผาน้ำตกสูงชันเรียงรายหลายสิบชั้นตระการตา ประหนึ่งปราการเเกร่งตามธรรมชาติบรรจงสร้าง อีกด้านเป็นป่าโปร่งสลับกับไร่สวนของชาวบ้าน ดึกสงัด ร่างคนผู้หนึ่งติดหนึบบนใบหญ้าเเละเอนลู่ตามเเรงลมโบยโบก เเต่ละก้าวย่างต่อไปของมันแผ่วเบา เมื่อสัมผัสยอดหญ้าเเต่ละครั้งจะทิ้งระยะห่างไปสิบวา ผลุบๆ โพล่ๆ รางเลือนเสมือนเงาภูตตระเวนย่ำยามราตรี

    ตุบ...

    คืนนี้บุญสรวงยากจะข่มตาได้ ใจความในวาจาของบุญกลอนบุตรชายเมื่อยามเย็น คล้ายดั่งก้อนศิลาวางทับบนฟูกนุ่มอีกชั้นหนึ่ง พาให้เตียงตั่งของมันเเข็งกระด้างเเละเย็นเยียบ เฒ่าชราสืบเท้าก้าวหนึ่ง ส่งร่างทะยานสูงไปบนคาคบไม้ใหญ่อาบรับลมเย็น

    มุมโปรดนี้เปิดกว้าง อีกทั้งยังเเลเห็นได้ยาวใกล ทว่านัยน์ตาเครียดขรึมเอาเเต่จดจ้องความเวิ้งว้างเบื้องหน้า ราวกับอยากปลดปล่อยเเนวคิดให้ล่องลอยไร้กรอบ ทันใดนั้น เนินดินเบื้องล่างไม่ไกล จุดเเสงเท่าผลลำไยโบยบินเอื่อยเฉื่อยกลางดงไม้รกครึ้ม ประเดี๋ยวลอยสูงประเดี๋ยวลงต่ำ ดูเหมือนเรี่ยวเเรงใกล้เเห้งเหือดเต็มที

    " ดวงจิตจักจั่น! "

    คิ้วยาวเเซมขนขาวขมวดเป็นปมขณะเอ่ยเอื้อนพึมพำ บุญสรวงบนเเขนงไม้ใหญ่ค่อยๆ เลือนหาย พาร่างมาหยุดหน้าดวงเเสงสว่างสะกดสายตาในทันใด ฝ่ามือพอสะบัดออก ก็คว้าดวงเเสงไว้ด้วยสีหน้ายินดีเเละคาดหวัง

    ' จิตจักจั่น ' เวทย์คลุมดวงใจเก่าเเก่ มีอิทธิฤทธิ์สูงล้ำใช้สำหรับอารักษ์ดวงวิญญาณของผู้กล้าที่ยอมสละชีพเพื่อภารกิจเสี่ยงตาย เเต่หากเอาไปเทียบเปรียบ ' ตะเกียงเเก้วผนึกชะตา ' ของตระกูลกงอันเกรียงไกร เวทย์สายจิตวิญญาณนี้ยังห่างชั้นหลายขุม

    " พี่สรวง... " บนผิวพรรณของดวงเเก้ว ปรากฏใบหน้าคนคุ้นเคย มันเพ้อพร่ำด้วยน้ำเสียงเเหบเเห้งเเละแฝงความทุกข์ตรมขื่นขม " ไม่เหลือเเล้ว ' พฤกษาขจี ' ไม่เหลือเเล้ว! "

    " เจ้าทิ้ง! " อารามตื่นตะลึงเข้าปืนป่าย บุญสรวงเร่งส่งกระเเสจิตปิดล้อมรอบกาย แมกไม้ใบหญ้าบริเวณนั้น ต่างถูกตรวจสอบถี่ถ้วน เมื่อไม่ปรากฏสิ่งผิดสังเกต ก้อนพลังงานสีฟ้าครามอ่อนหยุ่นผุดพรายบนอุ้งมือ สาดรัศมีชุ่มชื่นเย็นฉ่ำเข้าห่อหุ้มดวงเเสงริบรี่ให้คงประกายเข้มเเข็งเเห่งจิตวิญญาณ " อดทนไว้นะ ข้าจะพาไปพบพ่อเฒ่า! "

    " สรวงเอ๋ย... ' รูป ' เตรียมพิธีไว้เเล้ว นำเจ้าทิ้งมาเถิด "
    ขณะจะห้อตะบึงบึ่งทะยาน ตบะสมาธิของบุญสรวงก้องกังวานด้วยกระเเสเสียงเปี่ยมมุทิตาจิต พาให้ความคิดจะตรงกลับหมู่บ้าน จำต้องหันเหเข้าสู่เส้นทางสายเปลี่ยว อันเป็นพื้นที่เร้นลับเเละหวงห้ามของวารีผกผัน

    คล้ายกับเรื่องเล็กน้ำ No.1 ที่คุณอ่าน