สภาพบ้านเมืองที่ซอมซ่ออยู่แล้วแต่ก็ยังโดนโจมตีจากทหารเผ่ามนุษย์อีกทำให้หลายครอบครัวสูญเสียที่อยู่อาศัยจำเป็นต้องทำกระท่อมลวก ๆ ไว้อยู่แทน ขณะที่ทุกคนกำลังเก็บกวาดก็มีซึฮากิเดินลาดตระเวนไปทั่วอาณาเขตเผ่าออร์คทำอย่างกับเป็นบ้านตัวเอง
"พื้นที่มากกว่าป่าของเอลโฟเรียตั้งเท่าหนึ่งแต่เพราะน้ำที่ท่วมขังหลายจุดทำให้ถูกบีบพื้นที่อยู่อาศัยลงมาเรื่อย ๆ "
"จีจี..." เสียงร้องเล็กแหลมของปุยกำลังร้องเรียกและกระโดดไปทางหมู่บ้านที่โดนน้ำท่วม
"กรร !" แฟรงค์บินโฉบลงมาแหย่ปุยเล่น ๆ แต่มันกลับยิงกระสุนเพลิงสวนกลับทำเอาขนเจ้าแฟรงค์ไหม้ไปเลย
"เฮ้อ เจ้าพวกนี้จะตีกันตลอดเลยหรือยังไง?"
หลังจากที่เดินสำรวจมานานจนแน่ใจแล้วว่าสำรวจจนครบเขาก็ได้หยุดอยู่บริเวณที่น้ำท่วมมากที่สุดเป็นที่แห่งเดียวที่ท่วมจนมิดบ้านมองไปไม่ต่างอะไรกับแม่น้ำ
"ต้นทางของสายน้ำมาจากทางตอนเหนือและบวกกับพื้นที่ของอาณาจักรออร์คเป็นแอ่งแต่แรกอยู่แล้ว มีแค่หมู่บ้านที่ไม่ได้ตั้งอยู่จุดต่ำถึงจะรอดมาได้ แต่ถ้าเมื่อก่อนอยู่กันได้แสดงว่าต้องมีเหตุอะไรเป็นพิเศษแน่ ๆ"
"จีจี..." ขณะที่ซึฮากิกำลังนั่งคิดทบทวนทุกสิ่งที่ได้รับรู้มาเจ้าปุยก็เอาหัวมาดุน ๆ ขาอย่างกับจะให้เล่นด้วย
"ยังไม่ว่างน่า ไปเล่นกับแฟรงค์ก่อนก็แล้วกัน" พูดไม่ทันขาดคำพวกมันสองตัวก็พากันหนีหายหน้าหายตาไปทันทีราวกับพ่อให้ลูก ๆ ไปร้านเกม
"ออร์คก็มีส่วนที่ติดทะเลแต่เพราะลักษณะเป็นแอ่งทำให้น้ำไม่ไหลไปตามทางที่มันควรจะเป็น ก่อนอื่นก็ต้องวางเส้นทางของน้ำทั้งหมดและจุดที่ท่วมลึก ๆ อยู่ไหนบ้างเพื่อทำการขุดลอก"
"มาตั้งไกลเลยนะคะซึฮากิ" มาลีน่ากล่าวทักหลังจากที่เดินตามหลังมานาน
"เธอมาด้วยเหรอ? ไม่เห็นต้องมาให้มันเสียเวลาเลย"
เหอะ คนเขาก็อุตส่าห์เป็นห่วงกลัวจะมีคนซุ่มโจมตีก็เลยมาดูให้แน่ใจ แล้วดูพูดเข้าสิ
"เผื่อซึฮากิจะถามเรื่องนู่นนี่นั้นเกี่ยวกับปัญหาของเราก็เลยตามประกบจะดีกว่า"
"ถ้าอย่างงั้นคำถามแรกก็คือ เมื่อก่อนมันไม่เป็นอย่างนี้ใช่ไหมครับ"
"ถูกต้อง แต่เมื่อประมาณสองสามปีก่อนจู่ ๆ น้ำจากแม่น้ำก็เอ้อล้นแล้วก็ทะลักเข้ามาในหมู่บ้าน แม้ช่วงแรกจะพยายามช่วยกันวิดน้ำออกแต่มันก็ทะลักเข้ามาอีกเรื่อย ๆ จนขังเป็นแอ่งเป็นบ่อ"
ซึฮากินิ่งไปครู่หนึ่งหลังจากได้ฟังเรื่องราวจากมาลีน่า
"ต้นเหตุมาจากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นแถมยังเพิ่มขึ้นแบบรวดเร็วซะด้วย"
"แล้วมีวิธีแก้ไหมทำให้น้ำมันลดลงหรือจะปิดเส้นทางน้ำเลย" ท่าทางเหนื่อยใจของเธอแสดงออกมาทางสีหน้าชัดเจนมันเต็มไปด้วยความหม่นหมองเหมือนคิดเรื่องพวกนี้มาตลอด
"ปิดเส้นทางน้ำไม่ได้หรอกจะยิ่งทำให้น้ำทะลักไหลไปทั่วมากขึ้นอาจจะรุนแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ"
"แล้วเราต้องทำยังไงดีล่ะ?"
ซึฮากิใช้นิ้วมือวาดรูปแผนที่ของอาณาจักรออร์คที่มีการทำสัญลักษณ์ของพื้นที่สำคัญไว้ด้วย
"เส้นทางน้ำหลักจะผ่านตรงหมู่บ้านนี้และลากยาวไปอีกสามหมู่บ้านก่อนจะลงทะเล ซึ่งต้นน้ำจะมาจากอาณาจักรมนุษย์ของวาเลี่ยม หากให้ผมเดาที่นั่นอาจจะทำเขื่อนไม่ก็เบี่ยงเส้นทางน้ำจึงทำให้สายน้ำสายอื่นมารวมกันที่เรา"
"วาเลี่ยมเหรอ? ถ้าแบบนั้นเราก็ต้องไปคุยกับเขาสักหน่อยแล้ว" เธอเดินออกไปกระวนกระวายกำลังจะระเบิดอารมณ์ที่เก็บกดออกมาแต่ซึฮากิก็ดึงตัวเธอไว้ได้เสียก่อน
"ไม่ เราจะไม่ทำแบบนั้น ต่อให้คุยยังไงเราก็ไปสั่งให้เขาทำอะไรไม่ได้หรอก"
มาลีน่านิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยอมผ่อนคลายอารมณ์โกรธ
"ก่อนอื่นเราต้องการแรงงานเพื่อบูรณะสถานที่แต่ยังมีปัญหาเรื่องเครื่องมืออยู่ เพราะฉะนั้นเธอต้องรออีกสักหน่อยระหว่างที่ผมไปหาเครื่องมือ"
"เครื่องมือเหรอ?"
หลังจากที่วิเคราะห์ปัญหาและกำหนดวิธีการเรียบร้อยเขาก็ออกมาจากอาณาจักรออร์ค
17 มกราคม พ.ศ.2576
พวกออร์คคงจะทนอยู่ได้ไม่กี่เดือน ระหว่างนั้นเราต้องรีบสร้างเครื่องมือพวกนั้นให้เสร็จถึงจะต้องหวังพึ่งพวกเขาก็เถอะ
"อ้าว ๆ ซึฮากิ ไม่ได้เจอหน้าตั้งหลายวันแล้วลมอะไรหอบมาที่นี่ล่ะ?"
คำทักทายอย่างเป็นมิตรและเป็นกันเองของผู้นำคนแคระให้อารมณ์เหมือนกับได้เจอลุง ๆ ในวัยเด็กเลย
"ผมมาเรื่องของเจ้านั่นน่ะครับ"
"เจ้านั่นเหรอ โฮะ ๆ ๆ เข้ามาเลยมาดูผลงานที่พวกเราได้สร้างไว้กันดีกว่า" รอยยิ้มอันเบิกบานของชายวัยกลางคนหนวดเคราเฟิ้มกำลังพาซึฮากิไปยังโรงงานขนาดใหญ่
"พวกเราได้สร้างเจ้านั่นเสร็จเรียบร้อย ถึงจะยังไม่ค่อยเข้าใจวิธีเอาไปใช้งานแต่แค่เห็นก็รู้สึกสนุกแล้ว"
เครื่องจักรเหล็กขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านตรงหน้าของซึฮากิและมันกำลังหมุนวนขยับเหมือนกับล้อรถยนต์
"ยอดเยี่ยม ทำออกมาได้เนี๊ยบจนน่าตกใจเลยนะครับ" ซึฮากิเดินไปรอบ ๆ มองดูกลไกและรูปลักษณ์ที่เหมือนกับแบบแปลนที่เขาให้ไปไม่มีผิด
"โฮะ ๆ ๆ ของมันแน่อยู่แล้ว พวกเราเป็นช่างฝีมือที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอาณาจักรอาฟเลยนะจะบอกให้" คำชมสั้น ๆ จากซึฮากิทำเอาชายวัยกลางคนยิ้มไม่หุบยืนกอดอกอวดสรรพคุณตัวเองไม่หยุด
"ว่าแต่นะนาย เจ้าเครื่องนี้มันเรียกว่าอะไรเหรอ?" หนึ่งในช่างฝีมือเอ่ยถาม
"มันคือเครื่องจักรไอน้ำน่ะ"
"ว้าว ! เครื่องจักรไอน้ำ" เสียงประสานลั่นขึ้นพร้อมกันจากนายช่างทั้งหลายในโรงงาน
"แล้วมันคืออะไรครับ?" เมื่อซึฮากิเกาะแกะทำอะไรสักอย่างกับมันดึงดูดความสนใจของนายช่างจนมารุมจ้องไม่พัก
"ทำให้ดูคงจะทำให้เข้าใจมากกว่า ถ้าไม่ว่าอะไรผมขอยืมเครื่องมือนะครับ" เท่าที่ดูพวกเขาไม่มีพิษภัยถึงจะมีเรื่องลับลมคมในแต่ก็ไม่น่ามีปัญหา
"ตามสบายเลย ว่าแต่นายจะทำอะไรเหรอ?"
พูดไม่ทันขาดคำซึฮากิก็ถอดเสื้อออกและหยิบถุงมือป้องกันความร้อนใส่ท่าทางคล่องแคล่วจนน่าตกใจ
"ใช่ได้เหมือนกันนะเนี่ยเจ้าหนุ่มนี่ ไหนลูกพี่บอกว่าเขาเป็นนักรบไง?" เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นทันทีเมื่อซึฮากิเริ่มทำแบบดินเหนียวรูปทรงแปลกตา
"หลังคาบ้านหรือนั่น" ชายหนุ่มเครางามเดินสอดส่องรอบทิศทางจนซึฮากิรำคาญต้องให้จ้องเขม็งเพื่อไล่พวกเขาออกไป
"โฮะ ๆ พวกนายก็อย่าไปกวนคนทำงานสิ ตัวเองก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าทุกขั้นตอนต้องใส่ใจและประณีตแค่ไหน"
สายตาของนายช่างในโรงงานล้วนจับจ้องไปยังชายหนุ่มแม้จะดูอ่อนวัยแต่ฝีมือและบรรยากาศกลับหนักอึ้งราวกับผู้เชี่ยวชาญมานั่งอยู่ตรงหน้า
ส่วนข้อต่อ ใบพัด ท่ออากาศ พวกเครื่องไม้เครื่องมือที่นี่ดีกว่าเอลโฟเรียอย่างเห็นได้ชัด อยากจะทำหม้อแปลงไฟฟ้าอยู่เหมือนกันแต่ต้องกักข้อมูลไว้เพื่อต่อรองวันหลัง
"ผมเสร็จแล้ว ช่วยขนมันไปที่บ่อน้ำหรือทะเลสาบอะไรพวกนั้นได้ไหมครับ?"
เขาใช้เวลากว่าหกชั่วโมงในการสร้างแบบดินเหนียวไปจนเข้ารูปหลอมเหล็ก ตัดแต่งและประกอบส่วนต่าง ๆ พร้อมใช้งานทำเอานายช่างมากฝีมือยืนอึ้งอยู่พักหนึ่ง
"เจ้าหนุ่มนั่นสะสุดยอดไปเลย ถ้าเป็นฉันก็คงจะนอนพักสักสองชั่วโมงแล้ว"
"ไม่ใช่แค่นั้นหรอกดูดี ๆ สิ เขาไม่เพียงแค่หลอมเหล็กขึ้นมาเปล่า ๆ แถมยังใช้วัสดุได้พอดิบพอดีไม่มีพลาดเลยสักครั้ง"
พวกเขาเหล่าคนแคระอายุรุ่นราวคราวพ่อกำลังยิ้มแป้นถกเถียงเรื่องของที่ซึฮากิสร้างไว้ไม่หยุด ความตื่นเต้นในเลือดนายช่างกำลังปะทุขึ้นจนอยากจะลงมือทำอะไรสักอย่าง
ปล่อยพวกเขาแล้วเราไปพักดีกว่า ไม่ได้ทำอะไรแบบนี้มานานจนสลิมขึ้นหมดแล้ว
"ไปเอารถเข็นมาเร็ว! เราจะเอาเจ้าเครื่องนี้ไปที่บ่อน้ำ" พวกเขาต้องใช้รถลากขนาดใหญ่พิเศษเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่เสียหายและใช้แรงม้าสองตัวเพื่อลากมันไปโดยที่พวกเขาคอยประคองอยู่รอบ ๆ
"แม่เจ้าเว้ย นี่เจ้าไปสร้างอะไรเนี่ยทำไมมันถึงใหญ่ขนาดนี้" ผู้เป็นเจ้าของม้าและรถเข็นถึงกับตกใจอุทานออกมาพลางคิดในใจว่ารถของตนจะเป็นอะไรหรือไม่
"เอาเถอะน่ารีบ ๆ หน่อย เดี๋ยวซึฮากิจะกลับซะก่อน"
ท่าทางกระตือรือร้นของพวกเขาเป็นที่สะดุดตาของชาวบ้านเผ่าคนแคระยิ่งนักแต่เพราะพวกเขาเป็นนายช่างที่สร้างสิ่งต่าง ๆ อยู่แล้วจึงเคยชินกับของแปลก ๆ พวกนี้กันหมด
"สาม สอง หนึ่ง" พวกเขาใช้ถุงมือแบบพิเศษช่วยในการยกหรือจับสิ่งของที่หนักมาก ๆ ได้และช่วยกันเอาเครื่องจักรไอน้ำที่ต่อพ่วงกับอุปกรณ์ที่ซึฮากิสร้างไว้ลงบนพื้น
"ขนมาเสร็จแล้วเรียบร้อยคงต้องไปตามซึฮากิซะแล้ว"
"ไม่ต้องก็ได้ผมมาแล้ว..." ซึฮากิเดินผ่านพวกเขาตรงไปยังเครื่องจักรไอน้ำอย่างกับจะรีบทำงานรีบกลับไปนอน
หลังจากที่ซึฮากิจุดฟืนต้มน้ำในเครื่องจนร้อน ไอน้ำของมันก็ดันหัวปั๊มให้หมุนสร้างแรงเหวี่ยงเหวี่ยงใบพัดที่ทำไว้เหมือนกับล้อรถขนาดใหญ่ตักเอาน้ำขึ้นมาและทิ้งกลับไปเรื่อย ๆ
"ว้าว ๆ มันดู...ใช้ได้แต่เอาไว้ใช้ทำอะไร?" ผู้นำเผ่าคนแคระเอ่ยถามแทนใจลูกน้องทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น
"นี่มันก็แค่หนึ่งในทางเลือกในการใช้งาน ตราบใดที่น้ำไม่หยุดนิ่งมันก็จะไม่เน่าและเจ้านี่ก็จะมาช่วยในจุดนี้"
"น้ำเน่าเหรอ แถวนี้ก็ไม่เห็นมีน้ำเน่าที่ไหนเลย?" เขาตอบกลับทันควันอย่างกับกลัวว่าพื้นที่ของตนจะมีข้อบกพร่อง
"ไม่ใช่ที่นี่อยู่แล้วแต่เป็นอาณาจักรออร์คต่างหาก แล้วก็ถ้าไม่ว่าอะไรช่วยสร้างแบบนี้อีกสักสิบเครื่องและขนสิ่งนี้ไปที่อาณาจักรออร์คจะได้ไหมครับ?"
ตาลุงหนวดเฟิ้มยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งจนนึกว่าหลับไปแล้ว "ได้อยู่แล้วแต่เรื่องค่าใช้จ่ายนายต้องเป็นคนจัดการเอง"
ซึฮากิพยักหน้าตอบรับข้อเสนออย่างเป็นมิตรแม้ใบหน้าจะยังบึงตรึงเหมือนมีกาวติดไว้
"ถ้าอย่างงั้นช่วยสอนการทำเจ้าเครื่องนี้ให้บ้างสิ" พวกเขาจับมือกันเป็นดั่งสัญญาใจขณะที่เขายิ้มจนเห็นฟันท่ามกลางหนวดอันหนาดกดำแต่ซึฮากิก็ยังคงไม่มีท่าทีจะยิ้มด้วย
โรงงานของพวกเขากำลังคึกครืนขณะที่นายช่างพยายามเรียนรู้แบบแปลนแปลก ๆ ที่ซึฮากิให้ไว้อีกทั้งยังต้องทำเครื่องจักรไอน้ำเพิ่มอีกหลายตัว สำหรับคนอื่นมันก็อาจจะเป็นงานหนักแต่สำหรับพวกเขานั้นนี่เป็นโอกาสในการพัฒนาฝีมือที่หยุดค้างมานาน
"ว่าแต่คุณชื่ออะไรนะครับ? ตั้งแต่ตอนสงครามก็ยังไม่ได้ถามเลย" ซึฮากิเอ่ยทักระหว่างที่พวกเขากำลังนั่งพักจิบกาแฟ
"โฮะ ๆ ๆ ยังไม่ได้บอกเหรอ ข้าชื่อโยนีจากนี้ไปก็ขอฝากตัวด้วยนะซึฮากิ"
พวกเขาเอื้อมมือที่เต็มไปด้วยความหยาบกร้านจับกันก่อนที่ซึฮากิจะออกเดินทางไปพร้อม ๆ กับเครื่องจักรไอน้ำกังหันน้ำหนึ่งเครื่องไปยังอาณาจักรออร์ค
ขณะเดียวกันที่เมืองเอลโฟเรียกำลังยุ่งวุ่นวายกับประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การขยายพื้นที่อยู่อาศัยยังคงเป็นไปตามที่ซึฮากิวาดแผนไว้ จากพันคนขึ้นไปถึงหนึ่งหมื่นคนในเวลาไม่ถึงเดือนและอาจจะเพิ่มได้อีก
"สุดยอดไปเลยเนอะคานะ" เซนยิ้มเล็กยิ้มน้อยนั่งเคียงข้างกับคานะในโต๊ะประชุมของเอลโฟเรีย
"หา? เรื่องอะไรล่ะคงไม่ใช่เรื่องที่เราต้องมานั่งประชุมอะไรก็ไม่รู้แทนซึฮากิ" ท่าทางเบื่อหน่ายกอดอกถอนหายใจท่ามกลางสายตาของผู้อาวุโส
"ฮ่า ๆ ๆ หนุ่มสาวคู่นี้นี่ดูครึกครื้นตลอดเลยนะ" หนึ่งในผู้อาวุโสกล่าว
"ก็แหม่พวกเธอกำลังอยู่ในวัยนั้นจะกุ๊กกิ๊กกันก็ไม่แปลก" เอลฟ์สูงวัยข้าง ๆ กันนั้นพูดต่อทันที
"มากันครบแล้วสินะครับ ถ้าอย่างงั้นข้าจะขอเริ่มการประชุมในวาระการสร้างโรงเรียนและโรงงานที่เป็นหนึ่งในแผนของซึฮากิ หลังจากที่มีประชากรทะลุหนึ่งหมื่นจะเริ่มขยายอำนาจไปยังเมืองอื่น ๆ และส่งเสริมทักษะให้กับประชาชนของเอลโฟเรีย"
"ยังพูดจาฉะฉานมั่นคงไม่เปลี่ยนเลยนะคุณโค"
"ขอบคุณที่ชมครับถ้าอย่างงั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า เนื่องจากมีประชากรเพิ่มมากขึ้นรวมทั้งคนที่ยังเด็กอยู่ก็มีและพวกเขาไม่ได้รับการศึกษาเป็นส่วนใหญ่"
"ข้าเห็นด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย" หนึ่งในผู้อาวุโสยกมือเห็นด้วยทันที
"ถ้าเป็นโรงเรียนแล้วใครจะเป็นผู้สอนล่ะ? คนที่สามารถถ่ายทอดวิชาให้กับเด็ก ๆ ได้ไม่ใช่แค่เก่งแต่ต้องสั่งสอนเป็นด้วย"
การประชุมยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ทุกคนช่วยกันหาข้อบกพร่องและแก้ไขจุดนั้นก่อนที่จะเริ่มทำอะไรสักอย่าง การบริหารงบประมาณที่ได้จากการขายทรัพยากรในอาณาเขตและอาหารฝีมือยูกิที่ใคร ๆ ต่างก็ตามหา
"พี่ยูกิไม่ออกไปข้างนอกบ้างเหรอคะ?"
"ไม่เอาล่ะ คิโนริไปกับพวกเพื่อน ๆ เถอะพี่จะได้ไม่ต้องไปเกะกะเวลาฝึก" สภาพร่างกายของยูกิเหมือนกับผีตายซากเพราะเอาแต่ทำงานไม่หยุดดูได้จากถุงใต้ตาและท่าทางอ่อนระทวยพร้อมจะสลบได้ทุกเมื่อ
"เถอะน่าออกไปสูดอากาศสักหน่อย" คิโนริดึงดันลากตัวยูกิออกจากบ้านไปยังลานฝึกที่คุ้นเคย ที่นั่นเต็มไปด้วยเด็ก ๆ รุ่นราวคราวเดียวกับคิโนริ
ท่าทางเขินอายเกร็งจนตัวสั่นไม่กล้าเดินเข้าไปหาเด็ก ๆ พวกนั้น จะมีก็แต่พวกเธอเองที่วิ่งเข้ามาหาอย่างกับผีดิบที่กำลังรุมกัดกินเนื้อมนุษย์
"ข้าวหน้าเนื้อรอบก่อนอร่อยมากครับพี่ยูกิ"
"ข้าวผัดของหนูก็เหมือนกัน แถมตอนนั้นกินแล้วหายจากไข้เลยค่ะ"
แม้ยูกิจะไม่พูดอะไรแต่ก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกสุขกายอิ่มใจผ่านรอยยิ้มอ่อนบนใบหน้าอันอ่อนเยาว์
"ถ้าชอบกันขนาดนั้นเดี๋ยวพี่ทำให้กินอีก" เสียงหัวเราะในลำคอพยายามจะอัดอั้นมันไว้ไม่อยากให้เด็กได้เห็นด้านนี้แต่แค่รอยยิ้มของยูกิก็ทำให้พวกเขามีความสุขแล้ว
"ดีแล้วล่ะที่พี่เขายังยิ้มได้" คิโนริแยกตัวออกมารวมกับพรรคพวกของเธอสอดสายตาอันอ่อนโยนมองดูอยู่ห่าง ๆ หวังให้ยูกิออกมาสูดอากาศเสียบ้าง
"โย่ว ! เด็ก ๆ ที่น่ารักทุกคน" เซนตะโกนทักมาแต่ไกล
"ดีจ้าพี่เซน" คิโนริโบกมือทักเช่นกันแต่ไม่ทันไรมังกี้ก็กระโดดขึ้นขี่คอทำอย่างกับเป็นเก้าอี้นุ่ม ๆ
"ต้องแบบนี้สิที่นั่งดี ๆ ...เจี๊ยก" เธอถึงกับขนลุกไปยันหางเมื่อสัมผัสได้ถึงแววตาอันดุร้ายกำลังจ้องมองจากด้านหลัง
"ฮ่า ๆ ๆ ลงก็ได้เดี๋ยวโดนดุ"
คานะส่ายหัวแบะปากไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร "ช่างเถอะ เรามาคุยเรื่องดันเจี้ยนต่อไปกันดีกว่า"
"พวกเราจะได้ไปที่ใหม่แล้วเหรอคะ? ขอเป็นที่ที่ไม่มีฝุ่นได้ไหม" แมรี่ทำตาแป๋วอ้อนวอนสุดกำลังด้วยกลวิธีทำตัวน่ารักน่าเอ็นดูแต่ก็ไม่อาจสู้สายตาของเพื่อน ๆ ของเธอที่กำลังจ้องมองอยู่ได้
"อะไรเล่าก็มันคันจมูกนี่นาแถมขนสวย ๆ ของฉันก็ต้องมาเปื้อนฝุ่นอีก" ท่าทางอันเย่อหยิ่งเชิดหน้าหนีทำให้เพื่อน ๆ ของเธอล้อเลียนด้วยการสะบัดหน้าทำตามบ้าง
"ไม่ต้องห่วงเพราะว่าพวกพี่ไปสำรวจมาหมดแล้วไม่มีอะไรต้องกังวล มอนสเตอร์ส่วนใหญ่อยู่ที่เลเวลสองและสามส่วนราชาดันเจี้ยนอยู่ที่เลเวลสี่ เดี๋ยวจะมีคนคอยคุ้มกันไปด้วยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอันตราย"
"ว้าว ! ราชาดันเจี้ยน" รอนและหลานยิ้มเห็นฟันท่าทางตื่นเต้นเป็นพิเศษ
"พวกเธอไม่ควรจะไปสู้กับราชาดันเจี้ยน ไม่ใช่เรื่องของเลเวลแต่ทุกครั้งเวลาเจอมันมักจะมีเหตุสุดวิสัยอย่างกับตัวราชาตั้งใจล่อผู้คนลงไปในกับดักที่ตนเองได้เปรียบ" คานะเอ่ยด้วยความเป็นห่วงขณะที่นึกถึงการต่อสู้เอาชีวิตรอดในดันเจี้ยนมาหลายครั้งประสบการณ์อันล้ำค่ายากที่จะลืม
"ปัดโถ่ ! แต่มันก็สุดยอดไปเลยไม่ใช่หรือยังไงคานะ ทุกครั้งที่พวกเราเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาก็มักจะพัฒนาได้แบบก้าวกระโดด"
"เดี๋ยวเถอะ ! อย่าพูดอะไรแบบนั้น" เสียงเดาะลิ้นหงุดหงิดที่เซนเอ่ยเช่นนั้นก่อนที่ฝ่ามือของเธอจะฟาดลงกลางหลังแม้เซนจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งเหนือมนุษย์ทั่วไปแต่ก็ยังเจ็บแสบได้อยู่ดี
"ถ้าอย่างงั้น ทำไมเราไม่ไปจัดการเจ้าราชาดันเจี้ยนด้วยเลยล่ะพวกเราคงจะเลเวลเพิ่มแน่ ๆ เลย" ท่าทางของพวกเด็ก ๆ ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแต่กลับยิ้มเยาะพร้อมท้าทายอุปสรรคตรงหน้า
"เฮ้อ...ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ถ้าอย่างงั้นนายก็ไปกับพวกเขาด้วยแล้วกันเผื่อไว้"
"รับทราบครับนายหญิง!" เซนยกมือวันทยหัตถ์เหมือนกับตอนอยู่ค่ายทำอย่างกับคานะเป็นผู้บัญชาการและพยายามจะแหย่เล่น
"เดี๋ยวฉันจะไปทำธุระต่อให้เสร็จหวังว่าจะกลับมาก่อนมืดนะ"
จากนั้นพวกเธอก็แยกกันไปเหลือเพียงคานะที่กำลังเฝ้ามองยูกิและเด็ก ๆ ที่ยังไม่มีการฝึกต่อสู้เหล่านั้น เธอสูดหายใจเข้าออกเต็มปอดพร้อมกับเดินเข้าไปหาพวกเขา
"ว่ายังไงทุกคนสบายดีกันใช่ไหม? ถ้าขาดตกบกพร่องอะไรก็บอกได้เลยนะ" เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนเช่นเดียวกับพวกเด็ก ๆ ที่ยิ้มทักทายพร้อมกับกรูเข้าหา
"สวัสดีครับพี่คานะ ผมยังอยากฟังนิทานอีกนะครับ"
"ใช่ ๆ ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องสู้กับพวกมนตร์ดำผู้แสนชั่วร้ายด้วย"
ท่าทางเธอจะเป็นที่นิยมในหมู่เด็ก ๆ ไม่แพ้ยูกิเลยแม้แต่น้อย แต่เดิมเธอมักจะเป็นคนขี้อายไม่กล้ามองหน้าใครแต่ตั้งแต่ที่ได้มาอยู่กับซึฮากิและเซนเธอก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน หญิงสาวที่เคยคิดแม้กระทั่งจะฆ่าตัวตายเพื่อหลีกหนีความเจ็บปวดทรมานจากค่ายนรกนั่นจนตอนนี้สามารถก้าวข้ามครูฝึกเหล่านั้นได้หมดแล้ว
"ต่อไปจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรเหรอครับ?" ขณะที่คานะกำลังหวนนึกถึงอดีตก็มีเสียงของเด็กตัวเล็กตัวน้อยกล่าวทักเป็นช่วง ๆ
"เอาเป็นเรื่องที่ต่อสู้กับแวมไพร์ดีไหม?" คานะถามกลับก็ได้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันขอเพียงแค่เป็นเรื่องที่คานะเล่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้
20 มกราคม พ.ศ.2576
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อม ๆ กับการเติบโตของเมืองที่เคยล่มสลาย ถนนหนทางก็เริ่มเข้าที่เข้าทางเชื่อมต่อไปยังเมืองอื่น ๆ ช่วยในการเดินทางค้าขาย ระบบการประปาก็ครอบคลุมพื้นที่ทั้งเมืองหายห่วงเรื่องสาธารณสุข
"นายคิดว่ามันจะได้ผลจริงเหรอ?" มาลีน่าขมวดคิ้วจ้องมองเครื่องจักรไอน้ำที่ซึฮากิเอามา
"นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งแต่เราจะต้องทำอย่างอื่นด้วย อันดับแรกเรื่องแรงงานเธอเกณฑ์คนมาพร้อมแล้วใช่ไหม ยิ่งใช้เวทดินได้ก็ยิ่งดี"
"อืม ทั้งหมดก็ประมาณหนึ่งร้อยคนและใช้เวทดินได้ยี่สิบคน"
"แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว เรียกทุกคนมาเริ่มประชุมงานกันเลย"
พวกออร์คหลาย ๆ คนดูจะไม่ชอบหน้าซึฮากิอาจจะเพราะว่าเขาเป็นมนุษย์ก็ได้แต่ก็ต้องยอมทำตามเพราะคำสั่งราชินีออร์ค
"ในเมื่อมากันครบแล้วผมจะเริ่มประชุมและแบ่งงา..." ขณะที่ซึฮากิพูดอยู่ก็มีก้อนหินเล็ก ๆ ขวางออกมาเกือบเข้าหน้าซึฮากิ
"ขอโทษทีบังเอิญว่ามันหลุดมือน่ะ" แม้จะไม่เห็นใบหน้าชัด ๆ แต่ก็พอจะรู้ว่าเขากำลังยิ้มยียวนอยู่
ซึฮากิจ้องมองไปยังที่มาของเสียงนั่นแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร "คนที่ใช้เวทดินได้โปรดออกมายืนข้างหน้าด้วยครับ"
เสียงฝีเท้าเดินกรูกันออกมาจากแถวตอนยืนกันเป็นหน้ากระดานทำเหมือนกับได้รับการฝึกฝนมาแล้ว พวกเขาส่วนใหญ่เป็นอัศวินออร์คที่อยู่เฝ้าเมืองไม่ได้ออกไปรบจึงยังรอดอยู่ทุกวันนี้
"ดีมากจัดแถวโดยที่ไม่ต้องบอก ถ้าอย่างงั้นผมจะแจกแผนที่ให้คนละหนึ่งแผ่น ซึ่งในนั้นจะเขียนและวาดจุดที่เราต้องขุดไว้"
"ขุดเหรอครับ? ให้เราขุดอะไร" หนึ่งในนั้นเอ่ยถาม
"อืมขุดดินน่ะ เราจะแบ่งออกเป็นสองทีมโดยทีมที่หนึ่งจะเป็นการจัดการน้ำ ขุดดินกั้นทางน้ำหลักชั่วคราวเพื่อระบายน้ำในส่วนที่เน่าเสียออกก่อนจะให้อีกทีมมาเก็บกวาดเศษซากหมู่บ้านแล้วปล่อยให้น้ำมันไหลอีกครั้ง เราจะทำตั้งแต่หมู่บ้านทางตอนเหนือสุดไล่ลงมาจนถึงหมู่บ้านปลายทาง"
ที่แห่งนี้มีหมู่บ้านกว่าสืบแห่งที่ถูกผลกระทบจากน้ำท่วม พวกเขาค่อย ๆ ใช้เวทมนตร์ดินสร้างกำแพงขนาดยักษ์ไล่น้ำจากทางตอนเหนือลงมาเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันอีกทีมก็จะปิดทางเดินน้ำไว้จนกว่าจะจัดการเศษซากหมู่บ้านให้หมดทำวนซ้ำไปเรื่อย ๆ
"เวรเอ๊ย โคตรจะเหนื่อยเลยโว้ย !" เมื่อตกเย็นซึฮากิถึงจะสั่งให้หยุด ท่าทางอันอ่อนล้าของพวกเขาราวกับเป็นคนชราที่ไม่มีแม้แต่แรงจะลุกเดิน
"เจ้านั่นมันใช้งานเราไม่หยุดเลย ถ้าไม่ใช่เพราะมาลีน่าฉันไม่ยอมทำหรอก" ขณะที่พวกเขากำลังทรุดตัวนั่งกับพื้นจู่ ๆ ก็มีกลิ่นอันหอมหวนลอยตามลมมาอย่างกับรู้ใจก่อนที่พวกเขาจะตรงไปหาที่มาของกลิ่นนั่นทันที
"ทุกคนคงจะเหนื่อยแล้ว กินกันให้อิ่มแล้วนอนพักให้พอจะได้มีแรงทำงานต่อ"
ซึฮากิกวาดสายตามองพวกเขาออร์คผู้หิวโหยอิดโรยต่อแถวกันมาเอาอาหารเป็นภาพที่แปลกตากับภาพลักษณ์ในนิยายหรือหนังสือลิบลับ
"ทุกคนต้องเหนื่อยกันหน่อยนะครับ ถ้างานนี้เสร็จผมกล้าบอกได้เลยว่าพวกคุณจะมีอาหารและการเป็นอยู่ดีขึ้นแน่นอน"
งานเดินไปได้ประมาณสิบเปอเซนแล้ว ไวกว่าที่คิดไว้เสียอีกหรือเพราะว่าพวกเขาเป็นออร์คทำให้มีแรงและความอึดมากกว่ามนุษย์อย่างเรา
ขณะเดียวกันก็มีสายตาไม่พอใจจ้องมองซึฮากิจากกลุ่มออร์คที่ยืนอยู่ด้านหลังซุบซิบคุยอะไรกันสักอย่าง