หลินเสวี่ยจู๋ตัดสินใจว่าหากมีทหารวิ่งเข้ามาก็จะโยนพวกเขาเข้าไปในมิติและให้พวกเขาไปต่อสู้กับสุนัขกินคน แต่นางยืนอยู่ตรงนี้มาสักพักแล้วทหารในถ้ำด้านข้างยังคงกินดื่มและด่าทอ
ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นการมีอยู่ของนาง
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างยิ่งนางรู้สึกราวกับตนเองเตรียมพร้อมเต็มที่ แต่กลับถูกคู่ต่อสู้เมินโดยสิ้นเชิงดูเหมือนสถานที่แห่งนี้จะสร้างมาหลายปีทว่ากลับไม่เคยถูกคนนอกบุกรุกมาก่อนดังนั้นทหารเหล่านี้จึงคลายความระแวดระวังโดยธรรมชาติ
หลินเสวี่ยจู๋ก้าวอาดๆไปยังทางเข้าถ้ำอีกแห่ง โดยหยิบพวงกุญแจที่แขวนอยู่บนผนังติดมือไปด้วย
เมื่อเข้าไปด้านในนางก็ต้องประหลาดใจอีกคราเบื้องหน้าคือเหมืองขนาดใหญ่ แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดยืนอยู่บนโครงไม้สูงตระหง่านแต่กลับมีร่องรอยของการใช้งานอยู่ทั่วทุกแห่ง
เชือกเส้นหนึ่งขึงเข้าไปในเหมืองมีตะกร้าที่ดูทนทานผูกอยู่บนเชือกเป็นระยะๆ บางตะกร้ายังมีแร่ที่เพิ่งขุดมาได้ไม่นานอยู่ในนั้นด้วย
ห่างจากเหมืองประมาณสิบกว่าเมตรมีหลุมเตาหลอมหลายเตาและชุดเครื่องมือถลุงเหล็ก
ดูเหมือนฮ่องเต้สุนัขจะตั้งใจให้ค่ายสรรพาวุธแห่งนี้เป็นที่สำหรับการขุดถลุง และหลอมแบบครบวงจร น่าเสียดายที่สตรีผู้แสนดีอย่างนางมาพบที่แห่งนี้เข้า รับรองว่านางจะไม่เหลือแม้แต่เครามังกรไว้ให้ฮ่องเต้สุนัขด้วยซ้ำ!
หลินเสวี่ยจู๋หัวเราะคิกคักแล้วเดินตามเชือกเข้าไปในเหมือง มือเล็กโบกไปมา โบกทีไรแร่ก็หายเข้าไปในมิตินางเดินเล่นพลางเก็บทรัพยากรพลางเดินไปได้ครึ่งทางนางก็ค้นพบว่าระยะในการเคลื่อนย้ายวัตถุเข้าไปในมิติยกระดับจากห้าเมตรไปเป็นสิบเมตรแล้วกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากนับนางเป็นจุดศูนย์กลาง วัตถุทุกชนิดภายในยี่สิบเมตรล้วนถูกเก็บเข้ามิติได้ทั้งหมด
หลินเสวี่ยจู๋เดินไปเดินมาในเหมืองเก็บแร่จนเกลี้ยง จากนั้นก็ออกจากเหมืองอย่างพึงพอใจ ขณะที่นางกำลังเก็บเครื่องมือถลุงเหล็กเข้ามิติจู่ๆ ก็พบว่ามีถ้ำซ่อนอยู่หลังหลุมเตาหลอม
เมื่อครุ่นคิดให้ดีนางก็ตระหนักว่ายังไม่เจอคนงานเลยสักคนตั้งแต่มาถึงที่นี่ นางสงสัยว่าถ้ำที่ซ่อนอยู่คือสถานที่ที่คนงานถูกคุมขัง
หลินเสวี่ยจู๋เดินย่องเข้าไปทันทีที่เข้าไปในถ้ำ กลิ่นของสิ่งปฏิกูลก็ลอยเข้าจมูก นางขมวดคิ้วมุ่นลอบด่าฮ่องเต้สุนัขกับเหยี่ยนอ๋องว่าไม่ใช่คนจับขอทานกับคนจรจัดมาทำงานฟรีก็แล้วไปเถิด ทว่ายังไม่ยอมปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนมนุษย์อีก
นางใช้แขนเสื้อปิดปากและจมูกพยายามกลั้นหายใจให้มากที่สุดแล้วเดินเข้าไปอย่างรวดเร็วตลอดทางเดินมืดมิดอย่างยิ่ง เมื่อเดินไปจนสุดถ้ำ นางก็เพ่งมองด้านในโดยอาศัยแสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกบนกำแพงหิน
เช่นเดียวกับสุนัขที่ทางเข้าถ้ำคนงานนับร้อยคนถูกขังอยู่ในกรงเหล็ก พวกเขาถูกล่ามโซ่ที่เท้าอย่างแน่นหนา มีทั้งบุรุษสตรี คนชรา และเด็ก พวกเขาเบียดเสียดกันโดยไม่แบ่งแยกเพศหรืออายุแม้จะรู้ว่ามีคนมา กลับไม่มีผู้ใดตอบสนองเลยสักคนราวกับพวกเขาเป็นเพียงศพเดินได้ที่ไม่อาจรับรู้ถึงโลกภายนอกอย่างไรอย่างนั้น
กลิ่นฉุนของสิ่งปฏิกูลทำให้หลินเสวี่ยจู๋แทบทนไม่ไหวนางโยนกุญแจเข้าไปในกรงเหล็กอย่างจนปัญญา จากนั้นหันหลังเดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้น
เสียงกุญแจหล่นลงพื้นดังขึ้นในความเงียบงัน
หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินว่ามีคนหยิบกุญแจแต่กลับไม่ได้ยินเสียงปลดโซ่ นางไม่รู้ภูมิหลังของคนเหล่านั้น ทั้งยังไม่มีเวลาโน้มน้าวให้พวกเขาเอาชนะพันธนาการแห่งโชคชะตาไปได้นางทำได้เพียงเปิดทางให้พวกเขาเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ว่าพวกเขาจะทำอย่างไรต่อไปนั้นนางไม่อาจก้าวก่าย
เมื่อออกจากถ้ำแล้วนางก็เก็บเครื่องมือถลุงเหล็กทั้งหมดเข้าไปในมิติตามปกติจากนั้นก็เดินไปข้างนอกเพื่อเตรียมที่จะกลับค่าย
“ผู้ใด?” จู่ๆ เสียงของบุรุษก็ดังขึ้นด้านหลังนาง
หลินเสวี่ยจู๋หันไปมองก็เห็นทหารคนหนึ่งออกมาปลดทุกข์
ทหารถือกางเกงด้วยสองมือ เขาสบตานางแล้วนิ่งค้างไปชั่วขณะจากนั้นทหารผู้นั้นก็ราวกับตื่นจากความฝัน ตะโกนเสียงดัง “ผู้ใดก็ได้มานี่มีคนบุกรุก”
หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินเพียงเสียงระฆังดังเก๊งจากนั้นทหารหลายสิบคนก็พุ่งออกมาจากถ้ำ ทุกคนล้วนถือดาบ เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋ สีหน้าก็ค่อนข้างงุนงงราวกับกำลังบอกว่า ‘เหตุใดถึงมีสตรีเพียงคนเดียว? แล้วนางเข้ามาได้อย่างไร?’
หลินเสวี่ยจู๋กลับไม่รอให้พวกเขาตอบสนองมือเล็กโบกทันที เก็บอาวุธทั้งหมดในมือพวกเขาเข้าสู่มิติ
เหล่าทหารเห็นอาวุธอันตรธานหายไปกลางอากาศก็มีท่าทางราวกับเจอผีก็ไม่ปาน
หลินเสวี่ยจู๋ก็เริ่มลังเลเช่นกันพวกเขาส่วนใหญ่ดื่มสุรา ตอนนี้น่าจะมึนเมาจนแยกความฝันกับความจริงไม่ออก ทว่าจู่ๆกลุ่มคนที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งจำนวนสิบกว่าคนก็พุ่งออกมาจากถ้ำที่อยู่หลังหลุมเตาหลอม
เมื่อคนพวกนั้นเห็นทหารก็นิ่งอึ้งหลบสายตา และอยากวิ่งกลับเข้าไปในถ้ำโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อพวกเขาหันไปก็ชนเข้ากับผู้คนที่ทยอยพุ่งออกมาสถานการณ์ตกอยู่ในความโกลาหลทันที
หลินเสวี่ยจู๋เห็นเช่นนี้ก็รีบตะโกนเสียงดัง“พวกท่านกลัวอันใด?พวกเขาไม่มีแม้แต่อาวุธพวกท่านหลายร้อยคนจะจัดการคนสารเลวสิบกว่าคนนี้ไม่ได้เชียวหรือ? พวกเขาให้พวกท่านใช้แรงงาน โยนศพของพวกท่านให้สุนัขกินตอนนี้พวกท่านเป็นอิสระแล้ว ยังต้องการกลับไปยังสถานที่แห่งนั้นแล้วเป็นทาสต่อไปอีกอย่างนั้นหรือ?”
คำพูดของหลินเสวี่ยจู๋ทำให้ทุกคนค่อยๆได้สติ หลังจากความรู้สึกหวั่นเกรงหายไปพวกเขาก็พบว่าทหารไม่มีอาวุธอยู่ในมือจริงๆ
“ฉวยโอกาสตอนนี้ลุยเลยจัดการคนชั่วพวกนี้ให้ตายไปเสีย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้บุรุษสิบกว่าคนได้พุ่งไปทางทหาร ในเวลานี้ทหารเองก็เริ่มสร่างเมาแล้วเช่นกัน พวกเขารีบหันหลังวิ่งออกไปนอกถ้ำทันที
ที่นั่นมีอาวุธมากมายขอเพียงพวกเขามีดาบอยู่ในมือย่อมสามารถต่อสู้กับคนพวกนี้ได้ดังนั้นทหารหลายสิบคนจึงวิ่งสุดฝีเท้า ส่วนคนงานหลายร้อยคนก็ไล่ตามหลังพวกเขาตรงไปที่ถ้ำหลอมอาวุธแต่เมื่อเห็นสภาพภายในถ้ำ เหล่าทหารก็งุนงงอย่างเห็นได้ชัด
อาวุธเล่า? อาวุธที่มีเต็มถ้ำเล่า? เหตุใดทั้งถ้ำถึงได้ว่างเปล่าราวกับถูกปล้นก็ไม่ปาน?
ขณะที่กำลังสับสน เหล่าคนงานก็ตามทัน
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รับการฝึกฝนไม่มีทักษะการต่อสู้ แต่ทหารย่อมไม่อาจเผชิญหน้ากับพวกเขาที่มีจำนวนมากได้ห้าหกคนต่อหนึ่งคน คนละหนึ่งหมัดก็เพียงพอที่จะทำให้เหล่าทหารพ่ายแพ้แล้ว
ไม่นานทหารหลายสิบคนก็ถูกกดลงบนพื้น
เหล่าคนงานกลับไม่มีเจตนาที่จะรามือพวกเขาผลัดกันต่อสู้ เมื่อคนหนึ่งทุบตีจนเพียงพอแล้วก็จะถอยออกโดยอัตโนมัติเปลี่ยนเป็นอีกคนมาทุบตีต่อ
กว่าทุกคนจะระบายโทสะเสร็จทหารเหล่านั้นก็เลือดอาบแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋ทนมองเรื่องทำนองนี้ไม่ได้นางฉวยโอกาสที่ฝูงชนกำลังโกรธแค้นรีบวิ่งออกจากถ้ำอย่างรวดเร็วขณะที่นางพุ่งเข้าไปในพุ่มไม้ จู่ๆ ก็มีแสงกะพริบอยู่เบื้องหน้านาง
สมองของหลินเสวี่ยจู๋ส่งเสียงดังหึ่งนางหยุดฝีเท้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เห็นดาบที่เปล่งประกายกำลังจ่อมาที่ลำคอของนาง
.............................