Age of war

    ตอนที่ 33 ประชุมผู้นำทั้งสี่เผ่า

    ***นักรบยันเดเระ [แครอท]

    “ทัพบานากลับมาแล้ว! เปิดประตู! ”

    เสียงคำรามลั่นของนายทวารเผ้าประตูป้อมปราการได้ดังก้องไปทั่ว

    อสูรหางเริ่มลากสายโซ่ที่คล้องกับประตูหินหุ้มเหล็กสูงสี่เมตรอันหนักอึ้งจนเปิดกว้างออก

    ฉันที่ได้ยินคำประกาศนั้น ได้ละทิ้งต่ำแหน่งประจำการฝากให้มือขวาจัดการแทน ก่อนจะเร่งฝีเท้าไปหาบานาในทันที

    “บานา! ”

    ฉันยิ้มรับชายอันเป็นที่รักราวกับภรรยาที่รอต้อนรับการกลับมาของสามี

    แต่คนทึ่มอย่างเขาคงเข้าใจว่าเป็นการรอต้อนรับของสหายสนิทมากกว่า

    “ว่าไงแครอท ทางฝั่งนั้นมีความเคลื่อนไหวของพวกตัวเขี้ยวบ้างหรือเปล่า? ”

    “ไม่มี…”

    นั่นไงละ ฉันบอกแล้ว ตานี่ทึ่มจริง ๆ นั่นละ

    ใบหน้าของเขาดูเรียบเฉยจนเดาได้เลยว่าเขาคิดยังไงกับฉัน

    แต่ช่างเถอะ เพราะยังไงบานาก็เป็นของฉันคนเดียวอยู่แล้ว

    ถ้าถามว่าเพราะอะไร? คำตอบมันง่ายนิดเดียว เพราะคนอื่นถูกฉันสกัดดาวรุ่งไปหมดแล้วยังไงละ

    เจ้าหมอนี่อาจจะไม่รู้ตัว แต่บานาเนื้อหอมในหมู่สาวนักรบมากเลยละ

    ฉันคิดเช่นนั้นพร้อมกับเดินตรงไปหาบานา

    “บานา เดียวฉันเอาชุดเกราะของแกไปเก็บให้เอง ส่งมาสิ”

    “ไม่เป็นไรมั้ง? ของแบบนี้ให้เป็นงานของทหารเลวเถอะ ขุนนางอย่างเธอไม่---”

    “เอาเถอะน่า~”

    “ตามใจเธอ… ”

    ว่าแล้วฉันก็รับเสื้อเกราะอสูรปีกเกล็ดสีน้ำตาลมาจากเขา

    หุ หุ หุ ได้ผ้าห่มของคืนนี้กับของสะสมมาเพิ่มแล้ว

    “ดีนะที่พวกตัวเขี้ยวไม่เคลื่อนไหว หากถูกพวกมันบุกสวนมา ข้าละกลัวว่าพวกเราจะแพ้นะ”

    “อย่าง---”

    “คืนออกไซด์ของหนูมาน่ะ! ”

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา

    ยัยนกสีแดงสลับขาวจากต่างเผ่าที่บังอาจมาแทรกการสนทนาระหว่างฉันกับบานานั้น มันกำลังบินลงมาทึ้งเส้นผมของบานาด้วยความโกรธอยู่

    อยากตายหรือนังนี่!? … แต่ทว่า---

    “โอ้ย~ โอ้ย~ เบา ๆ น่า เดียวข้าไปคุยให้เขาปล่อยตัวออกมาเอง พวกเรารักษาคำพูดอยู่แล้วนะ~”

    แต่ทว่า--- ทำไมบานาถึงได้ใช้น้ำเสียงที่อ่อนนุ่มแบบนั้นกันได้ละเนี่ย!?

    แล้วใบหน้านั้นอีก? ใบหน้ากับรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นขนาดนั้นมันคืออะไร!?

    หรือว่าบานาจะชอบยัยนกนี่? นั่นมันต่างเผ่าพันธุ์เลยนะ! จะคล้ายกับพวกเราก็แค่ใบหน้าเท่านั้นเองนะ!?

    “พูดจริงนะ มูว~”

    “จริงจ๊ะ~”

    กรี๊ดดด! ไม่ได้แล้ว ชัวร์ปาบไม่มีมั่วนิ่ม บานากำลังตกหลุมเสน่ห์ของยัยนกตัวนี้จริง ๆ ด้วย

    ฆ่า… แบบนี้ต้องฆ่าทิ้งเท่านั้น

    ไม่สิ แบบนั้นไม่ได้ เพราะโลกนี้มันเกิดใหม่ได้ ฉันต้องจับมาทรมาน เอาให้กลัวขึ้นสมองแทนสิ

    เริ่มจากจับถอดขนสีแดงนั้นออกมาทีละเส้น แล้วจับหักแขนกับปีก แล้วจบลงด้วยการโยนไปให้อสูรขนปุยที่กำลังหิวโหยกินทั้งเป็นดีกว่า

    “เอาละ งั้นไปคุยเรื่องการปล่อยตัวเธอกัน แครอท ข้าขอตัวก่อนนะ”

    บานาทิ้งฉันไปกับยัยนกนั่นโดยไม่หันกลับมามองเลย

    เอาละ ฉันตัดสินใจแล้ว มาเริ่มลงมือคืนนี้เลยดีกว่า


    ในวันเดียวกันกับที่เกิดสงครามตีป้อมปราการบนทางสามแพร่งของแม่น้ำ ณ ที่เมืองหลวงของทั้งสี่เผ่า ก็กำลังมีเรื่องอันน่าเหลือเชื่อเกิดขึ้นเช่นกัน

    บนท้องฟ้าที่เริ่มก่อเค้าเมฆฝนนั้น มีแสงสว่างขนาดเล็กโบยบินอยู่

    สิ่งนั้นคือเผ่าภูติ

    พวกเขาที่พยายามเก็บตัวเลี่ยงไม่เข้าร่วมสงครามมาตลอดสามสิบเอ็ดวันที่ผ่านมา ในที่สุดก็ได้เริ่มต้นเคลื่อนไหวอย่างจริงจังแล้ว

    ร่างอันเล็กจิ๋วที่สูงเฉลี่ยเพียงหนึ่งเมตรของพวกเขา ได้โบยบินแหวกหมู่เมฆลงมาตามหัวเมืองใหญ่ของแต่ละเผ่า

    ด้วยการที่ส่งสายลับมาประจำแต่ละเมืองของทุกเผ่า รวมไปถึงความพยายามในการศึกษาภาษา เลยทำให้เผ่าภูติเป็นเผ่าแรกที่ประสบความสำเร็จในเข้าถึงทุกภาษาของโลก

    เมืองหลวง [ดูเรียน] [เอเลเมนต์] และ [ฮิวซิตี้] เมืองทั้งสามของทั้งสามเผ่าได้ถูกภูติมาเยือนพร้อมกันอย่างไม่คาดคิดมาก่อน

    คริสตัลภูติที่เป็นแก้วใสในมือของพวกเขา ได้ส่องประกายแสงเจ็ดสีออกมา

    เหล่าคณะผู้มาเยื่อนโดยไม่ได้รับอนุญาตนี้ เป็นกลุ่มขนาดเล็กที่มีจำนวนภูติอยู่ด้วยกันสี่คน

    พวกเขาโบยบินลงมาจากฟากฟ้า พร้อมกับเสียงที่เป็นมิตรว่า

    “พวกเรามาเพื่อพูดคุย กิว~/เล~/บี~”

    เนื่องจากภาษาที่เปล่งออกมานั้น เป็นภาษาของมนุษย์ ยักษา และปักษา เลยทำให้พวกเขาต่างตกใจและเผลอต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญนี้เข้ามาโดยไม่ทันคิด

    พอรู้ตัวอีกที คณะทูตของเผ่าภูติก็ได้มานั่งอยู่ภายในเมืองหลวงของทั้งสามเผ่าแล้ว



    และนี่คือสิ่งที่พวกภูติได้เสนอออกไปให้กับทุกเผ่าทราบ

    “พวกเราจะไม่มาจับมือกันหน่อยหรือไง? เป้าหมายคือพวกอาร์โธร์โพดาที่กำลังเหิมเกริมขยายเขตแดนพวกนั้นยังไงละ กิว~/เล~/บี~”

    ว่าแล้วคณะทูตก็ชูมือข้างที่ถือลูกคริสตัลภูติขึ้นไปฟ้า

    ปีกทั้งสองที่โปร่งแสงเริ่มส่องประกายแสงสว่าง พร้อมกันนั้น ลูกแก้วที่อยู่ในมือของเหล่าภูติก็เริ่มส่องประกายแสงเจ็ดสีเจิดจ้าออกมาเช่นกัน

    ภาพของคณะทูตที่อยู่ห่างไกลออกไปในแต่ละเมืองได้ถูกฉายขึ้นในอากาศที่ว่างเปล่า

    ใบหน้าใต้หน้ากากไม้ที่น่ากลัวในชุดเครื่องราชหนังสัตว์ กษัตริย์แห่งยักษา [ดูเรียน]

    บุรุษชาวจีนที่มีใบหน้าหล่อเหลาในชุดสูทที่เรียบตึง ผู้นำของมนุษย์ [กัง]

    ชาวอินทรีย์ที่มีใบหน้าดุดันโหดเหี้ยม และมีขนสีดำทั้งตัวและสวมผ้าคลุมอย่างง่ายซึ่งทำใบไม้ จ่าฝูงชาวปักษา [ออกเซอร์]

    และภูติที่งดงามดั่งดอกไม้ขาวนวล พร้อมกับผมสีเงินยาวแลดูบอบบางน่าปกป้อง ประธานธิบดีของเหล่าภูติ [ลิลลี่]

    ถึงแม้ว่าจะอยู่ต่างสถานที่ แต่ด้วยอุปกรณ์สื่อสารของเผ่าภูติ มันก็สามารถทำให้พวกเขาเชื่อมถึงกันได้อย่างน่าอัศจรรย์

    “นี่มันบ้าอะไรกัน!? ”

    ชาวปักษาอย่างออกเซอร์ที่ไม่เคยเห็นของแบบนี้มาก่อน ถึงกับออกอาการตื่นตระหนกออกมา

    “...วิชาคุณไสย? ”

    ดูเรียนที่ไม่เคยเห็นสิ่งนี้ ถึงไม่ออกอาการตื่นตระหนก แต่ก็มีอาการหวาดกลัวแสดงออกมาให้เห็นเล็กน้อย

    “โฮโลแกรมอย่างงั้นหรือ? อืม...”

    ผิดกับเผ่ามนุษย์ ที่ดูสงบเยือกเย็นได้อย่างคาดไม่ถึง

    พอเห็นดังนี้ ลิลลี่จากเผ่าภูติจึงประเมินมนุษย์ให้มีระดับของอารยธรรมที่สูงยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

    “สวัสดีทุกท่าน เหล่าตัวแทนจากทุกเผ่า ต้องขออภัยในความเสียมารยาทของดิฉันด้วย… ยัน~”

    “เออ…”

    “อ่า…”

    อาจเป็นโชคดีของทั้งสี่เผ่าที่มีจุดร่วมเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่ต่างกันมาก พอเจอความงดงามดั่งเทพธิดา อีกทั้งมารยาทที่เรียบร้อยของผู้นำเผ่าภูติเข้าไป พวกเขาก็ถึงกับอึงไปต่อไม่ถูกกัน

    พอรู้ตัวอีกที พวกเขาก็เริ่มสงบจิตสงบใจและยอมฟังในสิ่งที่ผู้นำภูติอยากจะกล่าวต่อไป

    อีกทั้งด้วยเทคโนโลยีอันเลิศล้ำของเผ่าภูติ เลยทำให้ภาษาภูติที่เธอพูดออกไปนั้น ถูกแปลให้เป็นภาษาของมนุษย์ ยักษา และปักษา ณ ที่ปลายทางในทันทีอีกด้วย

    ปัญหาเรื่องกำแพงของภาษานั้นจึงได้หมดไปเช่นกัน

    แต่น่าเสียดายที่ผู้นำกังของเผ่ามนุษย์ฟังภาษาอังกฤษไม่ออก เขาเลยต้องให้เลขาของเขา ซึ่งกำลังยืนหลบหน้าจออยู่ที่อีกมุมเขียนโพยคำแปลมาให้เขาแทน

    “นี่อาจเป็นการประชุมผู้นำระหว่างเผ่าครั้งแรกของพวกเรา ถึงพวกเราจะเคยทำสงครามกัน มีเรื่องบาดหมางกัน แต่อยากให้ละวางซึ่งความแค้นนั้นลง ทำการสงบศึกชั่วคราว แล้วมาร่วมมือเพื่อจัดการศัตรูที่น่ากลัวที่สุดอย่างเผ่าอาร์โธร์โพดากันก่อนจะดีกว่าหรือเปล่าคะ? ยัน~”

    ลิลลี่แห่งเผ่าภูติได้เอยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลึกและอ่อนโยน พร้อมกับยิงเข้าประเด็นหลักในทันทีโดยไม่อ้อมค้อม

    “เผ่าอาร์โธร์โพดาคืออะไร! ”

    ออกเซอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่คุกคาม ชายผู้นี้ยังคงยึดถือว่าตัวเองยิ่งใหญ่ที่สุดจากทุกเผ่าอยู่

    “อย่าใจร้อนเช่นนั้นสิค่ะ เดียวก็หมดหล่อกันพอดีหรอกค่ะท่านปักษาผู้ปกครองท้องฟ้า [อาร์โธร์โพดา] คือเผ่าที่มนุษย์เรียกว่า [มนุษย์มด] คือเผ่าที่พวกยักษาเรียกว่า [ตัวเขี้ยว] คือตัวตนที่เผ่าของปักษาเรียกว่า [สี่แขน] ยังไงละคะ ยัน~”

    ลิลลี่หัวเราะอย่างเริงร่า ผมสีเงินของเธอได้พลิ้วไปตามสายลมอย่างงดงามผ่านหน้าจอโฮโลแกรมนั้น

    “ข้าเข้าใจสิ่งที่เจ้าอยากจะสื่อแล้ว แต่พวกเราเผ่ายักษาจะให้ความร่วมมือหรือไม่นั่น คงต้องขอดูความจริงใจของพวกเจ้าที่เหลือก่อน”

    ดูเรียนเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้นำภูติได้ในทันที

    สำหรับเผ่ายักษาที่ถูกเผ่าอาร์โธร์โพดาขับไล่มาถึงทางเหนือของทวีปนั้น ย่อมรู้สึกได้ถึงอันตรายของพวกมันอยู่แล้ว

    แต่เขาก็ใช่ว่าจะยินยอมตกลงให้ความร่วมมือกับเผ่าอื่นได้ในทันทีเช่นกัน

    ถึงจะยังไม่เคยทำสงครามกับเผ่าอื่นโดยตรง แต่จะให้ไว้ใจทันทีมันก็ใช่เรื่อง

    “ฮึ! กับอีแค่พวกตัวสี่แขนจะไปน่ากลัวอะไร ของแบบนั้นเผ่าของพวกเรารับมือคนเดียวได้อยู่แล้ว! ”

    ส่วนสำหรับออกเซอร์นั้น ถึงจะได้รับข้อมูลการรบของเผ่าอาร์โธร์โพดามาแล้วบ้าง แต่เขากลับรู้สึกว่าพวกมนุษย์เป็นเป้าหมายแรกที่ต้องจัดการอยู่ดี

    เขารู้โดยสัญชาตญาณว่าไม่ควรปล่อยให้พวกมนุษย์ตั้งตัวได้เด็ดขาด

    “...”

    ในขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่าไม่ยอมตอบรับคำขอของภูติ ผู้นำมนุษย์กลับนิ่งเงียบเฉยดุจรูปปั้นหิน

    เขาดูเยือกเย็น สงบนิ่ง จนทำให้ผู้นำอีกสามเผ่าที่เห็นภาพนั้นเริ่มรู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขามจากผู้นำคนนี้

    ผู้นำกังพยักหน้าตอบรับคำขอเผ่าภูติ

    “ขอบคุณมากค่ะท่านผู้นำของเผ่ามนุษย์ พวกเรา [ภูติ] กับ [มนุษย์] จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งแน่นอนค่ะ ยัน~”

    ในตอนนั้นเองที่ดูเรียนรู้สึกสงสัย

    ชายคนนี้คิดอะไรอยู่?

    กับโลกที่พึ่งมาอยู่ได้เพียงสามสิบสองวัน กับเผ่าต่าง ๆ ที่ยังไม่รู้นิสัยใจคอดี อีกทั้งกฏบ้า ๆ จากพวกเทพเจ้าห่านรากที่ให้เข้าทำสงครามกัน ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ ทำไมชายผู้นี้ถึงตอบรับคำขอที่ชวนดูคลุมเครือเช่นนั้นกันได้อย่างทันทีกันละ?

    ดูเรียนที่คิดเช่นนั้นจึงทดลองไถ่ถามกลับไปเพื่อลองเชิงผู้นำของมนุษย์ดู

    “เจ้า...ชื่อกังสินะ? ขอข้าถามเจ้าหน่อยได้หรือไม่ ทำไมเจ้าถึงตอบรับคำชวนของเผ่าภูติกันละ? ”

    ถึงจะเป็นภาษาของยักษา แต่เสียงที่ปลายทางของเผ่ามนุษย์ก็เป็นภาษาอังกฤษที่กังฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี

    ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่หน้าจออย่างเอาเป็นเอาตาย… แน่นอนว่ากำลังดูสิ่งที่เลขาตั๋งกำลังเขียนแปลเป็นภาษาจีนอยู่นั่นละ

    “ (โอ้!? ช่างเป็นดวงตาที่เด็ดขาดยิ่งนัก เป็นสายตาของนักสู้ที่แท้จริง หาได้มีความขลาดเขลาไม่ อาจตีความได้ว่าไม่ได้คิดอะไร แต่ดวงตานั้นบอกข้าว่าชายผู้นี้มีแผนการรับมือพร้อม อีกทั้งยังมีความมั่นใจเปี่ยมล้น ไร้ซึ่งความลังเลเลย...ได้! งั้นข้าเองก็จะแสดงความขลาดเขลาให้เผ่าอื่นเห็นมิได้หรอก) ”

    บางทีนี่อาจจะเป็นการประเมินความพร้อมของกองทัพฝ่ายศัตรูไปในตัวก็เป็นไปได้อยู่

    จริงอยู่ว่าระแวงเอาไว้เป็นการดี แต่หากระแวงมากไปก็อาจจะถูกศัตรูดูหมิ่นได้

    เผ่ายักษาที่ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังนั้น คือเผ่าแห่งนักรบที่มีศักดิ์ศรีไม่ย่อยอมให้ใครหน้าไหนมาดูถูกได้เด็ดขาดอยู่แล้ว ถ้ามัวแต่ลังเลดูท่าที อาจจะทำให้เผ่าคิดว่า “พวกยักษาไม่มีน้ำยา” ก็เป็นไปได้

    ยิ่งพอเห็นดวงตาอันเด็ดขาดที่ไม่หวั่นไหวใด ๆ ของผู้นำมนุษย์ ก็ยิ่งทำให้ปลุกไฟนักสู้ในสายเลือดของยักษาในตัวราชาดูเรียนขึ้นมา

    ดังนั้น ท้ายที่สุดแล้วดูเรียนจึงได้--

    “ได้ ในเมื่อพวกยักษาน้อยตอบรับ พวกเรา เผ่ายักษาจะไม่ตอบรับด้วยได้เช่นไรกัน? ”

    จึงตอบรับด้วยสายตาที่ดุดันกลับไป

    “ขอบคุณค่ะท่านองค์ราชาดูเรียน แล้วทางด้านผู้นำปักษาจะเอายังไงละคะ? ยัน~”

    ทำยังกับว่าเขาเหลือทางเลือกอื่นได้?

    ออกเซอร์เริ่มรู้สึกปวดหัว

    หากไม่ตอบรับ มันก็จะแปลว่าเผ่าของเขาต้องถูกโดดเดี่ยวทันที

    หรือต่อให้ส่งทูตไปสานสัมพันธ์กับพวกอาร์โธร์โดา มันก็มีปัญหาเรื่องของกำแพงภาษาอีก

    พวกเขาที่ไม่สามารถสื่อสารกับเผ่าอื่นได้นั้น คงไม่สามารถจัดโต๊ะเจรจาเหมือนอย่างที่พวกภูติทำได้ในวันนี้หรอก

    แต่กระนั้น หากเข้าร่วมทำสัญญาสงบศึก พวกเขาก็จะมีเวลาเตรียมตัวสำหรับบุกพวกมนุษย์ได้

    หรือก็คือใช้โอกาสนี้หาทางลอบโจมตีพวกมนุษย์ได้นั่นเอง

    ด้วยข้อสรุปที่ได้ดังนี้ เขาเลยได้คำตอบว่า---

    “ได้ พวกเราเผ่าปักษาจะเข้าร่วมด้วย”

    ว่าจะเข้าร่วมพันธมิตรทั้งสี่เผ่าด้วยเช่นกัน

    “เยี่ยมไปเลยค่ะ! ถ้าแบบนั้นเรามาคุยเรื่องรายละเอียดกับข้อตกลงร่วมกันของพันธมิตรพวกเรา---”

    หากให้กล่าวโดยสรุป ข้อตกลงมันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย

    หนึ่ง [ห้ามโจมตีกันเอง จนกว่าจะมีชัยเหนือเผ่าอาร์โธร์โพดา]

    สอง [กองทัพที่จะส่งไปร่วมสงครามนั้น ให้แบ่งออกมาฝ่ายละสี่แสน]

    มีแค่สองข้อกำหนดเท่านั้น

    “วันออกทัพขอเป็นในอีกห้าวันข้างหน้านะคะ ส่วนแผนการ ให้แต่ละเผ่ารับผิดชอบกันเอง พวกเราจะบุกจากทั้งสามทิศพร้อมกัน ในยามรุ่งของอีกห้าวันข้างหน้าค่ะ ยัน~”

    เมื่อสรุปการประชุมได้ ภาพสัญญาณก็ถูกตัดขาดหายไป

    ลมพายุแห่งสงครามลูกใหญ่ กำลังจะเริ่มพัดโหมกระหน่ำอีกครั้งแล้ว



    ***กษัตริย์แห่งยักษา [ดูเรียน]

    “ผู้นำมนุษย์อย่างงั้นหรือ…”

    หลังจากที่พวกตัวจิ๋วเลิกใช้วิชาคุณไสย แล้วบินกลับขึ้นฟ้าไป ข้าก็เริ่มคิดถึงแผนรับมือต่าง ๆ ขึ้นมาภายในหัว

    ก่อนอื่นคงต้องรีบส่งอสูรนกสื่อสารไปแจ้งข่าวขุนนางทุกหัวเมืองให้กลับมารวมตัวด่วน

    สอง ต้องคิดแผนรับมือเพื่อกรณีที่มีเผ่าอื่นทรยศ

    ข้าไม่ไว้ใจพวกตัวจิ๋วเลย ภายใต้ใบหน้าที่สวยงามนั้น มันคือยาพิษร้ายชัด ๆ

    ทุกคำพูดดูอ่อนหวาน แต่ข้าสัมผัสได้ถึงจิตที่ไม่ซื่อตรงซึ่งแผ่ออกมาจากยัยนั่นได้

    ส่วนพวกตัวมีปีกนั้น ดูแล้วมันเอาแต่จับจ้องใส่พวกยักษาน้อยด้วยแววตาอาฆาตแค้น สงสัยไม่นานคงได้มีแตกคอกันเองแน่

    แต่ก็เป็นคนที่อ่านออกง่ายจนไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหรนัก

    สุดท้ายคือพวกยักษาน้อย

    มีเพียงแค่ผู้นำของพวกมันที่ข้าคาดเดาไม่ถูกว่าคิดอะไรอยู่

    สายตาที่แนวแน่ อีกทั้งยังไม่พูดจา นอกจากนิ่งเยือกเย็นประดุจภูเขาน้ำแข็ง

    ข้ารู้สึกได้ถึงความซื่อตรงและความแน่วแน่อันแข็งแกร่งที่ไม่อาจดูถูกได้จากผู้นำคนนี้

    “ชื่อว่ากังสินะ? คงต้องระวังตัวเอาไว้เสียแล้วสิ”



    ***พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์]

    ไอเผ่าสองแขนเวรพวกนั้น…

    ผู้นำของมันไม่ยอมพูดจา แล้วใช้ความเยือกเย็นรับมือความดุดันของผม กับเจ้าพวกเผ่าสองเขาคู่ได้อย่างน่าประทับใจ

    พูดตามตรงคือข้าไม่สามารถอ่านออกได้เลยว่ามันกำลังวางแผนอะไรเอาไว้ ถึงได้กล้าตอบรับข้อตกลงพันธมิตรออกไปได้อย่างไม่ลังเลเป็นรายแรกเช่นนั้น

    แต่ช่างมัน เพราะระหว่างที่พวกมันนำทัพออกไปบุกโจมตีพวกสี่แขน ผมก็จะใช้โอกาศนั้นเรียกทัพตัวเองกลับมา แล้วรวมตัวบุกตีพวกสองแขนแทน

    ดีไม่ดี หากพวกสี่แขนอ่อนแรง ผมก็จะได้เก็บไปทั้งสองเผ่าพร้อมกันเลย

    ผู้ชนะของสงครามครั้งนี้คือเผ่าของพวกเรา ชาวปักษาต่างหาก



    ***ประธานาธิบดี [ลิลลี่]

    “เหนื่อยจัง… ยัน~”

    ให้ฉันทำตัวเรียบร้อยและดูสง่างามแบบนั้น มันเหนื่อยมากเลยละยัน~

    “ขอปล่อยตัวตามสบายหน่อยนะยัน~”

    ว่าแล้วฉันก็แผ่แขนขาเปิดหวออยู่บนเตียงภายในห้องคนเดียว

    ว่าแต่แผนที่เอสเทอเสนอมานั้น เป็นไปอย่างราบรื่นจนน่าใจหายเลยแฮะ

    เข้าหาแล้วมัดมืดชกเปิดประชุมแบบงง ๆ อย่างรวดเร็ว จนดึงกระแสให้ไหลตามน้ำอย่างไม่รู้ตัว

    พอรู้ตัวอีกที ทุกเผ่าก็ตามน้ำสร้างพันธมิตรร่วมมือขึ้นมาได้แล้ว

    พวกเขาไม่รู้เลยว่ากำลังถูกหลอกใช้ให้ไปทำสงครามนะ

    เนื่องจากพวกเราพึ่งตระหนักได้ถึงอันตรายของโลกสงครามนี้ เลยทำให้เริ่มต้นช้าไป

    สรุปคือมีอาวุธไม่พอจัดทัพบุกชาวบ้านนั่นเอง

    ดังนั้น หากยื้มมือเผ่าอื่นไปรุมพวกอาร์โธร์โพดาได้ พวกเราก็จะมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น รวมไปถึงอาจจะได้ยึดป่าทางใต้กลับมาด้วย

    เอสเทอมองไปไกลว่าหากพวกมันถูกบุกหนัก ยังไงกองทัพที่กระจายมาอยู่ทางตะวันออกก็ต้องจำยอมถอนทัพกลับไปช่วยปกป้องเมืองหลวงของมันเองอยู่แล้ว

    “อืม… เอสเทอมีความคิดที่น่ากลัวจริง ๆ นั่นละ ยัน~”

    ฉันพึมพำกับตัวเองแล้วกลิ้ง กลิ้ง กลิ้งอย่างสนุนสนานอยู่บนเตียงไม้ที่อ่อนนุ่ม

    “อืม~ จะว่าไป ผู้นำเผ่ามนุษย์นี่หล่อพอดูเหมือนกันนะ แถมยังดูเยือกเย็นฉลาดด้วย”

    ระหว่างที่นอนกลิ้งไปมาบนเตียง ฉันก็คิดถึงใบหน้าของผู้นำเผ่ามนุษย์ขึ้นมา

    เขาทั้งหล่อ เยือกเย็น อีกทั้งยังดูสุขุม

    ฉันรู้สึกได้ว่าหน้าอกเล็ก ๆ ของตัวเองกำลังร้อนผ่าว

    “อยากเจอเขาอีกจัง ยัน~”



    ***ผู้นำหัวโขน [กัง]

    อู้ววว ประชุมจบเสียที

    ไม่น่าเชื่อว่าเผ่าภูติแสงจะมีอุปกรณ์ฉายโฮโลแกรมใช้ด้วย

    ว่าแต่ถ้าจะช่วยแปลภาษาให้เนี่ย กรุณาช่วยแปลเป็นภาษาจีนให้ผมด้วยจะเป็นพระคุณมากเลยละครับ

    ดูสิ เพราะฟังไม่รู้เรื่อง เลยต้องให้คุณเลขาตั๋งช่วยแปลให้อยู่หลังฉากเนี่ย

    แถมพวกคุณท่านยังพูดกันเร็วจนแปลให้ไม่ทัน สุดท้ายกระผมเลยต้องเออออพยักหน้าตามน้ำกลับไปเนี่ยแหละ

    สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าคุยบ้าอะไรกันจนจบการประชุมไป

    เอาเถอะ เดียวคุณตั๋งก็คงมีแผนการดี ๆ ออกมาให้เองอีกนั่นละ

    กระผมก็ทำหน้าที่เป็นหัวโขนที่ดีต่อไปก็พอแล้ว

    ว่าแต่มื้อเย็นนี้มีอะไรทานกันแน่นะ?