***นักรบยันเดเระ [แครอท]
“ทัพบานากลับมาแล้ว! เปิดประตู! ”
เสียงคำรามลั่นของนายทวารเผ้าประตูป้อมปราการได้ดังก้องไปทั่ว
อสูรหางเริ่มลากสายโซ่ที่คล้องกับประตูหินหุ้มเหล็กสูงสี่เมตรอันหนักอึ้งจนเปิดกว้างออก
ฉันที่ได้ยินคำประกาศนั้น ได้ละทิ้งต่ำแหน่งประจำการฝากให้มือขวาจัดการแทน ก่อนจะเร่งฝีเท้าไปหาบานาในทันที
“บานา! ”
ฉันยิ้มรับชายอันเป็นที่รักราวกับภรรยาที่รอต้อนรับการกลับมาของสามี
แต่คนทึ่มอย่างเขาคงเข้าใจว่าเป็นการรอต้อนรับของสหายสนิทมากกว่า
“ว่าไงแครอท ทางฝั่งนั้นมีความเคลื่อนไหวของพวกตัวเขี้ยวบ้างหรือเปล่า? ”
“ไม่มี…”
นั่นไงละ ฉันบอกแล้ว ตานี่ทึ่มจริง ๆ นั่นละ
ใบหน้าของเขาดูเรียบเฉยจนเดาได้เลยว่าเขาคิดยังไงกับฉัน
แต่ช่างเถอะ เพราะยังไงบานาก็เป็นของฉันคนเดียวอยู่แล้ว
ถ้าถามว่าเพราะอะไร? คำตอบมันง่ายนิดเดียว เพราะคนอื่นถูกฉันสกัดดาวรุ่งไปหมดแล้วยังไงละ
เจ้าหมอนี่อาจจะไม่รู้ตัว แต่บานาเนื้อหอมในหมู่สาวนักรบมากเลยละ
ฉันคิดเช่นนั้นพร้อมกับเดินตรงไปหาบานา
“บานา เดียวฉันเอาชุดเกราะของแกไปเก็บให้เอง ส่งมาสิ”
“ไม่เป็นไรมั้ง? ของแบบนี้ให้เป็นงานของทหารเลวเถอะ ขุนนางอย่างเธอไม่---”
“เอาเถอะน่า~”
“ตามใจเธอ… ”
ว่าแล้วฉันก็รับเสื้อเกราะอสูรปีกเกล็ดสีน้ำตาลมาจากเขา
หุ หุ หุ ได้ผ้าห่มของคืนนี้กับของสะสมมาเพิ่มแล้ว
“ดีนะที่พวกตัวเขี้ยวไม่เคลื่อนไหว หากถูกพวกมันบุกสวนมา ข้าละกลัวว่าพวกเราจะแพ้นะ”
“อย่าง---”
“คืนออกไซด์ของหนูมาน่ะ! ”
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา
ยัยนกสีแดงสลับขาวจากต่างเผ่าที่บังอาจมาแทรกการสนทนาระหว่างฉันกับบานานั้น มันกำลังบินลงมาทึ้งเส้นผมของบานาด้วยความโกรธอยู่
อยากตายหรือนังนี่!? … แต่ทว่า---
“โอ้ย~ โอ้ย~ เบา ๆ น่า เดียวข้าไปคุยให้เขาปล่อยตัวออกมาเอง พวกเรารักษาคำพูดอยู่แล้วนะ~”
แต่ทว่า--- ทำไมบานาถึงได้ใช้น้ำเสียงที่อ่อนนุ่มแบบนั้นกันได้ละเนี่ย!?
แล้วใบหน้านั้นอีก? ใบหน้ากับรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นขนาดนั้นมันคืออะไร!?
หรือว่าบานาจะชอบยัยนกนี่? นั่นมันต่างเผ่าพันธุ์เลยนะ! จะคล้ายกับพวกเราก็แค่ใบหน้าเท่านั้นเองนะ!?
“พูดจริงนะ มูว~”
“จริงจ๊ะ~”
กรี๊ดดด! ไม่ได้แล้ว ชัวร์ปาบไม่มีมั่วนิ่ม บานากำลังตกหลุมเสน่ห์ของยัยนกตัวนี้จริง ๆ ด้วย
ฆ่า… แบบนี้ต้องฆ่าทิ้งเท่านั้น
ไม่สิ แบบนั้นไม่ได้ เพราะโลกนี้มันเกิดใหม่ได้ ฉันต้องจับมาทรมาน เอาให้กลัวขึ้นสมองแทนสิ
เริ่มจากจับถอดขนสีแดงนั้นออกมาทีละเส้น แล้วจับหักแขนกับปีก แล้วจบลงด้วยการโยนไปให้อสูรขนปุยที่กำลังหิวโหยกินทั้งเป็นดีกว่า
“เอาละ งั้นไปคุยเรื่องการปล่อยตัวเธอกัน แครอท ข้าขอตัวก่อนนะ”
บานาทิ้งฉันไปกับยัยนกนั่นโดยไม่หันกลับมามองเลย
เอาละ ฉันตัดสินใจแล้ว มาเริ่มลงมือคืนนี้เลยดีกว่า
ในวันเดียวกันกับที่เกิดสงครามตีป้อมปราการบนทางสามแพร่งของแม่น้ำ ณ ที่เมืองหลวงของทั้งสี่เผ่า ก็กำลังมีเรื่องอันน่าเหลือเชื่อเกิดขึ้นเช่นกัน
บนท้องฟ้าที่เริ่มก่อเค้าเมฆฝนนั้น มีแสงสว่างขนาดเล็กโบยบินอยู่
สิ่งนั้นคือเผ่าภูติ
พวกเขาที่พยายามเก็บตัวเลี่ยงไม่เข้าร่วมสงครามมาตลอดสามสิบเอ็ดวันที่ผ่านมา ในที่สุดก็ได้เริ่มต้นเคลื่อนไหวอย่างจริงจังแล้ว
ร่างอันเล็กจิ๋วที่สูงเฉลี่ยเพียงหนึ่งเมตรของพวกเขา ได้โบยบินแหวกหมู่เมฆลงมาตามหัวเมืองใหญ่ของแต่ละเผ่า
ด้วยการที่ส่งสายลับมาประจำแต่ละเมืองของทุกเผ่า รวมไปถึงความพยายามในการศึกษาภาษา เลยทำให้เผ่าภูติเป็นเผ่าแรกที่ประสบความสำเร็จในเข้าถึงทุกภาษาของโลก
เมืองหลวง [ดูเรียน] [เอเลเมนต์] และ [ฮิวซิตี้] เมืองทั้งสามของทั้งสามเผ่าได้ถูกภูติมาเยือนพร้อมกันอย่างไม่คาดคิดมาก่อน
คริสตัลภูติที่เป็นแก้วใสในมือของพวกเขา ได้ส่องประกายแสงเจ็ดสีออกมา
เหล่าคณะผู้มาเยื่อนโดยไม่ได้รับอนุญาตนี้ เป็นกลุ่มขนาดเล็กที่มีจำนวนภูติอยู่ด้วยกันสี่คน
พวกเขาโบยบินลงมาจากฟากฟ้า พร้อมกับเสียงที่เป็นมิตรว่า
“พวกเรามาเพื่อพูดคุย กิว~/เล~/บี~”
เนื่องจากภาษาที่เปล่งออกมานั้น เป็นภาษาของมนุษย์ ยักษา และปักษา เลยทำให้พวกเขาต่างตกใจและเผลอต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญนี้เข้ามาโดยไม่ทันคิด
พอรู้ตัวอีกที คณะทูตของเผ่าภูติก็ได้มานั่งอยู่ภายในเมืองหลวงของทั้งสามเผ่าแล้ว
และนี่คือสิ่งที่พวกภูติได้เสนอออกไปให้กับทุกเผ่าทราบ
“พวกเราจะไม่มาจับมือกันหน่อยหรือไง? เป้าหมายคือพวกอาร์โธร์โพดาที่กำลังเหิมเกริมขยายเขตแดนพวกนั้นยังไงละ กิว~/เล~/บี~”
ว่าแล้วคณะทูตก็ชูมือข้างที่ถือลูกคริสตัลภูติขึ้นไปฟ้า
ปีกทั้งสองที่โปร่งแสงเริ่มส่องประกายแสงสว่าง พร้อมกันนั้น ลูกแก้วที่อยู่ในมือของเหล่าภูติก็เริ่มส่องประกายแสงเจ็ดสีเจิดจ้าออกมาเช่นกัน
ภาพของคณะทูตที่อยู่ห่างไกลออกไปในแต่ละเมืองได้ถูกฉายขึ้นในอากาศที่ว่างเปล่า
ใบหน้าใต้หน้ากากไม้ที่น่ากลัวในชุดเครื่องราชหนังสัตว์ กษัตริย์แห่งยักษา [ดูเรียน]
บุรุษชาวจีนที่มีใบหน้าหล่อเหลาในชุดสูทที่เรียบตึง ผู้นำของมนุษย์ [กัง]
ชาวอินทรีย์ที่มีใบหน้าดุดันโหดเหี้ยม และมีขนสีดำทั้งตัวและสวมผ้าคลุมอย่างง่ายซึ่งทำใบไม้ จ่าฝูงชาวปักษา [ออกเซอร์]
และภูติที่งดงามดั่งดอกไม้ขาวนวล พร้อมกับผมสีเงินยาวแลดูบอบบางน่าปกป้อง ประธานธิบดีของเหล่าภูติ [ลิลลี่]
ถึงแม้ว่าจะอยู่ต่างสถานที่ แต่ด้วยอุปกรณ์สื่อสารของเผ่าภูติ มันก็สามารถทำให้พวกเขาเชื่อมถึงกันได้อย่างน่าอัศจรรย์
“นี่มันบ้าอะไรกัน!? ”
ชาวปักษาอย่างออกเซอร์ที่ไม่เคยเห็นของแบบนี้มาก่อน ถึงกับออกอาการตื่นตระหนกออกมา
“...วิชาคุณไสย? ”
ดูเรียนที่ไม่เคยเห็นสิ่งนี้ ถึงไม่ออกอาการตื่นตระหนก แต่ก็มีอาการหวาดกลัวแสดงออกมาให้เห็นเล็กน้อย
“โฮโลแกรมอย่างงั้นหรือ? อืม...”
ผิดกับเผ่ามนุษย์ ที่ดูสงบเยือกเย็นได้อย่างคาดไม่ถึง
พอเห็นดังนี้ ลิลลี่จากเผ่าภูติจึงประเมินมนุษย์ให้มีระดับของอารยธรรมที่สูงยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม
“สวัสดีทุกท่าน เหล่าตัวแทนจากทุกเผ่า ต้องขออภัยในความเสียมารยาทของดิฉันด้วย… ยัน~”
“เออ…”
“อ่า…”
อาจเป็นโชคดีของทั้งสี่เผ่าที่มีจุดร่วมเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่ต่างกันมาก พอเจอความงดงามดั่งเทพธิดา อีกทั้งมารยาทที่เรียบร้อยของผู้นำเผ่าภูติเข้าไป พวกเขาก็ถึงกับอึงไปต่อไม่ถูกกัน
พอรู้ตัวอีกที พวกเขาก็เริ่มสงบจิตสงบใจและยอมฟังในสิ่งที่ผู้นำภูติอยากจะกล่าวต่อไป
อีกทั้งด้วยเทคโนโลยีอันเลิศล้ำของเผ่าภูติ เลยทำให้ภาษาภูติที่เธอพูดออกไปนั้น ถูกแปลให้เป็นภาษาของมนุษย์ ยักษา และปักษา ณ ที่ปลายทางในทันทีอีกด้วย
ปัญหาเรื่องกำแพงของภาษานั้นจึงได้หมดไปเช่นกัน
แต่น่าเสียดายที่ผู้นำกังของเผ่ามนุษย์ฟังภาษาอังกฤษไม่ออก เขาเลยต้องให้เลขาของเขา ซึ่งกำลังยืนหลบหน้าจออยู่ที่อีกมุมเขียนโพยคำแปลมาให้เขาแทน
“นี่อาจเป็นการประชุมผู้นำระหว่างเผ่าครั้งแรกของพวกเรา ถึงพวกเราจะเคยทำสงครามกัน มีเรื่องบาดหมางกัน แต่อยากให้ละวางซึ่งความแค้นนั้นลง ทำการสงบศึกชั่วคราว แล้วมาร่วมมือเพื่อจัดการศัตรูที่น่ากลัวที่สุดอย่างเผ่าอาร์โธร์โพดากันก่อนจะดีกว่าหรือเปล่าคะ? ยัน~”
ลิลลี่แห่งเผ่าภูติได้เอยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลึกและอ่อนโยน พร้อมกับยิงเข้าประเด็นหลักในทันทีโดยไม่อ้อมค้อม
“เผ่าอาร์โธร์โพดาคืออะไร! ”
ออกเซอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่คุกคาม ชายผู้นี้ยังคงยึดถือว่าตัวเองยิ่งใหญ่ที่สุดจากทุกเผ่าอยู่
“อย่าใจร้อนเช่นนั้นสิค่ะ เดียวก็หมดหล่อกันพอดีหรอกค่ะท่านปักษาผู้ปกครองท้องฟ้า [อาร์โธร์โพดา] คือเผ่าที่มนุษย์เรียกว่า [มนุษย์มด] คือเผ่าที่พวกยักษาเรียกว่า [ตัวเขี้ยว] คือตัวตนที่เผ่าของปักษาเรียกว่า [สี่แขน] ยังไงละคะ ยัน~”
ลิลลี่หัวเราะอย่างเริงร่า ผมสีเงินของเธอได้พลิ้วไปตามสายลมอย่างงดงามผ่านหน้าจอโฮโลแกรมนั้น
“ข้าเข้าใจสิ่งที่เจ้าอยากจะสื่อแล้ว แต่พวกเราเผ่ายักษาจะให้ความร่วมมือหรือไม่นั่น คงต้องขอดูความจริงใจของพวกเจ้าที่เหลือก่อน”
ดูเรียนเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้นำภูติได้ในทันที
สำหรับเผ่ายักษาที่ถูกเผ่าอาร์โธร์โพดาขับไล่มาถึงทางเหนือของทวีปนั้น ย่อมรู้สึกได้ถึงอันตรายของพวกมันอยู่แล้ว
แต่เขาก็ใช่ว่าจะยินยอมตกลงให้ความร่วมมือกับเผ่าอื่นได้ในทันทีเช่นกัน
ถึงจะยังไม่เคยทำสงครามกับเผ่าอื่นโดยตรง แต่จะให้ไว้ใจทันทีมันก็ใช่เรื่อง
“ฮึ! กับอีแค่พวกตัวสี่แขนจะไปน่ากลัวอะไร ของแบบนั้นเผ่าของพวกเรารับมือคนเดียวได้อยู่แล้ว! ”
ส่วนสำหรับออกเซอร์นั้น ถึงจะได้รับข้อมูลการรบของเผ่าอาร์โธร์โพดามาแล้วบ้าง แต่เขากลับรู้สึกว่าพวกมนุษย์เป็นเป้าหมายแรกที่ต้องจัดการอยู่ดี
เขารู้โดยสัญชาตญาณว่าไม่ควรปล่อยให้พวกมนุษย์ตั้งตัวได้เด็ดขาด
“...”
ในขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่าไม่ยอมตอบรับคำขอของภูติ ผู้นำมนุษย์กลับนิ่งเงียบเฉยดุจรูปปั้นหิน
เขาดูเยือกเย็น สงบนิ่ง จนทำให้ผู้นำอีกสามเผ่าที่เห็นภาพนั้นเริ่มรู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขามจากผู้นำคนนี้
ผู้นำกังพยักหน้าตอบรับคำขอเผ่าภูติ
“ขอบคุณมากค่ะท่านผู้นำของเผ่ามนุษย์ พวกเรา [ภูติ] กับ [มนุษย์] จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งแน่นอนค่ะ ยัน~”
ในตอนนั้นเองที่ดูเรียนรู้สึกสงสัย
ชายคนนี้คิดอะไรอยู่?
กับโลกที่พึ่งมาอยู่ได้เพียงสามสิบสองวัน กับเผ่าต่าง ๆ ที่ยังไม่รู้นิสัยใจคอดี อีกทั้งกฏบ้า ๆ จากพวกเทพเจ้าห่านรากที่ให้เข้าทำสงครามกัน ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ ทำไมชายผู้นี้ถึงตอบรับคำขอที่ชวนดูคลุมเครือเช่นนั้นกันได้อย่างทันทีกันละ?
ดูเรียนที่คิดเช่นนั้นจึงทดลองไถ่ถามกลับไปเพื่อลองเชิงผู้นำของมนุษย์ดู
“เจ้า...ชื่อกังสินะ? ขอข้าถามเจ้าหน่อยได้หรือไม่ ทำไมเจ้าถึงตอบรับคำชวนของเผ่าภูติกันละ? ”
ถึงจะเป็นภาษาของยักษา แต่เสียงที่ปลายทางของเผ่ามนุษย์ก็เป็นภาษาอังกฤษที่กังฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี
ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่หน้าจออย่างเอาเป็นเอาตาย… แน่นอนว่ากำลังดูสิ่งที่เลขาตั๋งกำลังเขียนแปลเป็นภาษาจีนอยู่นั่นละ
“ (โอ้!? ช่างเป็นดวงตาที่เด็ดขาดยิ่งนัก เป็นสายตาของนักสู้ที่แท้จริง หาได้มีความขลาดเขลาไม่ อาจตีความได้ว่าไม่ได้คิดอะไร แต่ดวงตานั้นบอกข้าว่าชายผู้นี้มีแผนการรับมือพร้อม อีกทั้งยังมีความมั่นใจเปี่ยมล้น ไร้ซึ่งความลังเลเลย...ได้! งั้นข้าเองก็จะแสดงความขลาดเขลาให้เผ่าอื่นเห็นมิได้หรอก) ”
บางทีนี่อาจจะเป็นการประเมินความพร้อมของกองทัพฝ่ายศัตรูไปในตัวก็เป็นไปได้อยู่
จริงอยู่ว่าระแวงเอาไว้เป็นการดี แต่หากระแวงมากไปก็อาจจะถูกศัตรูดูหมิ่นได้
เผ่ายักษาที่ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังนั้น คือเผ่าแห่งนักรบที่มีศักดิ์ศรีไม่ย่อยอมให้ใครหน้าไหนมาดูถูกได้เด็ดขาดอยู่แล้ว ถ้ามัวแต่ลังเลดูท่าที อาจจะทำให้เผ่าคิดว่า “พวกยักษาไม่มีน้ำยา” ก็เป็นไปได้
ยิ่งพอเห็นดวงตาอันเด็ดขาดที่ไม่หวั่นไหวใด ๆ ของผู้นำมนุษย์ ก็ยิ่งทำให้ปลุกไฟนักสู้ในสายเลือดของยักษาในตัวราชาดูเรียนขึ้นมา
ดังนั้น ท้ายที่สุดแล้วดูเรียนจึงได้--
“ได้ ในเมื่อพวกยักษาน้อยตอบรับ พวกเรา เผ่ายักษาจะไม่ตอบรับด้วยได้เช่นไรกัน? ”
จึงตอบรับด้วยสายตาที่ดุดันกลับไป
“ขอบคุณค่ะท่านองค์ราชาดูเรียน แล้วทางด้านผู้นำปักษาจะเอายังไงละคะ? ยัน~”
ทำยังกับว่าเขาเหลือทางเลือกอื่นได้?
ออกเซอร์เริ่มรู้สึกปวดหัว
หากไม่ตอบรับ มันก็จะแปลว่าเผ่าของเขาต้องถูกโดดเดี่ยวทันที
หรือต่อให้ส่งทูตไปสานสัมพันธ์กับพวกอาร์โธร์โดา มันก็มีปัญหาเรื่องของกำแพงภาษาอีก
พวกเขาที่ไม่สามารถสื่อสารกับเผ่าอื่นได้นั้น คงไม่สามารถจัดโต๊ะเจรจาเหมือนอย่างที่พวกภูติทำได้ในวันนี้หรอก
แต่กระนั้น หากเข้าร่วมทำสัญญาสงบศึก พวกเขาก็จะมีเวลาเตรียมตัวสำหรับบุกพวกมนุษย์ได้
หรือก็คือใช้โอกาสนี้หาทางลอบโจมตีพวกมนุษย์ได้นั่นเอง
ด้วยข้อสรุปที่ได้ดังนี้ เขาเลยได้คำตอบว่า---
“ได้ พวกเราเผ่าปักษาจะเข้าร่วมด้วย”
ว่าจะเข้าร่วมพันธมิตรทั้งสี่เผ่าด้วยเช่นกัน
“เยี่ยมไปเลยค่ะ! ถ้าแบบนั้นเรามาคุยเรื่องรายละเอียดกับข้อตกลงร่วมกันของพันธมิตรพวกเรา---”
หากให้กล่าวโดยสรุป ข้อตกลงมันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย
หนึ่ง [ห้ามโจมตีกันเอง จนกว่าจะมีชัยเหนือเผ่าอาร์โธร์โพดา]
สอง [กองทัพที่จะส่งไปร่วมสงครามนั้น ให้แบ่งออกมาฝ่ายละสี่แสน]
มีแค่สองข้อกำหนดเท่านั้น
“วันออกทัพขอเป็นในอีกห้าวันข้างหน้านะคะ ส่วนแผนการ ให้แต่ละเผ่ารับผิดชอบกันเอง พวกเราจะบุกจากทั้งสามทิศพร้อมกัน ในยามรุ่งของอีกห้าวันข้างหน้าค่ะ ยัน~”
เมื่อสรุปการประชุมได้ ภาพสัญญาณก็ถูกตัดขาดหายไป
ลมพายุแห่งสงครามลูกใหญ่ กำลังจะเริ่มพัดโหมกระหน่ำอีกครั้งแล้ว
***กษัตริย์แห่งยักษา [ดูเรียน]
“ผู้นำมนุษย์อย่างงั้นหรือ…”
หลังจากที่พวกตัวจิ๋วเลิกใช้วิชาคุณไสย แล้วบินกลับขึ้นฟ้าไป ข้าก็เริ่มคิดถึงแผนรับมือต่าง ๆ ขึ้นมาภายในหัว
ก่อนอื่นคงต้องรีบส่งอสูรนกสื่อสารไปแจ้งข่าวขุนนางทุกหัวเมืองให้กลับมารวมตัวด่วน
สอง ต้องคิดแผนรับมือเพื่อกรณีที่มีเผ่าอื่นทรยศ
ข้าไม่ไว้ใจพวกตัวจิ๋วเลย ภายใต้ใบหน้าที่สวยงามนั้น มันคือยาพิษร้ายชัด ๆ
ทุกคำพูดดูอ่อนหวาน แต่ข้าสัมผัสได้ถึงจิตที่ไม่ซื่อตรงซึ่งแผ่ออกมาจากยัยนั่นได้
ส่วนพวกตัวมีปีกนั้น ดูแล้วมันเอาแต่จับจ้องใส่พวกยักษาน้อยด้วยแววตาอาฆาตแค้น สงสัยไม่นานคงได้มีแตกคอกันเองแน่
แต่ก็เป็นคนที่อ่านออกง่ายจนไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหรนัก
สุดท้ายคือพวกยักษาน้อย
มีเพียงแค่ผู้นำของพวกมันที่ข้าคาดเดาไม่ถูกว่าคิดอะไรอยู่
สายตาที่แนวแน่ อีกทั้งยังไม่พูดจา นอกจากนิ่งเยือกเย็นประดุจภูเขาน้ำแข็ง
ข้ารู้สึกได้ถึงความซื่อตรงและความแน่วแน่อันแข็งแกร่งที่ไม่อาจดูถูกได้จากผู้นำคนนี้
“ชื่อว่ากังสินะ? คงต้องระวังตัวเอาไว้เสียแล้วสิ”
***พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์]
ไอเผ่าสองแขนเวรพวกนั้น…
ผู้นำของมันไม่ยอมพูดจา แล้วใช้ความเยือกเย็นรับมือความดุดันของผม กับเจ้าพวกเผ่าสองเขาคู่ได้อย่างน่าประทับใจ
พูดตามตรงคือข้าไม่สามารถอ่านออกได้เลยว่ามันกำลังวางแผนอะไรเอาไว้ ถึงได้กล้าตอบรับข้อตกลงพันธมิตรออกไปได้อย่างไม่ลังเลเป็นรายแรกเช่นนั้น
แต่ช่างมัน เพราะระหว่างที่พวกมันนำทัพออกไปบุกโจมตีพวกสี่แขน ผมก็จะใช้โอกาศนั้นเรียกทัพตัวเองกลับมา แล้วรวมตัวบุกตีพวกสองแขนแทน
ดีไม่ดี หากพวกสี่แขนอ่อนแรง ผมก็จะได้เก็บไปทั้งสองเผ่าพร้อมกันเลย
ผู้ชนะของสงครามครั้งนี้คือเผ่าของพวกเรา ชาวปักษาต่างหาก
***ประธานาธิบดี [ลิลลี่]
“เหนื่อยจัง… ยัน~”
ให้ฉันทำตัวเรียบร้อยและดูสง่างามแบบนั้น มันเหนื่อยมากเลยละยัน~
“ขอปล่อยตัวตามสบายหน่อยนะยัน~”
ว่าแล้วฉันก็แผ่แขนขาเปิดหวออยู่บนเตียงภายในห้องคนเดียว
ว่าแต่แผนที่เอสเทอเสนอมานั้น เป็นไปอย่างราบรื่นจนน่าใจหายเลยแฮะ
เข้าหาแล้วมัดมืดชกเปิดประชุมแบบงง ๆ อย่างรวดเร็ว จนดึงกระแสให้ไหลตามน้ำอย่างไม่รู้ตัว
พอรู้ตัวอีกที ทุกเผ่าก็ตามน้ำสร้างพันธมิตรร่วมมือขึ้นมาได้แล้ว
พวกเขาไม่รู้เลยว่ากำลังถูกหลอกใช้ให้ไปทำสงครามนะ
เนื่องจากพวกเราพึ่งตระหนักได้ถึงอันตรายของโลกสงครามนี้ เลยทำให้เริ่มต้นช้าไป
สรุปคือมีอาวุธไม่พอจัดทัพบุกชาวบ้านนั่นเอง
ดังนั้น หากยื้มมือเผ่าอื่นไปรุมพวกอาร์โธร์โพดาได้ พวกเราก็จะมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น รวมไปถึงอาจจะได้ยึดป่าทางใต้กลับมาด้วย
เอสเทอมองไปไกลว่าหากพวกมันถูกบุกหนัก ยังไงกองทัพที่กระจายมาอยู่ทางตะวันออกก็ต้องจำยอมถอนทัพกลับไปช่วยปกป้องเมืองหลวงของมันเองอยู่แล้ว
“อืม… เอสเทอมีความคิดที่น่ากลัวจริง ๆ นั่นละ ยัน~”
ฉันพึมพำกับตัวเองแล้วกลิ้ง กลิ้ง กลิ้งอย่างสนุนสนานอยู่บนเตียงไม้ที่อ่อนนุ่ม
“อืม~ จะว่าไป ผู้นำเผ่ามนุษย์นี่หล่อพอดูเหมือนกันนะ แถมยังดูเยือกเย็นฉลาดด้วย”
ระหว่างที่นอนกลิ้งไปมาบนเตียง ฉันก็คิดถึงใบหน้าของผู้นำเผ่ามนุษย์ขึ้นมา
เขาทั้งหล่อ เยือกเย็น อีกทั้งยังดูสุขุม
ฉันรู้สึกได้ว่าหน้าอกเล็ก ๆ ของตัวเองกำลังร้อนผ่าว
“อยากเจอเขาอีกจัง ยัน~”
***ผู้นำหัวโขน [กัง]
อู้ววว ประชุมจบเสียที
ไม่น่าเชื่อว่าเผ่าภูติแสงจะมีอุปกรณ์ฉายโฮโลแกรมใช้ด้วย
ว่าแต่ถ้าจะช่วยแปลภาษาให้เนี่ย กรุณาช่วยแปลเป็นภาษาจีนให้ผมด้วยจะเป็นพระคุณมากเลยละครับ
ดูสิ เพราะฟังไม่รู้เรื่อง เลยต้องให้คุณเลขาตั๋งช่วยแปลให้อยู่หลังฉากเนี่ย
แถมพวกคุณท่านยังพูดกันเร็วจนแปลให้ไม่ทัน สุดท้ายกระผมเลยต้องเออออพยักหน้าตามน้ำกลับไปเนี่ยแหละ
สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าคุยบ้าอะไรกันจนจบการประชุมไป
เอาเถอะ เดียวคุณตั๋งก็คงมีแผนการดี ๆ ออกมาให้เองอีกนั่นละ
กระผมก็ทำหน้าที่เป็นหัวโขนที่ดีต่อไปก็พอแล้ว
ว่าแต่มื้อเย็นนี้มีอะไรทานกันแน่นะ?