บทที่ 54 สำนักยุทธ์หมื่นภูษา
เฉินซือหยางหันกลับไปมองซุนหนิงเซียนแล้วตอบออกไป
“ถนนที่ทอดสู่โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นทางตรง หากข้าจะมาที่โรงเตี๊ยมแล้วทำให้ท่านคิดว่าข้าลอบติดตามท่าน เช่นนั้นข้าก็ต้องขออภัยท่านแล้ว"
ซุนหนิงเซียนมองผ่านแววตาขณะที่ชายหนุ่มตอบคำ เห็นแววตาที่ใสกระจ่างไม่มีรอยกระเพื่อมใดให้จับผิด นางจึงประสานมือโคลงศีรษะแก่มัน
“เป็นข้าที่เข้าใจผิดและสำคัญตัวเองมากไป ต้องขออภัย”
เฉินซือหยางตอบทันที
“ข้าไม่ให้อภัย”
ซุนหนิงเซียนขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนเฉินซือหยางจะกล่าวต่อ
“ที่ท่านมาหาข้าและกล่าวคำถามเมื่อครู่ทำข้าตกใจมาก คิดว่าข้าจะถูกท่านนำตำแหน่งที่สูงศักดิ์มาข่มเหงรังแกคนเหมือนศิษย์น้องท่านคนนั้นเสียแล้ว"
“ข้าจักเลี้ยงอาหารเป็นการไถ่โทษที่ทำให้ตกใจ”
เฉินซือหยางส่ายศีรษะ ซุนหนิงเซียนก็หรี่ตา
“หรือท่านต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม”
เฉินซือหยางยิ้มน้อยๆ ออกมา
“เป็นเกียรติร่วมโต๊ะอาหารกับข้าซักมื้อ แล้วข้าจะไม่บอกต่อใครว่าศิษย์สำนักยุทธ์หมื่นภูษามาหาเรื่องคนที่ไม่มีทางสู้"
ซุนหนิงเซียนพินิจมองบุรุษหนุ่ม มองผิวเผินจากภายนอก คนผู้นี้ดูโดดเด่นและทรงภูมิเป็นอย่างมาก รูปลักษณ์ก็หล่อเหลาผิดแผกจากคนทั่วไป ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งราวสตรี ปานว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านพลังจิตวิญญาณก็ปาน ทว่าเมื่อนางพยายามตรวจสอบและจับสัมผัสถึงพลังจิตวิญญาณที่กำจายจากร่างอันเป็นสภาวะปกติของคนทั่วไปที่มีพลังจิตวิญญาณ นางกลับมิอาจสัมผัสถึงพลังจิตวิญญาณของมันได้ มันกลับเป็นผู้ที่ไร้พลังจิตวิญญาณ
ตัวตนของชายหนุ่มผู้นี้ดูขัดแย้งไปเสียหมด เหมือนคนที่ไม่ธรรมดาแต่ก็ธรรมดาจนถึงขั้นต่ำชั้น แต่ก็แฝงความน่าสนใจบางอย่างที่บอกไม่ถูก
“ท่านคิดก่อกวนอันใด"
เฉินซือหยางมองตานาง
“หรือว่าท่านลดตัวมาร่วมโต๊ะกับขยะอย่างข้าไม่ได้”
ซุนหนิงเซียนนั่งลงยังเก้าอี้ร่วมโต๊ะกับชายหนุ่ม
“คนทุกคนมีค่าในตัวเทียบเทียมกัน อย่าได้ดูแคลนการมองค่าความเป็นคนของข้า”
เฉินซือหยางยิ้มแล้วนึกถึงซุนหลงพร้อมกับซุนหานสหายตนก่อนพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา
“พวกท่านนี่เหมือนกันจริงๆ"
ซุนหนิงเซียนกล่าวถาม
“ท่านว่าอะไร"
เฉินซือหยางผายมือ
“สั่งข้าวเถอะ ข้าหิวแล้ว"
ซุนหนิงเซียนไม่รู้เหตุใดจึงคล้อยตามคำกล่าวของคนผู้นี้ หากนางจะแข็งข้อปฏิเสธไม่ร่วมโต๊ะกับมันย่อมทำได้ ที่จริงแล้วนางเกรงกลัวคำขู่ของมันเมื่อครู่หรือว่านางเองก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างในตัวมันกันแน่
ด้านเหล่าสตรีจากสำนักยุทธ์หมื่นภูษาที่เป็นสหายของซุนหนิงเซียนต่างมองเฉินซือหยางด้วยแววความตำหนิ กล้าเอาคำขู่ที่ว่าศิษย์สำนักพวกตนไปรังแกมันเพื่อให้ซุนหนิงเซียนร่วมโต๊ะด้วยนับว่ามากเกินไปแล้ว แต่พวกนางก็ไม่ออกปากคัดค้านอะไร เพราะเหตุการณ์ก็สื่อไปเช่นนั้นจริงๆ เป็นซุนหนิงเซียนสหายของพวกนางที่เข้าไปกล่าวหาว่ามันแอบลอบติดตามนางก่อน เช่นนั้นพวกนางจึงพากันกินอาหารอีกโต๊ะไปอย่างเงียบๆ
เฉินซือหยางหลังจากได้ร่วมทานอาหารกับซุนหนิงเซียน ชายหนุ่มกลับวางตัวนิ่งเฉยมิได้กล่าวสนทนาอะไร ราวกับนั่งกินข้าวคนละโต๊ะก็ปาน กินเสร็จก็ขอตัวลาจาก สิ่งนี้กลับยิ่งทำให้ซุนหนิงเซียนรู้สึกงุนงงขึ้นไปอีก ปกติบุรุษเพศมักทำทีสร้างเรื่องเข้าหานางเพื่อตีสนิทหรือทำความรู้จัก ตอนแรกนางคิดว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ก็คงเป็นเช่นเดียวกันกับบุรุษผู้อื่น ทว่าเมื่อนางร่วมโต๊ะอาหารกับมันแล้ว นอกจากกินข้าวมันก็ไม่แม้จะเอ่ยถามนางแม้เพียงกระผีก ขนาดนามของนางมันยังไม่ปริปากเอ่ยถาม
“เป็นคนที่ประหลาดจริงๆ"
ซุนหนิงเซียนกล่าวขึ้นกับตนเอง ส่วนสหายของนางที่เดินเข้ามาหาก็กล่าวเสริมด้วย
“หากไม่นับว่ารูปลักษณ์หล่อเหลาราวเทวรูปสลัก มันก็เป็นบุรุษที่แปลกประหลาดไปจริงๆ"
“อุตส่าห์ได้ร่วมโต๊ะกับหนิงเซียน มันกลับวางท่าเมินเฉย มันคิดว่าตนเป็นใคร”
“หรือก็แค่บุรุษที่สติไม่ดีผู้หนึ่ง แต่ช่างเถอะ พวกเราอย่าได้สนใจมันเลย มีเรื่องที่ให้ต้องสนใจมากกว่า”
“นั่นสินะ อีกหกเดือนข้างหน้าทางสำนักจะเปิดรับศิษย์ใหม่ประจำปี ข้ารู้สึกตื่นเต้นแล้วล่ะว่าจะมีคนมากพรสวรรค์เช่นไรมาขับเคี่ยวกันเพื่อเข้าเป็นศิษย์ของสำนัก”
“กล่าวถึงเรื่องนี้ข้ากลับลืมไปเลย ท่านอาจารย์ได้ไหว้วานให้พวกเราไปช่วยเตรียมงานนี้ด้วย"
ซุนหนิงเซียนละสายตามาจากเงาหลังที่ค่อยๆ เลือนหายไปของชายหนุ่ม ก่อนเลื่อนกลับมามองเหล่าสหายตน
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ"
เฉินซือหยางเดินลัดผ่านตามตรอกซอยที่ไร้ผู้คน ก่อนที่มันจะหยิบเศษชุดคลุมผืนนั้นขึ้นมาพินิจดู ด้านจินเยว่ก็ส่งกระแสเสียงเพื่อกล่าวถาม
“ได้อะไรบ้าง"
“เมื่อครู่ข้าลองพินิจมองชุดคลุมไหมเงินของนางอย่างถี่ถ้วนแล้ว ชนิดผ้าและลักษณะเดียวกันไม่ผิดแน่ ทว่ามีสิ่งที่ไม่เหมือนก็คือรายละเอียดที่ยิบย่อยบนตัวผ้า หากข้าไม่ใช้วิธีให้นางร่วมโต๊ะ ข้าคงไม่เห็นสิ่งที่เล็กน้อยนี้"
“อะไรหรือ"
“บนเนื้อผ้ามีลวดลายสีเงินเข้มที่แทบจะกลืนไปกลับตัวชุดไหมเงิน ของสตรีนางนั้นเป็นริ้วภูเขาสามชั้น แต่เศษชิ้นผ้านี้เป็นลักษณะของริ้วภูเขาสูงชะรูดชั้นเดียว ซึ่งรอยฉีกขาดของเศษชุดคลุมทำให้ไม่ทราบได้ว่าเหนือขุนเขามีอะไรอีกหรือไม่ ทว่าที่แน่ใจได้คือคนผู้นั้นต้องเกี่ยวข้องกับสำนักยุทธ์หมื่นภูษาตามที่บุรุษขายมันเผาให้ข้อมูลมาจริงๆ”
“ถือว่าเป็นข้อมูลที่ดี สิ่งนี้อาจนำพาพวกเราไปหามรกตที่หายไปได้เร็วขึ้น”
“ได้ข้อมูลก็จริง แต่น่าจะมีปัญหาใหญ่อยู่ ดูจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเตี๊ยมวันนี้ อิทธิพลของสำนักยุทธ์หมื่นภูษาย่อมไม่ธรรมดาในแคว้นหมื่นขุนเขาแน่แท้ อีกทั้งแต่ละคนก็น่าจะมีพลังฝีมือไม่เบา ขนาดศิษย์ชั้นต่ำสุดของสำนักก็ยังดูเหนือกว่ายอดฝีมือทั่วไปมาก จำนวนคนในสำนักหากให้ประเมินจากที่ได้ยินมาก็ดูจะมากมายนับไม่ถ้วน จึงเป็นเรื่องยากแน่ที่จะตามหาตัวเจ้าของเศษชุดคลุมผืนนี้”
“เรื่องของเมืองหลวงอาศัยพวกเรายอมไม่ได้รับความกระจ่าง เช่นนั้นต้องอาศัยคนจากเมืองหลวง”
เมื่อจินเยว่กล่าวเช่นนี้ เฉินซือหยางก็นึกขึ้นมาได้ จึงล้วงป้ายสำนักโอสถออกมาดู ที่เมืองหลวงแห่งนี้มันยังมีที่พอจะพึ่งได้อยู่
“ข้าเกือบลืมไปเสียฉิบ ยังมีผู้อาวุโสฟู่เหอ”
นึกถึงฟู่เหอ ฟู่เหอก็มา นับเป็นความบังเอิญอย่างยิ่ง ทว่าจุดที่ฟู่เหอไปก็คือตำแหน่งศาลเจ้าร้าง อันเป็นฐานลับเครือข่ายหอการค้ากลางเมฆาที่เมืองหลวง ข่าวคนถูกสังหารได้รับแจ้งจากชาวบ้านไปถึงทางการ เหล่าสำนักมือปราบล้วนมุ่งมาทำการตรวจสอบคดี เรื่องนี้เองย่อมทราบไปถึงหอโอสถ ฟู่เหอจึงไม่ชักช้ารีบมุ่งหน้าไปที่ศาลเจ้าร้างทันใด ความกังวลแรกของบุรุษชราคือเครือข่ายหอการค้ากลางเมฆานี้สำคัญกับพวกมัน หากเกิดอะไรขึ้นไม่เป็นเรื่องดีแน่ ความกังวลที่สองคือผู้ที่ถูกเลือกอย่างเฉินซือหยางก็ขาดการติดต่อไปนับแต่ที่มันออกไปตามหาตันไห่ เรื่องนี้ทำให้บุรุษชราฟู่เหอถึงกับนั่งไม่ติด ยิ่งไปเห็นสภาพศาลเจ้าร้างที่ยับเยิน กอปรกับรู้เรื่องถึงคนตายซึ่งเป็นผู้รับสาส์น มันยิ่งใจคอไม่ดีเป็นอย่างมาก
“อย่าได้เป็นอะไรเลย"
ในใจของบุรุษชราได้แต่ภาวนา แต่มันก็มิอาจออกไปแสดงตัวอย่างโจ่งแจ้งจนเกินไป เพราะอาจตกเป็นเป้าหมายในที่แจ้งของกลุ่มคนที่มันพอจะรู้ว่าเป็นคนของใครที่ลงมือได้ ขณะที่กำลังร้อนลุ่มใจบนรถม้าของตน เสียงของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก็ดังขึ้นเบื้องนอกรถม้า เสียงนี้ทำให้บุรุษชราคลายใจไปได้หลายส่วน
“เฉินซือหยาง เป็นเจ้า"
เฉินซือหยางได้ถูกเรียกให้เข้าไปภายในรถม้า ฟู่เหอก็กล่าวถามต่อ
“เกิดสิ่งใดขึ้น?"
เฉินซือหยางอธิบายเรื่องราว
“ดูเหมือนศัตรูของพวกท่านจะใช้ลูกเล่นบางอย่างเพื่อยืนยันตัวตนการมีอยู่ของเครือข่ายหอการค้ากลางเมฆาในเมืองหลวง เมื่อแน่ใจแล้วพวกมันก็ลงมือเปิดฉากสังหาร อีกทั้งยังสวมรอยเป็นคนของเครือข่ายเพื่อล่อคนในเครือข่ายจริงๆ ไปสังหาร พวกมันวางแผนที่จะล้างเครือข่ายหอการค้ากลางเมฆาที่เมืองหลวงแบบถอนรากถอนโคน”
“เช่นนั้นก็หมายความว่าตันไห่และพวกตายแล้ว”
เฉินซือหยางผงกศีรษะ ฟู่เหอก็ทอดถอนใจ
“ข้าพาพวกมันมาตายหรือนี่”
แล้วเฉินซือหยางก็ล้วงเศษผ้าชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อส่งให้ฟู่เหอดู
“ข้าเห็นสิ่งนี้ในมือที่กำแน่นของศพตันไห่"
ฟู่เหอรับเศษผ้ามาพินิจมอง ก่อนขมวดคิ้ว
“สภาพศพเป็นอย่างไร"
“คล้ายถูกของมีคมเชือดคอเพียงครั้งเดียว ดูแล้วมันไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ แต่มันคงรู้ตนว่าไม่รอด วินาทีสุดท้ายจึงอาจใช้วิชาฝ่ามือบางอย่างกระชากชุดคลุมของคนลงมือผู้นั้น"
ฟู่เหอกลับส่ายศีรษะอย่างไม่เห็นด้วย
“ประเมินจากการลงมือคราเดียวสามารถพิชิตตันไห่ได้ มันคงไม่มาพลาดท่าถูกดึงชุดคลุมให้เกิดหลักฐานโดยง่าย”
เฉินซือหยางหรี่ตา
“ท่านจะหมายความว่า”
“พวกมันจงใจอยากให้พวกเรารู้ว่า แท้จริงในมือของพวกมันยังมีหมากที่เป็นไพ่ลับสุดยอดถือไว้อยู่”
กล่าวคำนี้ออกมา ฟู่เหอก็พินิจมองริ้วลวดลายบนเศษชุดคลุม ก่อนกล่าวต่อ
“มันจงใจฉีกชุดคลุมในส่วนที่ให้เห็นสาระสำคัญ แต่ก็มิได้เปิดเผยทั้งหมด มันต้องการให้พวกเราเห็นว่า ผู้ที่หนุนหลังมันอยู่เป็นตัวตนที่ไม่ต่ำกว่าระดับชั้นหนึ่ง หรือไม่ก็อาจมีตำแหน่งที่สูงกว่านั้นในสำนักยุทธ์หมื่นภูษา!”
เฉินซือหยางทวนคำ
“สำนักยุทธ์หมื่นภูษา… สำนักที่ว่านี้น่ากลัวถึงเพียงนั้น”
“เจ้าเคยได้ยินเรื่องหกขุมอำนาจใหญ่แห่งยุทธภพแคว้นหมื่นขุนเขาหรือไม่ สำนักยุทธ์หมื่นภูษาก็คือหนึ่งในหกขุมอำนาจนั้น ไม่เพียงเท่านี้ สำนักยุทธ์หมื่นภูษายังเกี่ยวพันธ์กับราชวงศ์แห่งแคว้น เป็นขุมอำนาจทางยุทธภพหนึ่งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง คนที่ผ่านการฝึกฝนจากสำนักนี้หากไม่เป็นนายทหารก็ได้เป็นขุนนาง บ้างก็เป็นมือปราบ องครักษ์ หรือแม้แต่บุคคลสำคัญทางการเมือง เครือข่ายของสำนักยุทธ์นี้จึงกว้างไกลมาก บางครั้งสามารถชี้ขาดในบางเรื่องแก่ราชสำนักได้เลย เช่นนั้นหากพวกมันได้ตัวตนระดับสูงมาอยู่ในมือจริง พลังอำนาจแฝงที่เป็นไพ่ลับก็นับว่ากลัวเกินกว่าจะจินตนาการแล้ว”
“ท่านกล่าวเช่นนี้ทำให้ข้ารู้สึกว่าคืนเดือนมืดในวันนั้นไร้ความน่ากลัวลงไปเลย”
ฟู่เหอลูบเคราถอนหายใจอย่างคิดหนัก
“หากนี่เป็นความจริง ก็นับเป็นความน่ากลัวเกินกว่าทุกครั้งที่ประสบมาทั้งหมด"
ความน่ากลัวที่ว่าอาจเกี่ยวข้องกับเกมกระดานหมากของซุนหลง พูดตามตรงก็มิได้เกี่ยวข้องกับเฉินซือหยางเท่าใด สิ่งสำคัญมากกว่าก็คือ มันต้องตามหาเจ้าของเศษชุดคลุมผืนนี้ แต่เมื่อได้ฟังคำกล่าวของฟู่เหอไปก่อนหน้า มันยิ่งรู้สึกถึงความยุ่งยากมากว่าเดิมรออยู่ ตัวตนที่มันกำลังตามหามิใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน เช่นนั้นในตอนนี้มันต้องรีบหาทางเติมเต็มพลังจิตวิญญาณและปลุกมันให้ตื่นขึ้นให้ได้ มีเพียงความแข็งแกร่ง มันจึงจะไม่ต้องเป็นกังวลต่อตัวตนของคนผู้นั้น!
“ผู้อาวุโส เรื่องโอสถที่ท่านว่าสามารถช่วยกระตุ้นการตื่นของพลังจิตวิญญาณข้า…”
ฟู่เหอมองชายหนุ่มก่อนผงกศีรษะ
“เรื่องนั้นข้าได้เตรียมเอาไว้รอเจ้าแล้ว"