ธาตุดินถือเป็นไพ่ตายของดารินในขณะนี้ โดยเฉพาะกับคนที่เคยรู้จักกับเธออย่างศรันย์ หากเป็นไปได้เธอก็ไม่คิดจะใช้จนกว่าจะถึงที่สุดจริง ๆ หากเวทมนตร์ของศัตรูเป็นธาตุอื่นที่ไม่ใช่ธาตุสายฟ้า ดารินตั้งใจจะยืนหยัดใช้เวทธาตุน้ำของเธอต่อไป เนื่องจากธาตุดินของศรันย์ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ตัวเธอเองยังพอสามารถใช้เวทมนตร์ธาตุน้ำที่เธอมีต่อต้านมันได้ อาจจะไม่ถึงกับเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็พอจะต่อต้านไปได้จนกว่าใครคนหนึ่งหมดพลังเวทลงไป หากเธอสามารถอดทนไปถึงช่วงเวลานั้นได้ ชัยชนะก็จะอยู่กับเธอ
อย่างไรก็ตาม ศรันย์หรือก็คือขุนพลพิพากษาแห่งกองทัพศิขานั้นสามารถใช้พลังธาตุได้ครบทั้งสี่ธาตุ ผนวกกับความสามารถในการใช้มนตร์ผสานที่เก่งกาจเป็นทุนเดิมของเขา และเพื่อต้องการเอาชนะดารินที่ใช้ธาตุน้ำ ปฏิเสธไม่ได้ที่ดารินจะต้องเจอศรันย์ใช้เวทมนตร์ธาตุสายฟ้ามาเผด็จศึกเธอ
ธาตุน้ำไม่มีทางชนะธาตุสายฟ้าได้ ไม่ว่าจะคาถาธาตุน้ำบทนั้นจะยิ่งใหญ่และทรงพลังขนาดไหนก็ตาม ดังนั้นดารินไม่มีทางเลือกนอกจากใช้เวทมนตร์ธาตุดินเพื่อต่อต้านธาตุสายฟ้าที่ธาตุน้ำไม่อาจเอาชนะได้
ตามหลักการแล้ว ดินสามารถต้านทานฟ้าได้และมีความเป็นไปได้ที่จะเอาชนะสายฟ้าได้ด้วยหากมีอานุภาพสูงพอ
อย่างไรก็ตาม คาถาที่ดารินใช้คือหลังคาพิภพที่ขุนปัถวีลงกรณ์เคยใช้ ความสามารถของมันประดุจหนึ่งสร้างม่านกำแพงหินที่งอกขึ้นมาจากพื้นเท่านั้น ประกอบกับเป้าหมายในการใช้ของดารินหลังคาพิภพครั้งนี้นั้นมุ่งเน้นไปที่ป้องกันสายฟ้าที่กำลังฟาดลงมา เธอไม่ได้ใช้มันเพื่อโจมตีศัตรู หลังคาพิภพจึงทำได้เพียงช่วยทุกคนจากสายฟ้าเท่านั้น
ในตอนแรก ดารินเข้าใจว่าคาถาหลังคาพิภพที่ขุนปัถวีลงกรณ์ใช้ มันเป็นเพียงเวทมนตร์สายต่อต้านเวทมนตร์หรือมนตร์กำแพงเท่านั้น หลังเธอได้แหวนประหลาดจากอานนท์ที่ทำให้เธอสามารถใช้พลังเวทธาตุดินได้ หลังคาพิภพจึงเป็นคาถาบทแรก ๆ ที่เธอคิดถึงเมื่อเธอคิดหาเวทมนตร์ธาตุดินมาใช้เพิ่มเติม
หลังเธอลงศึกษามันอย่างจริงจังดู ปรากฏว่าคาถาหลังคาพิภพดีกว่าที่เธอคิด มันสามารถเรียกใช้ในฐานะมหาเวทได้ด้วย มิหนำซ้ำมันดีกว่าด้วย มันเป็นเสมือนเวทมนตร์ลูกผสม มันเป็นมหาเวทที่สามารถใช้เป็นมนตร์กำแพงได้ด้วยในตัว เนื่องจากธาตุดินมีคุณสมบัติพิเศษที่ธาตุอื่นไม่มี เพราะดินและหินมีสถานะเป็นของแข็ง มันจึงคงสภาพอยู่ได้ มันจะถูกทำลายก็ต่อเมื่อถูกพลังที่แข็งแกร่งกว่ามาทำลายมันลงเท่านั้น นั่นเป็นเหตุผลทำให้เวทมนตร์ประเภทกำแพงของธาตุดินจึงมีประสิทธิภาพกว่ากำแพงของธาตุอื่น
ตั้งแต่จบสงครามอสูรสามธาตุในวันนั้น ดารินก็ตั้งใจศึกษาและค้นคว้าคาถามหาเวทเพิ่มเติม โดยเฉพาะคาถาธาตุดิน เมื่อเธอใช้ได้อย่างสะดวกสบายเหมือนธาตุน้ำที่เป็นธาตุหลักของเธอ ทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมา เวทมนตร์ธาตุดินถือเป็นธาตุหลักของเธอเช่นกัน
มนตร์ผสานธาตุก็เช่นกัน ดารินให้ความสำคัญมากมันขึ้น เธอไม่ได้หยุดอยู่แค่มนตร์ผสานธาตุดินและน้ำเท่านั้น เธอศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผสานกับธาตุอื่นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะผสานกับลมหรือผสานกับไฟ หากมีโอกาสเธอมั่นใจว่าเธอพร้อมที่จะเรียกใช้มัน เพียงแต่อาจมีคิดขัดบ้าง เนื่องจากไม่มีอีกสองธาตุให้ทดลองใช้จริง แต่ถึงอย่างนั้นภายในสมองและหนังสือเวทมนตร์ของเธอ นับได้ว่าเป็นคลังแสงแห่งเวทมนตร์ได้เลย
“เป็นไปได้ยังไง? นี่เธอใช้เวทมนตร์ธาตุดินได้ยังไง?” หนนี้เป็นศรันย์ที่เก็บอาการการตกใจเอาไว้ไม่อยู่ เขาดูสับสนและพยายามหาคำตอบขณะพูดพึมพำกับตัวเอง “หรือว่าเธอมีธาตุดินเป็นธาตุรอง และสามารถพัฒนาธาตุรองจนสามารถหยิบขึ้นมาใช้ได้แล้ว”
ดารินไม่ตอบ เธอเพียงแค่มองดูศรันย์สับสนและเอาแต่พูดกับตัวเองราวกับคนบ้า “เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้! มันไม่ควรจะมีใครที่สามารถพัฒนาธาตุรองจนสามารถใช้ได้เหมือนธาตุหลักโดยไม่ใช้เซรุ่มธาตุไม่ใช่หรือไง?”
ดารินยังคงยืนเงียบ แต่ภายในของเธออยากจะหัวเราะออกมาเสียงดังให้กับท่าทีประหลาด ๆ ของศรันย์ในตอนนี้ เขาที่สู้ยอมเป็นหนูทดลองเพื่อให้ธาตุเทียมในร่างกายเขาขึ้นมาจนสีผมเปลี่ยนเป็นสีขาวเช่นนี้ แต่เมื่อรู้ว่าดารินสามารถใช้เวทมนตร์ได้สองธาตุ แถมยังทรงพลังเทียบเท่ากับธาตุหลักที่เป็นธาตุน้ำของดารินอีก มิหนำซ้ำยังดูเหมือนเธอไม่มีผลข้างเคียงอีกด้วย ใครบ้างจะไม่รู้สึกสับสนและผิดหวังกับความพยายามทั้งหมดที่ลงทุนไป