มู่เวิ่นเซียนกวาดมือรวบรวมโลหิตสีม่วงหยดสุดท้ายไว้ นัยน์ตาสีดำขลับลึกล้ำเกินหยั่งถึง
ภาพมายาแห่งตะวันจันทราดับสูญก่อเกิดคลื่นทะเลหมื่นสรรพสิ่ง
พลังต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลไหลเวียนในร่างเขาอย่างต่อเนื่องแปรเปลี่ยนกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน หยั่งรู้ได้อย่างแจ้งชัด
โลหิตสีม่วงที่เปล่งประกายอยู่เบื้องหน้าเขาก็ค่อยๆหลอมละลายแล้วเปล่งรัศมีแปลกประหลาด
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
มู่เวิ่นเซียนค่อยๆ ลืมตาขึ้นเผยให้เห็นแววตาวาวโรจน์
เขาดีดนิ้วไปยังฟากฟ้าเบื้องบน
ชั่วขณะนั้น ห้วงนภาก็สั่นสะเทือนเมฆหมอกม้วนตัว ก่อเกิดเสียงแห่งวิถีดังก้องจากเก้าสวรรค์
กลิ่นอายเต๋าโบราณอันเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วหล้าพลังแห่งวิถีสูงสุดไร้เทียมทาน!
จากนั้นอักขระโบราณหลายตัวก็ปรากฏขึ้นทอแสงเจิดจรัสราวกับธารดาราร่วงหล่น ทุกสิ่งล้วนพร่าเลือน
"สำเร็จแล้ว!" บนใบหน้ามู่เวิ่นเซียนปรากฏรอยยิ้ม
จากนั้นเขาก็รวมคัมภีร์ไท่หยางกับโลหิตทรราชเพื่อสร้างคัมภีร์ไท่หยินอันแข็งแกร่งนี้ขึ้นมาได้ในที่สุด
เมื่อกายทิพย์หยินของมู่ฉิงได้คัมภีร์โบราณนี้ไปพลังย่อมก้าวกระโดด และครองคุณสมบัติแห่งการบรรลุวิถี
บางทีในยุคสมัยหนึ่งจักรพรรดินีแห่งตระกูลมู่อาจถือกำเนิดขึ้น เพื่อกุมอำนาจเหนือทุกชีวิต!
"ยี่สิบด่านแล้ว..."
จิตสัมผัสของมู่เวิ่นเซียนสำรวจไปยังทิศทั้งปวงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอัจฉริยะรุ่นเยาว์
ดูเหมือนว่าความเร็วของพวกเขาจะไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน
ในเมื่อราชันย์บรรพกาลได้ตั้งด่านไว้ห้าสิบแห่งบนเส้นทางจักรดารา
วาสนาและโชคลาภที่ยิ่งใหญ่ที่สุดย่อมอยู่ในช่วงเส้นทางครึ่งหลัง
การต่อสู้แย่งชิงที่แท้จริงยังไม่เริ่ม
มู่เวิ่นเซียนเรียกกิเลนและผีเสื้อไหมเทพกลับขึ้นสู่เส้นทางโบราณนี้อีกครั้งเพื่อแสวงหาโอกาสของตน!
……
กาลเวลาผันผ่าน
ชั่วพริบตา สามเดือนก็ล่วงเลย
ในช่วงเวลานี้ขุมทรัพย์ล้ำค่าปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์นับไม่ถ้วนจึงพากันแย่งชิงสงครามหลั่งเลือดจึงเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า
แม้แต่บุตรสวรรค์ในระดับกึ่งเซียนก็ยังยากที่จะเอาตัวรอดล้มตายไปก็มากมาย
ถึงขั้นมีศิษย์จำนวนมากเอาอาวุธศักดิ์สิทธิ์มาด้วยซึ่งก็ไม่ใช่เพียงแค่หนึ่งหรือสอง
เมืองที่ยี่สิบห้าแห่งเส้นทางโบราณ
จีจื่อทายาทแห่งจักรพรรดิซวีคงเคยประมือกับสัตว์อสูรโบราณที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
อสูรตนนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในดาวโบราณดวงหนึ่งพลังสายเลือดแกร่งยิ่งเพราะข้องเกี่ยวกับเทพสวรรค์ผู้หนึ่งจึงได้ครอบครองมรดกตกทอดทรงพลัง
ร่างเป็นสิงห์หน้าเป็นคน มีเก้าเศียรพลังเวทลึกล้ำ ย่อมมีพลังบ่มเพาะในระดับเซียน
คำรามหนึ่งครา ภูผาธาราก็พังทลาย
คำรามสองหน ตะวันจันทราล้วนดับแสง
ทั้งสองปะทะกันเพื่อแย่งชิงเถาโบราณเจ็ดสีเป็นเวลาสามวันสามคืนทำให้นครดาราโบราณที่ยี่สิบห้าแตกสลายไปถึงหนึ่งในสี่ส่วน
เหล่าอัจฉริยะจากนอกพิภพต่างก็หวาดผวาและได้แต่ยืนดูอยู่ไกลลิบ ไม่กล้าเข้าไปแย่งชิง
ในที่สุดจีจื่อก็พิโรธจนต้องเรียกอาวุธจักรพรรดิที่จักรพรรดิซวีคงทิ้งไว้ให้ถึงจะสังหารสิงห์เก้าเศียรแห่งตระกูลสิงห์ลงได้
……
ด่านที่สามสิบแห่งเส้นทางจักรดาราโบราณ
มีผู้พบซากศพที่เหลือเพียงน้อยนิดของมหาจักรพรรดิ
ทันทีที่ปรากฏกลิ่นอายจักรพรรดิอันมหาศาลก็แผ่ซ่านไปทั่วแสนลี้
ในซากศพที่เหลือเพียงน้อยนิดนั้นยังคงมีพลังแก่นแท้แห่งจักรพรรดิหลงเหลืออยู่!
แก่นแท้แห่งจักรพรรดิ คือกฎเกณฑ์สูงสุดหรือจุดสูงสุดของมนุษย์!
หากได้รับมาแม้เพียงน้อยนิดกระทั่งเซียนก็ได้รับประโยชน์อนันต์
สามารถใช้เส้นทางของมหาจักรพรรดิโบราณเพื่อตรวจสอบวิถีของตนเองได้
นี่นับเป็นขุมทรัพย์แห่งสวรรค์โดยแท้!
ชั่วขณะนั้นผู้คนนับไม่ถ้วนต่างตื่นตระหนกและดาหน้ากันเข้ามาเพื่อแย่งชิงซากศพของมหาจักรพรรดิ จนเกิดเป็นศึกนองเลือด!
ชายหนุ่มจากดาวจั้งตี้ผู้หนึ่งออกโรงต่อสู้ทั่วแปดทิศ!
พลังของเขาอยู่ในระดับกึ่งเซียนขั้นสูงแต่พลังต่อสู้กลับน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
ไหแห่งวิถีร่วงหล่นจากเก้าชั้นฟ้าลำสีทองกว่าเจ็ดร้อยสายไหลเวียนรอบกาย พลังศักดิ์สิทธิ์ไร้สิ้นสุดราวกับห้วงสมุทรเมื่อเปรียบกับเซียนบางคนก็มิได้ด้อยไปกว่ากัน
ยังไม่จบแค่นั้นเขาก่อเกิดร่างแห่งวิถีอันน่าสะพรึงกลัวสองร่าง ร่างหนึ่งปลดปล่อยประกายเทพอีกร่างหนึ่งปลดปล่อยเพลิงมาร
แต่ละร่างมีพลังต่อสู้ไม่น้อยไปกว่าร่างจริง
ด้วยพลังนั้นก็สังหารกึ่งเซียนไปนับไม่ถ้วนสังหารอัจฉริยะรุ่นเยาว์ไปหลายคน และเป็นผู้ได้ครองร่างจักรพรรดินั้นไป
ด่านที่สามสิบจึงเต็มไปด้วยโลหิต ศพทับถมและเสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้คนดังระงม มองไปทางใดก็เห็นเพียงเศษซาก
แต่ข่าวก็แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
อัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เดินนำหน้ามู่อู๋ซวงต่างหันหลังกลับมาไล่ล่าเขา
สงครามที่นองเลือดกว่าเดิมจึงเกิดขึ้นบนแผ่นดินนั้นซ้ำอีก
บุตรสวรรค์เผ่าอีกาทองคำก็ตายในสงครามนั้น
ยังมีอสูรทองคำ ทายาทยมโลกทายาทแห่งปฐมราชันย์ หรือคนอื่นๆ ล้วนดับสูญในสงครามนั้น
พลังต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้สะเทือนไปถึงเหล่าอัจฉริยะจากนอกพิภพ
มีคนเคยจำเคล็ดวิชาที่เขาใช้ได้และเปิดเผยความลับสวรรค์
นั่นคือเคล็ดวิชาสองชนิดที่หานเหรินสร้างขึ้นเคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์และเคล็ดฟ้าสถิตนิรันดร์
รวมทั้งเคล็ดปลดปล่อยวิญญาณ เคล็ดเหาะเหินและเก้าเคล็ดวิชาลับ และอื่นๆ
ในที่สุดเซียนวิญญาณก็ข้ามห้วงดารามาขัดขวางการเดินทางของมู่อู๋ซวงไว้ได้
เผ่าพันธุ์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่มีอายุยืนยาวล้วนดูดซับแก่นแห่งดวงตะวันจันทรา ใช้วิถีก่อร่างสร้างตน
หากไม่ประสบเคราะห์ร้ายก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายแสนปี
กล่าวได้ว่าเซียนวิญญาณทุกตนล้วนเป็นลูกรักแห่งสวรรค์และปฐพี
เซียนวิญญาณที่ข้ามฟากมานั้นแข็งแกร่งยิ่งนักอ้างตนว่าเป็นทายาทของจักรพรรดินีโบราณผู้หนึ่ง
เผ่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เข้าปะทะกับมู่อู๋ซวงจนสะท้านฟ้า!
สงครามนั้นเกือบทำลายล้างทั้งห้วงจักรวาล
ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์หม่นแสงสวรรค์และปฐพีมืดมิด
มู่อู๋ซวงเต็มไปด้วยโลหิต ร่างกายแตกสลายต่อสู้อย่างหนักหน่วงหนึ่งวันเต็ม ก่อนจะเรียกไหมารกลืนกินสวรรค์ออกมา
อานุภาพของอาวุธจักรพรรดิล้วนทำลายผืนปฐพีบดขยี้วิถีและทำลายแก่นแท้
เซียนวิญญาณถึงกับต้องลากสังขารบาดเจ็บสาหัสและก้าวเท้าที่เต็มไปด้วยโลหิตออกจากด่านที่สามสิบ
เหล่าอัจฉริยะจากนอกพิภพที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปขัดขวาง
หลังจากสงครามนั้นจบลงชื่อของมู่อู๋ซวงก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่ชนทัดเทียมผู้นำรุ่นเยาว์ที่อยู่จุดสูงสุดบนเส้นทางโบราณ!
……
ส่วนมู่เฉินที่อยู่บนเส้นทางจักรดารานั้นฝ่าฟันอุปสรรคไปได้อย่างราบรื่นไร้ซึ่งความขัดแย้งมากนัก
แต่ด้วยอานุภาพแห่งโชคชะตาของตระกูลอันลึกลับนำทางให้เขาพบเจอกับเพลิงแห่งวิถีอันแข็งแกร่งอีกครั้ง
เป็นเพลิงที่พบในสถานที่ดับสูญของมหาปราชญ์ไร้นาม
จากนั้นเขาก็หยุดพักอยู่ที่ด่านที่สามสิบสามเป็นเวลาหลายเดือนสุดท้ายก็กลืนกินและหลอมรวมเพลิงแห่งวิถีอันแข็งแกร่งได้สำเร็จ!
กฎแห่งเซียนที่ควบคุมอยู่นั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่ง!
เขาก้าวเข้าสู่ระดับเซียนแล้ว!