เช้าวันรุ่งขึ้นที่กรมตำรวจปักกิ่ง ในสำนักงานของทีมปราบปรามยาเสพติด
หลังจากจัดการงานต่อเนื่องจากปฏิบัติการจับกุมเมื่อคืนเสร็จสิ้นเว่ยเฉียงตงก็พอมีเวลาพัก เขานั่งลงบนเก้าอี้ พลางนวดขมับอย่างอ่อนล้า
“หัวหน้า คุณไม่ได้หลับทั้งคืนเลยนะ กลับไปพักเถอะเดี๋ยวจะล้มหมอนนอนเสื่อเอาได้”
ตำรวจหญิงคนหนึ่งถือแก้วน้ำมาวางตรงหน้าเว่ยเฉียงตงพลางเอ่ยอย่างห่วงใย
เว่ยเฉียงตงยิ้มเล็กน้อย “อืม ทุกคนก็เหนื่อยกันมากเหมือนกันจัดการงานตรงหน้าเสร็จแล้วก็แยกย้ายกลับไปพัก รอคำสั่งจากเบื้องบนได้เลย คดีนี้จบเมื่อไหร่ ฉันจะให้ทุกคนได้พักยาว”
เสียงเฮดังขึ้นทั่วสำนักงาน
ขณะนั้นเอง ตำรวจนายหนึ่งเดินเข้ามาหาเว่ยเฉียงตงยื่นแฟ้มเอกสารให้พลางพูดว่า “หัวหน้า จัดข้อมูลที่คุณต้องการเรียบร้อยแล้วครับ”
“อ้อ?” เว่ยเฉียงตงเลิกคิ้วรับแฟ้มมาแล้วพยักหน้า “อืม ลำบากหน่อยนะ นายเองก็รีบกลับไปพักเถอะ”
“ครับ! หัวหน้าเองก็พักบ้างนะครับ”
เว่ยเฉียงตงวางแฟ้มลงบนโต๊ะ เปิดดูไปสองสามหน้านัยน์ตาฉายแววประหลาดใจ ก่อนจะเผยสีหน้าที่เหมือนคาดไว้แล้ว
เอกสารนี้ไม่ใช่รายงานคดียาเสพติดแต่กลับเป็นบันทึกคำให้การของกวงโถวเฉียงกับพวกอีกสามคน
เมื่อวานพวกเขาทั้งสี่ถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดียาโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวถูกจับกุมแล้วก็เจอสอบสวนหนัก เพราะในตอนแรกตำรวจระแวงเลยสอบสวนในฐานะผู้ร่วมขบวนการค้ายา แต่หลังจากสอบปากคำจึงได้ความจริงว่าแท้จริงแล้วพวกเขาแค่โชคร้ายบังเอิญผ่านมาเท่านั้น
กวงโถวเฉียงกับพวกก็เป็นแค่พวกนักเลงกระจอกๆที่ยังไม่ถึงขั้นแก๊งมาเฟียจริงจังผ่านกระบวนการสอบสวนตามมาตรฐานของทีมปราบปรามยาเสพติดไปก็ยอมสารภาพทุกอย่างออกมาหมด
เมื่อวานเว่ยเฉียงตงเพียงแค่ฟังรายงานจากลูกน้องแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรอีกแต่พอไปปฏิบัติการล่อจับบนเขาแล้วเกิดเหตุสุนัขจรจัดเข้ามา ‘ช่วยเหลือ’แถมยังได้เห็นฮัสกี้ประหลาดตัวนั้น เขาจึงนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งหลังกลับมาก็สั่งให้คนรวบรวมข้อมูลเอามาให้
นอกจากนี้เขายังให้เอารูปถ่ายของฮัสกี้ตัวนั้นมาให้กวงโถวเฉียงกับพวกดู(ตอนที่เข้าไปในบ้านพักตากอากาศ เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานถ่ายภาพไว้พอดี)ทั้งสี่คนยืนยันตรงกันว่า นั่นแหละคือฮัสกี้ที่พวกเขาตั้งใจจะจับและมันก็คือตัวที่เล่นงานพวกเขาจนสลบในตรอกวันนั้นด้วย
ความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะโกหกมีน้อยมาก (เพราะมีร่องรอยบาดเจ็บยืนยัน)นั่นก็หมายความว่า ฮัสกี้ตัวนั้นเป็นคนที่ทำให้นักค้ายาสองคนนั้นหมดสติไปด้วย!
เรื่องนี้มองยังไงก็น่าเหลือเชื่อแต่ถ้ายอมรับข้อเท็จจริงตรงนี้แล้วลองคิดต่อ เว่ยเฉียงตงกลับรู้สึกกลัวขึ้นมา!
ถ้าฮัสกี้แค่ไปโผล่ในตรอกแล้วจัดการนักค้ายาได้อาจบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญได้แต่เมื่อคืนมันกลับปรากฏตัวพร้อมฝูงสุนัขมากมายในชานเมืองตะวันตกแบบนี้จะอธิบายยังไง
ถ้าไม่ใช่เรื่องบังเอิญล่ะ ถ้าทั้งสองครั้งที่ ‘ช่วยเหลือ’เป็นการตั้งใจ แบบนั้นมันหมายความว่ายังไงกันแน่
เว่ยเฉียงตงไม่ถึงขั้นคิดเพ้อฝันไปว่า ‘สุนัขตัวนี้กลายเป็นภูต’แต่ก็สรุปได้เป็นคำอธิบายที่ ‘สมเหตุสมผล’ กว่านั้น...
การกระทำของฮัสกี้ตัวนี้ มีคนอยู่เบื้องหลังคอยสั่งการมันอยู่!
และเมื่อเว่ยเฉียงตงเปิดแฟ้มต่อจนถึงหน้าสุดท้ายก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง!
ภาพจากกล้องวงจรปิดบนถนนชานเมืองเผยให้เห็นเงาร่างหนึ่งกำลังวิ่งคู่กับสุนัขและสุนัขตัวนั้นก็คือฮัสกี้! และเวลาที่ถูกบันทึกตรงกับหลังการจับกุมเสร็จสิ้นพอดี
หมายความว่า หลังจากฮัสกี้แอบออกไป มันก็ไปพบกับชายในภาพทั้งสองคงวิ่งมาตามทางเปลี่ยว แล้วบังเอิญถูกกล้องจับภาพได้ครั้งหนึ่ง
ภาพไม่ชัดนัก มองเห็นเพียงว่าคนคนนั้นเป็นผู้ชาย
ชายคนนี้เองหรือที่สั่งการให้ฮัสกี้เข้ามาช่วยงานตำรวจ?
เขาอยู่ใกล้ๆ ตรงนั้นตลอด?
เขาเป็นใครกันแน่!
แล้วฝูงสุนัขจรที่มาพร้อมกับฮัสกี้ล่ะ จะอธิบายยังไง
ตามคำให้การของกวงโถวเฉียงกับพวกเจ้าของฮัสกี้เป็นเพียงสตรีมเมอร์สาวคนหนึ่ง เรื่องทั้งหมดนี้มันอะไรกันแน่
เว่ยเฉียงตงเต็มไปด้วยความสงสัยและลอบตัดสินใจว่าจะต้องหาทางสืบเรื่องฮัสกี้ตัวนี้ให้ชัดเจนอีกครั้ง!
ขณะเว่ยเฉียงตงกำลังวางแผนจะสืบหาตัวสวี่มั่วอยู่นั้นทางด้านสวี่มั่วกลับนอนหลับสบายอยู่บนเตียงในห้องนอนเล็ก
ที่มุมห้องนั่งเล่น ทิเบตันมาสทิฟก็นอนหลับสนิทอยู่ในบ้านหมามันระหกระเหินมาตลอดหลายวันอย่างน่าสงสาร ไม่เคยได้หลับสบายเช่นนี้มานานแล้ว
ส่วนจ้าวลี่อิ่งก็นั่งดูทีวีอยู่บนโซฟาแต่กลับหันไปมองทิเบตันมาสทิฟอยู่เรื่อยๆ จนทั้งเช้าเต็มไปด้วยความกังวล
“...พี่ซือซือเรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ...ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ยอมออกไปจากบ้านฉันแล้ว...ฉันควรทำยังไงดีเนี่ย”
จ้าวลี่อิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟากำโทรศัพท์วิดีโอคอลให้หลิวซือซือดูทิเบตันมาสทิฟที่นอนอยู่ในบ้านหมาพร้อมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงกลุ้มใจ
ในวิดีโอหลิวซือซือในชุดทำงานสุภาพเรียบร้อยนั่งอยู่บนเก้าอี้สำนักงาน แว่นกรอบทองเล็กๆบนใบหน้าทำให้ยิ่งดูฉลาดมีเสน่ห์ ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางพลางเอ่ย“ในเมื่อมันเป็นหมาจร ถ้าเธออยากเลี้ยงก็เก็บไว้ ไม่อยากเลี้ยงก็ไล่มันออกไปสิ”
“ฉันก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นหมาจรหรือเปล่า…”จ้าวลี่อิ่งพูดอย่างลำบากใจ “อีกอย่าง ฉันไม่รู้จะไล่มันยังไง มันตัวใหญ่ขนาดนั้นถ้ามันหันมากัดฉันล่ะจะทำยังไง…”
หลิวซือซือเอ่ยตอบ “ไม่ใช่ว่าเธอบอกว่ามันดูเชื่องเหรอ อีกอย่างมันมากับมั่วมั่ว คงเป็น ‘เพื่อน’ ของมั่วมั่วนั่นแหละเธอให้มั่วมั่วพามันออกไปก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ”
จ้าวลี่อิ่งกัดฟันด้วยความหงุดหงิด “อย่าพูดเลยเจ้ามั่วมั่วกลับมาก็เอาแต่นอน ไม่ยอมตื่นขึ้นมาเลยมันดันไปหอบหมาตัวโตกลับมาซะได้…ทำเอาฉันโมโหจริงๆ!”
“ผู้จัดการหลิว คุณเฉินจากบริษัทซินจวงมาถึงแล้วตอนนี้รออยู่ในห้องประชุม…”
ขณะนั้นเอง มีเสียงผู้หญิงอีกคนดังมาจากฝั่งหลิวซือซือเธอเงยหน้าขึ้นมอง แล้วพยักหน้า “ได้ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”
ก่อนจะตัดสาย หลิวซือซือหันมาบอกกับจ้าวลี่อิ่งว่า“ฉันต้องไปเจอลูกค้า ไว้คุยกันทีหลัง”
“อ้อ…งั้นพี่ซือซือไปทำงานก่อนเถอะ”จ้าวลี่อิ่งพยักหน้ารับ
เมื่อวางสาย เธอก็ถอนหายใจอย่างหงอยๆ ก่อนหันไปมองทิเบตันมาสทิฟพลางบ่นพึมพำอย่างกลัดกลุ้ม “แล้วฉันจะทำยังไงดีเนี่ย…”
เธอเพิ่งรู้สึกว่า การอยู่บ้านคนเดียวก็ไม่ดีเหมือนกัน ถ้ามีใครอีกคนอยู่ด้วยเวลามีเรื่องแบบนี้โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้ชาย ก็คงไม่ต้องกังวลคนเดียวแบบนี้
โครกคราก
เสียงท้องร้องดังขึ้น ทำให้จ้าวลี่อิ่งชะงัก มองลงไปที่ท้องตัวเองก่อนจะลูบเบาๆ แล้วเหลือบมองเวลา
เกือบเที่ยงแล้ว...
เพราะมัวแต่ยุ่งกับเรื่องทิเบตันมาสทิฟ เธอเลยลืมกินข้าวเช้าไปเลย
คิดได้ดังนั้น เธอก็ลุกขึ้นเดินไปยังห้องนอนเล็กเห็นฮัสกี้นอนเอกเขนกบนเตียงอย่างสบายใจ ก็ยิ่งเดือดดาล
เธอคว้าหมอนข้างลายตลกขึ้นมาฟาดหัวมันอย่างแรง พร้อมตะโกนว่า“เจ้ามั่วมั่ว! ตื่นเดี๋ยวนี้นะ ไปซื้อข้าวกับฉัน!!”