Tower Defense War Era

    ตอนที่ 9 รายงานจากหน่วย 666

    ​

    ***เวลา 5:00 น. 4 กพ 2021 ตามเวลาโลกมนุษย์

    3 วันนับจากเหตุการณ์ที่ลูกน้อยของฮาร์ดีหลบหนีออกมาจากคุกวิจัยของเผ่าลิชาร์ดแมน

     

     

    กระผม ฮาร์ดี ชาร์สเซอร์ หัวหน้าหน่วยที่ 666 สังกัดทหารรับจ้างของบริษัท WOW ซึ่งกำลังรับทำภารกิจออกสำรวจดินแดน ขอรายงานผลการสำรวจประจำวันดังนี้

     

     

    หลังจากที่ได้เดินทาง ได้เก็บบันทึกข้อมูล ทำให้พบว่าท้องฟ้าของโลกใน [รู] แห่งนี้ที่กำลังถูกปกคลุมด้วยแผ่นดิน ที่มีลักษณะเหมือนภาพสะท้อนของพื้นดินข้างล่าง ที่พวกเรากำลังยืนกันอยู่

    จุดใดที่มีป่า เหนือท้องฟ้าขึ้นไปคือป่า

    จุดใดที่เป็นแม่น้ำ เหนือขึ้นไปคือแม่น้ำ

    จุดใดที่มีภูเขา เหนือขึ้นไปคือภูเขา

    มันเป็นโลกที่มีลักษณะเช่นนั้น

     

     

    นอกไปจากนี้ ผมยังได้พบกับข้อสังเกตุอีกอย่าง ที่เป็นแค่การคาดเดาส่วนตัวของผมเอง

    มันอาจฟังดูบ้า แต่จากการสังเกตุภูมิประเทศที่พวกเราเดินทางใน 2 วันที่ผ่านมา กระผม… รู้สึก…

    รู้สึกว่า… ภาพของลักษณะแผ่นดินใน [รู] มันมีความคล้ายคลึงกับภาพของ [จักรวาลตามคติไตรภูมิในพุทธศาสนา] เช่นนั้น

     

     

    ผมได้เดินทางข้ามแนวภูเขา

    ที่หลังแนวภูเขา ผมได้พบกับผืนทะเลขนาดใหญ่ขวางขั้นกลางเอาไว้

    ที่ฝั่งตรงข้ามของผืนทะเล มีแนวภูเขาปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดตามแนวผืนทะเล

    และยังคงเห็นเป็นแนวภูเขาสลับผืนทะเลเช่นนี้กันไป จนถึงสุดปลายขอบฟ้าที่เกินกว่าจะมองเห็นได้อีก

    กระผมได้แนบแผนที่ซึ่งวาดจากจินตนาการณ์โดยคร่าวเอาไว้ในอีเมล์นี้แล้ว

    sds​

     

     

    อนึ่ง เช้านี้พวกเราได้ตามกลุ่มของนางไม้ทัน และกำลังทำการสะกดรอยตามอย่างเงียบ ๆ

    หากว่ามีความคืบหน้าใด จะรีบแจ้งให้ทราบในทันที

     

     

    ด้วยความเคารพ

    ฮาร์ดี ชาร์สเซอร์ หัวหน้าหน่วยที่ 666 สังกัดทหารรับจ้างของบริษัท WOW

     

     

    ***เวลา 5:05 น.

    เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง

     

     

    “หัวหน้า พวกนางไม้เริ่มเคลื่อนไหวแล้วค่ะ”

    “ขอบคุณมากอาเบล ทุกคน เตรียมพร้อมเริ่มภารกิจของวันนี้ได้! ”

    “”รับทราบ! ””

    หน่วยพิเศษ 666 ต่างขานรับเสียงของฮาร์ดีอย่างพร้อมเพรียง ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมพลัง

    ลูกน้องมากความสามารถทั้ง 4 คน ใช้เวลาเพียง 1 นาที กับการเก็บของ กลบร่องรอยการพักแรม และเริ่มออกเดินทางต่อ

     

    ระยะห่างระหว่างกลุ่มของเขากับกลุ่มของนางไม้ที่เป็นเป้าหมาย อยู่ห่างกันมาถึงหนึ่งกิโลเมตร

    แต่ระยะห่างมิใช่ปัญหาของหน่วยที่ 666

     

     

    “ขับตามรอยลากเลื่อนเหมือนเมื่อวานใช่ไหมหัวหน้า? ”

    “ใช่”

    คนที่รับหน้าที่ขับรถจิ๊บให้พวกเขาคือ [หวังเหล่ย] ชายชาวจีนสมองกล้าม ผู้ที่ใช้สัญชาตญาณมากกว่าสมอง

     

     

    “ตรงนี้ขอขับอ้อมนะหัวหน้า”

    “เชิญ”

    ฮาร์ดีไม่ตั้งคำถามหวังเหล่ย ในตอนที่เขาขับเลี้ยวออกจากรอยลากเลื่อนบนพื้นดิน

     

     

    [หวังเหล่ย] คือชายที่ได้รับความไว้ใจจากฮาร์ดีเป็นอย่างมากในการนำเส้นทาง

    เพราะเขาเติบโตอยู่ตามป่าเขามาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้มีสัญชาตญาณและการรับรู้ทิศทางในป่าได้ราวกับเป็นสัตว์ป่า

    ต่อให้เป็นป่าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เขาก็สามารถนำทีมเดินหลบเลี่ยงอันตรายได้เกือบ 100 เปอร์เซ็น

     

     

    รถจิ๊บลายพรางสีเหลียงที่ถูกคลุมด้วยผ้าลายพรางสีเขียวเข้มทับเอาไว้ กำลังวิ่งแทรกเข้าไปในป่าดิบชื้นที่ราวกับหลุดมาจากยุคก่อนกำเนิดมนุษย์ด้วยความเร็วที่เชื่องช้า

    เสียงเครื่องยนต์ของรถนั้นเบาบางจนแทบไม่อาจได้ยิน

    ล้อรถหมุนบดบนผิวดินชื้นแฉะลื่นไหลไร้ซึ่งการติดหล่มหรือจมลง

     

     

    หวังเหล่ยใช้สัญชาติญาณกับความรู้ในการเดินป่าของตน มองหาเส้นทางที่เหมาะแก่การขับเคลื่อนด้วยยานยนต์สี่ล้อ ไปพร้อมกับหลบรังของสัตว์ร้ายด้วยการสังเกตุร่องรอยที่ถูกทิ้งเอาไว้ตามธรรมชาติ

    ทักษะของเขา ทำให้ฮาร์ดีรู้สึกผ่อนคลาย ราวกับว่านี่เป็นเพียงแค่การขับรถชมวิวเท่านั้น

     

     

    “โดรนสอดแนมพร้อมครับ”

    มาซาชิ หนุ่มชาวญี่ปุ่นสวมแว่นหน้าตาดูใจดี กำลังเริ่มดำเนินการเตรียมลอบสังเกตุขั้นต่อไป

    การขับตามเพียงรอยล้อลากเลื่อน อาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้

    ยิ่งอยู่ภายในป่ารกชันซึ่งคอยบดบังวิสัยทัศจากกล้องส่องทางไกล เขาจึงต้องการ [ตา] จากบนฟากฟ้าในการสอดแนม

    และหน้าที่นั้น คือหน้าที่ของ [มาซาชิ] หนุ่มทหารผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์ประจำหน่วยที่ 666

     

     

    ชุดทหารลายพรางสีเหลืองของเขานั้นไม่เหมือนใคร

    ชุดของเขามีขนาดตัวใหญ่ดูรุ่มร่ามเคลื่อนไหวลำบาก มีกระเป๋าติดรายรอบมากมาย รวมไปถึงมีสายยึดเสริมแผ่นเหล็กแข็งติดเอาไว้ใต้ร่มเผ้าทั่วแขน

    ทั้งหมดนี้ มันมีเพื่อใช้ในการเก็บอุปกรณ์พิเศษของเขา

     

     

    หนุ่มแว่นชาวญี่ปุ่นยกแขนซ้ายของตนเองขึ้นมา พร้อมกับดึงแท่นค้ำ วางลงบนหน้าตักของตัวเอง

    ใช้แขนขวา ดึงซิบตรงแขนเสื้อออก แล้วคลี่พลิกให้มันห้อยลงมาในอากาศตรงหน้า

    สิ่งที่ห้อยลงมานั้น คือหน้าจอคอมพิวเตอร์ระบบมือสัมผัส ที่ถูกทำด้วยซิลิโคลชนิดพิเศษ

     

     

    “ไปเลยเจ้าหนู”

    มาซาชิพูดกับตัวเอง

    ในเวลานั้น ผ้าที่ปิดท้ายรถจิ๊บก็แหวกเปิดออก พร้อมกับมีนกพิราบขาวสองตัวบินขึ้นท้องฟ้า

    หากสังเกตุให้ดี จะพบว่าที่ใจกลางหลังของมัน จะมีใบพัดขนาดเล็กซุกซ่อนเอาไว้อยู่

    โดรนพิราบสื่อสารสองตัวโบยบินทะยานขึ้นฟ้า พร้อมกับฉายภาพของโลกที่กว้างใหญ่ขึ้นมาบนจอตรงแขนเสื้อของมาซาชิ กับจอรับภาพที่ติดอยู่ตรงหน้าคนขับรถ

     

     

    ท่ามกลางผืนธรรมชาติที่กว้างใหญ่ มีจุดเล็ก ๆ อยู่จุดหนึ่ง กำลังเคลื่อนไหวผ่านป่าไปอย่างรวดเร็ว

    จุดนั้น คือกลุ่มของเหล่านางไม้

    จากมุมที่พวกเขามองเห็น กองทัพของเหล่านางไม้ มันมีด้วยกันทั้งหมดเพียงแค่สิบสามคนเท่านั้น

    ฮาร์ดีไม่ได้นับ ว่าตอนที่ปะทะกันตรงค่ายเมื่อสามวันก่อนนั้น มีเผ่านางไม้ถูกสังหารไปกี่คน

    แต่การที่ศัตรูมีจำนวนเพียงหยิบมือ นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับเขามาก

     

     

    ฮาร์ดีเฝ้ามองกลุ่มของนางไม้ต่อ

    สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างภายนอกเหมือนดรายแอดตามตำนานกรีก กำลังใช้สัตว์ร้ายสีเงินที่ถูกปรสิตด้วยพืช ในการลากกรงขังเหยื่อที่ถูกพวกเธอจับตัวมา

    พวกเธอเคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง ไม่สนพื้นดินที่รกชัน ไม่สนต้นไม้ที่ขวางขวาง รวมไปถึงรังของสัตว์ป่าที่อยู่ในเส้นทางของพวกเธอ

    กลับกัน เป็นฝ่ายสัตว์ป่าต่างหาก ที่พากันวิ่งถ่อยห่างออกจากพวกเธอแทน

     

     

    “ดูกี่ครั้งก็ไม่เข้าใจ ทำไมสัตว์ป่าถึงไม่ยอมเข้าใกล้พวกเธอกันนะ? ”

    [เดลนัลซอร์กี้] สตรีชาวรัสเซียที่เปรียบได้ดั่งลูกสาวของฮาร์ดี กำลังจับจ้องไปที่ภาพฉายด้วยความสงสัย

    นัยตาสีเขียวมรกตของเธอ กำลังขมวดเป็นปมเข้าหากันอย่างครุ่นคิด

    นิ้วมือที่เรียวสวยงาม กำลังเกาอยู่บนตรากาชาดขนแขนเสื้อไปมาอย่างไม่สบอารมณ์

     

     

    “ผมว่าน่าจะเป็นเพราะพวกเธอคือ [สิ่งมีชีวิตพืชรูปแบบมนุษย์] หรือเปล่าครับ? ”

    “หมายความว่ายังไงเรอะมาซาชิ? ”

    “เดลนัลยังจำผลวิเคราะห์ศพของนางไม้ที่ถูกหัวหน้าจัดการได้หรือเปล่าครับ? ”

    “ไม่อ๊ะ ฉันยังไม่ได้อ่านเลย”

    “คือ… พวกนางไม้พวกนี้ จากการตรวจสอบศพ เราพบว่าส่วนที่คล้ายผิวหนังมนุษย์ แท้ที่จริงมันไม่ใช่ผิวหนังครับ แต่เป็น [เปลือกไม้] ที่มีสีเนื้อกับโครงสร้างนุ่มเหมือนผิวมนุษย์ แถมสารเหลวใสที่พวกเราตอนแรกนึกว่าคือ [เลือด] จริง ๆ กลับเป็นแค่ [น้ำเลี้ยง] ธรรมดา ส่วน [เส้นเลือด] ก็คือ [ท่อน้ำเลี้ยง] สรุปคือ เจ้าพวกนี้มันไม่มีเลือดเนื้อจริง ๆ สักอย่าง เป็นแค่ต้นไม้ที่พูดได้ เคลื่อนไหวได้ มีความนึกคิดนั่นละครับ”

     

     

    “แล้ว...มันเกี่ยวยังไงกับการที่พวกสัตว์ร้ายพยายามวิ่งหนีพวกเธอกันละนั่น? ”

    “ถ้าคุณเป็นสัตว์กินเนื้อ คงไม่อยากกินพวกเธอหรอกครับ หรือบางที เจ้าดอกไม้ที่งอกตามตัวของพวกเธอ มันอาจส่งกลิ่นฉุนบางอย่างที่พวกสัตว์มันเกลียดอยู่ก็เป็นไปได้เช่นกันครับ”

    “อืม… น่าสนใจ”

     

     

    มาซาชิกับเดลนัลยังคงคุยกันออกรสต่อไปในระหว่างที่พวกเขาสะกดรอยตามกลุ่มของนางไม้

    อาเบลที่นั่งขัดเลนส์ของปืนทีละกระบอกจนเงาวับ

    และหวังเหล่ยที่ขับรถอย่างผ่อนคลายเพราะจับไม่ได้ถึงวี่แววอันตราย

    พวกเขาสะกดรอยตามไปอย่างสงบสุขจนกระทั้ง---

     

     

    “ลงจากรถด่วน! ทุกคนเตรียมพร้อมรบ! ”

     

     

    ---ฮาร์ดีตะโกนเสียงดังเรียกสติให้ทุกคนตื่นขึ้นจากความสงบสุขชวนง่วงนี้

    เหล่าทหารในชุดลายพรางสีเหลือง ต่างรีบเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วโดยไร้ซึ่งคำถามต่อสถานการณ์ที่ไร้วี่แววของศัตรู

     

     

    หวังเหล่ยปิดข้อมือดับเครื่องยนต์พร้อมกับลงจากรถ แล้วดึงผ้าลายพรางสีเขียวปิดคลุมรถจิ๊บลายพรางสีเหลือง เพื่อซ่อนตัวรถให้กลืนไปกับป่าดงดิบยุคไดโนเสาร์

     

     

    อาเบลรีบคว้าปืนไรเฟิล [Barrett .50 Cal (America) ] พร้อมกับคว้าผ้าคลุมลายพรางสีเขียว เอามาสวมทับชุดทหารลายพรางสีเหลือง แล้วซ่อนตัวอยู่บนยอดไม้

     

     

    มาซาชิรีบตัดคำสั่งควบคุมโดรนด้วยมือไปเป็นระบบอัตโนมัติ แล้วกระโจนหายตัวเข้าไปในพุ่มไม้หนา พร้อมกับผืนผ้าลายพรางสีเขียว

     

     

    เดลนัลหยิบกล่องแพทย์ฉุกเฉินติดมือลงมาพร้อมกับผ้าลายพรางสีเขียว แล้วเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้เดียวกับมาซาชิในฐานะหน่วยสนับสนุน

     

     

    ฮาร์ดีกระโดนปีนขึ้นต้นไม้ที่อาเบลซุ่มยิงด้วยชุดทหารที่ถูกคลุมทับด้วยผ้าลายพรางสีเขียว พร้อมกับยกกล้องส่องทางไกลเพื่อยืนยันตำแหน่งของพวกนางไม้อีกครั้ง

     

     

    พวกเขาใช้เวลาเตรียมการพร้อมรับมือทำสงคราม ด้วยระยะเวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น

     

     

    ***เวลา 9:00 น.

    พบ เอเลี่ยน ปะทะ เอเลี่ยน

     

     

    “ (หัวหน้า บอกได้หรือยังค่ะ ว่าทำไมถึงให้หยุดเคลื่อนไหว?) ”

    อาเบลส่งเสียงกระซิบถามหัวหน้าของเธอด้วยความสงสัย หลังจากที่เตรียมการพร้อมรบเสร็จ

    “ (คิดว่าน่าจะมีศัตรู… อีกไม่นาน คงได้เกิดการต่อสู้ขึ้น) ”

    “ (ศัตรูหรือคะ?) ”

    อาเบลยิ่งตกอยู่ในห้วงกระแสแห่งความสงสัยมากยิ่งขึ้น ต่อคำตอบของเจ้านายเธอ

     

     

    ผืนป่ายังคงสงบสุขไร้วี่แววเสียงสัตว์ป่าที่ตื่นตระหนก

    สายลมยังคงนิ่งสงัดพร้อมกับมีเสียงของนกน้อยร้องเพลงขับขาน

    ท้องฟ้าอากาศยังแจ่มใส่ ไร้ซึ่งหมู่เมฆฝนบดบัง

     

     

    พื้นที่โดยรอบในระยะสังเกตุการณ์ของพวกเขา ณ เวลานี้ มันไม่มีสัญญาณใด ๆ บอกได้เลย ว่ากำลังมีกองทัพขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนทัพผ่าน

    “ (ฉันไม่เข้าใจค่ะหัวหน้า) ”

    แล้วเหตุใด… ทำไมเจ้านายของเธอถึงคิดเช่นนั้น?

    “ (พวกนางไม้มันเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างมีนัยยะนะ) ”

    “ (?) ”

    เกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นบนหัวของอาเบลอีกครั้ง

     

     

    “ (เมื่อกี้ถึงจะมีเพียงเล็กน้อย แต่ภาพที่ฉายบนโดรน ยัยโจทก์เก่า…เออ... ตัวที่มีดอกกุหลาบแดงบนหัว ตัวที่สวยที่สุดในกลุ่มตัวนั้น เธอเลิกคิ้วขึ้น มีการแสดงใบหน้าที่ดูตึงเครียดขึ้นมาชั่วขณะ แล้วยังกรอกตาไปมาราวกับกำลังระแวงบางอย่าง คิดว่าคงต้องมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นแน่นอน) ”

    “ (???) ”

    อาเบลยังคงสับสนเช่นเดิม

    เพราะภาพที่อาเบลมองผ่านลำกล้องปืน ไม่ว่าจะเพ่งมองเช่นไร กลุ่มของนางไม้ก็ยังคงซึ่งสีหน้าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

    แม้แต่ความเร็วในการเคลื่อนที่ ก็ยังคงเช่นเดิมด้วยเช่นกัน

     

     

    แต่หลังจากผ่านไปได้ราวหนึ่งนาที กลุ่มของนางไม้ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเกิดขึ้น

    พวกเธอรีบกระจายกำลังที่มีเพียงสิบสามคนไปรอบตัว โดยมีนางไม้กุหลาบแดงยืนอยู่ตรงใจกลางกลุ่ม

    ก่อนที่อาเบลจะได้ทันยิงคำถามออกไป ก็มีเสียงระบิดดังขึ้นตรงหน้ากลุ่มของพวกนางไม้

     

     

    เกิดกลุ่มควันไฟลอยขึ้นสูง พร้อมกับเกิดเสียงสัตว์ป่าตื่นตระหนกดังระงมกระจายเป็นวงกว้าง

    ท้องฟ้าที่ว่างเปล่า เริ่มแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยดั่งแผ่นกระจกที่แตกสลาย

    ประกายไฟฟ้าจำนวนมากวิ่งพล่านไปทั่วนภา พร้อมกับสร้างเสียงอัสนีบาตดังก้องไกลสิบลี้

    ยานบินลำใหญ่ที่เต็มไปด้วยบาดแผล และมีรูปทรงคล้ายปลากระเบนผิวสีเทา กำลังเผยตัวตนปรากฏให้เห็นออกมาจากบริเวณที่กำลังเกิดความวิบัติวุ่นวาย

     

     

    “ (... โผล่มาจากไหน? ดูแล้วไม่น่าใช่การวาร์ป คงเป็นการเผยตัวจากการอำพรางตัวตนมากกว่า ว่าแต่ต้องใช้เทคโนโลยีบ้าบอขนาดไหน ถึงสามารถอำพรางตัวยานที่ใหญ่ขนาดนั้นกันได้ฟะ!) ”

    ถึงจะตกใจ แต่ฮาร์ดีก็เริ่มทำใจกับเหตุการณ์ที่อยู่เหนือสามมัญสำนึกได้บ้างแล้ว

     

     

    " (ยานทรงปลากระเบนที่มีบาดแผลทั่วยาน… อย่าบอกนะว่า---) "

    ฮาร์ดียังคงจดจำยานที่มีลักษณะเช่นนี้ได้อยู่

    เขายังจำวันที่ภรรยาของเขาตายเมื่อหนึ่งเดือนก่อนได้ดี

    ยังจำวันที่ลูกน้อยของตัวเองหายตัวไป พร้อมกับการปรากฏตัวของยานรูปทรงปลากระเบนตัวนี้

     

     

    *บรึ้ม! *

    ท่ามกลางหมอกควันระเบิดที่ลงทึบหนา มีร่างของสตรีผู้หนึ่งร่วงหล่นลงมาตามเสาลำแสง

    เธอคนนั้นมีผิวสีเขียว ผมสีม่วง เขาสีแดงเลือด

    เป็นสตรีที่สง่างาม ผู้มาพร้อมกับชุดนักรบสีดำที่เปี่ยมไปด้วยออร่าของเทพเจ้า

     

     

    "วัลคิลลี่สีดำ"

    ฮาร์ดี เขายังคงจำใบหน้าของเอเลี่ยน ที่มารุกรานโลกของเขาในวันนั้นได้

     

     

    คราวนี้ เธอไม่ได้มาเพียงคนเดียว

     

     

    เสาแสงจำนวนมาก กำลังทิ้งดิ่งลงมาจากใต้ยานปลากระเบนอีกนับร้อย ที่กำลังเผยตัวจากความว่างเปล่า

    พุ่งทะยานผ่านฟากฟ้า ร้อยเรียงรายเป็นประกายทิวแถวนับหมื่นนับพัน ราวกับเป็นการบรรเลงบทเพลงของเทพแห่งท้องฟ้า

     

     

    ร่างของนักรบผู้กล้า ถูกจุติขึ้นที่เสาลำแสงนั้น

    พวกเขาสวมเกราะที่แปลกตาแลดูล้ำสมัย แต่กลับถืออาวุธยุคโบราณ ชูคมหอกดาบขึ้นสู่ฟากฟ้า

    เสียงอาวุธตีกระทบเกราะดังกระหึ่มพร้อมเพรียงไกลสิบลี้ สร้างความน่าเกรงขามข่มขวัญเหล่าอริศัตรูตรงหน้า

     

     

    ฝ่ายนางไม้ สตรีแห่งพืชพรรณผู้มาจากดาว [อะบัน-แด็นซ] แห่งพงไพร ทราบโดยทันทีว่ามิอาจเอาชนะด้วยกำลังพลของตนเอง

    เธอรีบใช้มือ หยิบลูกแก้วสีรุ้งออกมาจากร่องเนินอกที่เย้ายวน แล้วโยนทิ้งใส่พื้นดินจนแตกสลาย

     

     

    วินาทีนั้น เหล่าพันธมิตรชาวต่างดาวได้รับรู้เภทภัยแจ้งเตือน

     

     

    กองกำลังผู้ปกครองผืนดิน [เผ่าคนแคระ] เร่งรุดหน้าจัดทัพเสริม

    เคลื่อนขบวนหนึ่งกองร้อย ใช้ยานยนต์หัวสว่านมุดดำดิน แหวกว่ายพสุธาดั่งเช่นแหวกว่ายผืนมหาสมุทร มุ่งหน้าสู่พวกพ้องที่เรียกหา

     

     

    กองกำลังผู้คุ้มกันธรรมชาติ [เผ่าเอลฟ์] ผู้สูงส่ง

    ตั้งทัพจ้าวมนตรา ตั้งข่ายบริกรรมคาถา พร้อมอัญเชิญสัตว์เทพจากมิติเบื้องบน

     

     

    กองกำลังสตรี [เผ่านิมป์] หรือตำนานแห่งดรายแอดของกรีกโบราณ

    เกณฑ์ไพร่พลนับหมื่น พร้อมพลีกายยาตราทัพ เกาะเกี่ยวเป็นหนึ่งเดียว สู่ร่างไททัน [พระแม่ไกอา] เพื่อเข้าช่วยเพื่อนร่วมดาวที่ร้องเรียกหา

     

     

    สุดท้าย กองกำลังผู้พิชิต [เผ่าลิชาร์ดแมน] หนึ่งในใต้หล้าแห่งกองกำลังพัทธมิตรดาวทั้งสี่

    แบ่งทัพครึ่งแสนนาย พร้อมด้วยยานรบหนึ่งหมื่นลำ

    เดินเครื่องยนต์กระหึ่มกังวาล สร้างอุโมงค์มิติร่นระยะทาง เตรียมพร้อมเคลื่อนขบวนยานสู่แนวรบอีกฟากฝั่ง

     

     

    สงครามระหว่างเอเลี่ยนได้เริ่มขึ้นแล้ว

    ​

    คล้ายกับเรื่องTower Defense War Era ที่คุณอ่าน