ฆาตกรร่างทรงระดับ 2 ยืนคร่อมร่างของสมิทธิ์มือทั้ง 2 ข้างที่เปื้อนเลือดไม่ได้ถืออาวุธอะไรไว้ นั่นแปลว่าเขาใช้เพียงมือเปล่าก็สามารถสังหารคนได้อย่างง่ายดาย
“ไม่!...” สูรย์ตะโกนสุดเสียงพ่อกับแม่ของสมิทธิ์ล้มลงไปกับพื้นแล้ว สิ่งที่เขากลัวคือสมิทธิ์จะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป
โชคดีที่เงาปริศนาไม่สนใจสมิทธิ์ ร่างของเขาพุ่งผ่านเด็กน้อยที่ตัวแข็งไม่ขยับเขยื้อนเพราะยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ไปหาหญิงชราที่นั่งอยู่ไม่ไกลแทน มือทั้ง2 ข้างของฆาตกรเงื้อง่าเตรียมโจมตี
ย่าของสมิทธิ์หวาดกลัวสุดขีด เมื่อเห็นร่างของฆาตกรปรี่เข้ามาใกล้แต่ด้วยความชรา เธอไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้ทัน
เมื่ออยู่ในระยะฆาตกรก็เหวี่ยงแขนของเขามาข้างหน้า มือที่แข็งแกร่งและคมเหมือนมีดกรีดเข้าไปในเนื้อหนัง เพื่อเอาชีวิตของเหยื่อผู้โชคร้ายอีกครั้ง
“ตาข้า!...” สูรย์ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด
เขาเอาตัวเข้ามาบังปกป้องย่าของสมิทธิ์ได้ทันแต่การโจมตีของร่างทรงระดับ 2 ได้สร้างบาดแผลฉกรรจ์บนดวงตาทั้ง 2 ข้างของเขา สูรย์มองอะไรไม่เห็นแล้วแต่เขาก็ยังเป็นห่วงหญิงชราที่อยู่ด้านหลัง
“ท่านย่า หนีไป!”
แม้ย่าของสมิทธิ์จะหวาดกลัวฆาตกรผู้โหดเหี้ยมแค่ไหนแต่เธอก็ไม่สามารถทิ้งสูรย์ซึ่งเปรียบเสมือนหลานคนหนึ่งของเธอไปได้ อีกอย่างเธอก็คงลากสังขารแก่ๆ หนีไปได้ไม่ไกลอยู่ดี
สูรย์ทรุดลงกับพื้น มือทั้ง 2 ข้างของเขาปิดดวงตาเอาไว้เพื่อห้ามเลือดที่ไหลไม่หยุดร่างของเขาขวางอยู่ระหว่างฆาตกรและย่าของสมิทธิ์ เมื่อร่างทรงระดับ 2 เห็นดังนั้น จึงคิดสังหารพร้อมกันไปทั้ง2 คน เขาเงื้อหมัดขึ้นมาเตรียมจู่โจมอีกครั้ง
ย่าของสมิทธิ์หลับตาปี๋ส่วนสูรย์กำลังทรมานด้วยความเจ็บปวดจนไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว
เสียงเหมือนฟ้าผ่าดังขึ้น
ฆาตกรร่างทรงระดับ 2 นิ่งไป เขาค่อยๆก้มหน้ามองไปด้านล่าง ท้องของเขาทะลุเป็นรูโหว่ เมื่อมองผ่านไปยังด้านหลังของเขานั้นสมิทธิ์กำลังร้องไห้โดยที่มือข้างหนึ่งชูกำปั้นมาด้านหน้า มือของเขายังมีกระแสไฟฟ้าวิ่งไปมาหลงเหลืออยู่
แววตาของสมิทธิ์เลื่อนลอย ดูเหมือนเขาไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไปแต่ด้วยพลังสายฟ้าที่เขาปล่อยออกมาจากหมัดนั้น ทำให้ร่างของฆาตกรค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองลอยไปในอากาศขณะเดียวกันสมิทธิ์ก็หมดสติล้มลงเช่นกัน โดยที่ไม่มีใครเห็นตอนที่เขาเข้าทรงใช้พลังออกมา
เมื่อสถานการณ์กลับมาปลอดภัยแล้วย่าของสมิทธิ์ก็เข้ามาดูแลสูรย์ทันที
“สูรย์ เป็นไงบ้าง”หญิงชราตะโกนขึ้นด้วยความเป็นห่วง
หลายวันผ่านไป ดวงตาของสูรย์พันด้วยผ้าพันแผลรอบศีรษะหลังจากผ่านการรักษาจนถึงที่สุดแล้ว ตาของเขาก็ยังไม่สามารถกลับมามองเห็นเป็นปกติได้
ทุกคนสงสัยว่าฆาตกรเป็นใครและทำไมถึงต้องสังหารพ่อแม่ของสมิทธิ์ หลังจากนั้นเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแม้ซากศพก็ไม่เหลือให้เห็นเหมือนเป็นเงาหรือฝันร้ายสำหรับครอบครัวของสมิทธิ์เท่านั้น
“ตาข้าไม่เป็นอะไรหรอก ท่านย่าแต่ข้าเสียใจที่ไม่สามารถเข้าทรงเทพเจ้าประจำตัวได้ ถ้าข้ากลายเป็นร่างทรงระดับ 2พ่อกับแม่ก็คงไม่ตาย” สูรย์พูดกับย่าของสมิทธิ์ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าหญิงชรายืนอยู่ตรงไหน
ตั้งแต่พ่อกับแม่ของเขาตาย สมิทธิ์ก็ร้องไห้จนหลับไปเหมือนทุกวันที่ผ่านมาซึ่งยิ่งทำให้สูรย์โทษตัวเองมากขึ้นไปอีก ในฐานะที่เขาเป็นพี่ชายเขาน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้
“ข้าอยากออกเดินทางฝึกฝน และตามหาฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ของสมิทธิ์ให้เจอ”สูรย์บอกกับย่าของสมิทธิ์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้องชายของเขาได้จัดการแก้แค้นให้พ่อแม่ของเขาไปแล้ว
หญิงชรารู้จักหลานคนนี้ของตนดี ต่อให้เธอคัดค้านเขาก็คงไม่ฟังอยู่ดี เธอจึงได้แต่คว้าตัวของเขาไปกอด และอวยพรเท่านั้น
“ถ้าเอ็งเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองแล้วย่าก็จะไม่ห้าม แต่ถ้าลำบาก กลับมาได้เสมอนะสูรย์ ยังไงที่นี่ก็เป็นบ้านของเอ็ง”
แม้ว่าย่าของสมิทธิ์จะบอกเขาไปแบบนั้นแต่นับตั้งแต่สูรย์เดินทางออกจากบ้านที่เป็นตำหนักทรง เขาก็ไม่เคยกลับไปเหยียบที่นี่อีกเลย
เขาใช้ชีวิตข้างถนนด้วยดวงตาที่บอดสนิททั้ง 2ข้าง แม้ว่าแรกๆ จะลำบากแต่เขาก็ทำความคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในความมืดจนกระทั่งพอเอาตัวรอดได้
สูรย์ฝึกฝนร่างกายอย่างหนักเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรับไหวตามที่พ่อแม่และย่าของสมิทธิ์ได้สอนไว้ เผื่อว่าสักวันเขาจะสามารถเข้าทรงได้ เขายังเชื่อพ่อแม่ของสมิทธิ์ที่บอกเอาไว้ว่าเขาเป็นคนพิเศษแต่จนแล้วจนรอด เขาก็ยังเป็นแค่คนธรรมดาที่ตาบอดเท่านั้น
ในที่สุด ความหวัง ความอดทน ของสูรย์ก็สิ้นสุดลงเขาใช้ชีวิตผ่านไปแต่ละวันอย่างไร้วิญญาณ ได้แต่รอวันตายเพื่อกลับไปอยู่กับพ่อและแม่ของสมิทธิ์อีกครั้ง
5 ปีต่อมา...
ในมือของสูรย์ถือแก้วพลาสติกที่ใช้แล้วข้างในนั้นมีเศษเหรียญจำนวนหนึ่ง เขากลับไปหาเงินด้วยการนั่งขอทานบนสะพานลอยที่เดิมอีกครั้งต่างกันกับเมื่อ 5 ปีที่แล้วตรงที่เขาอายุมากขึ้น
ระหว่างที่คนเดินผ่านไปผ่านมาแทบไม่มีใครสนใจขอทานที่ดูหนุ่มแน่นนั้น เด็กสาวอายุราวไม่เกินชั้นประถมคนหนึ่งก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของเขาเธอก้มลงมองสูรย์ แล้วพูดขึ้นมาอย่างมั่นใจ
“คุณลุงเป็นคนมีองค์นะ”
