สำนักงานใหญ่ของหอทหารรับจ้างขวานสงคราม
เมื่อจักรพรรดิขวานสงครามรู้ว่าเย่เทียนกลับมาแล้วเขาก็รีบออกจากการเก็บตัวทันที
“จักรพรรดิเย่เทียน คุณกลับมาแล้ว!”
จักรพรรดิขวานสงครามดูกังวลมากเขาอยากจะรู้จากเย่เทียนว่าที่โลกของสัตว์อสูรเป็นอย่างไรและเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ช่วงที่เย่เทียนไม่อยู่เขาเป็นหนึ่งในคนที่กังวลใจมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
“ผมจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว!”
เย่เทียนพูดออกไปด้วยประโยคที่ทำให้จักรพรรดิขวานสงครามถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“แก้ไขปัญหาแล้วเหรอ?” จักรพรรดิขวานสงครามรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากจึงรีบถาม
“จักรพรรดิเย่เทียนช่วยบอกรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ให้ฉันฟังได้หรือไม่?”
เย่เทียนพยักหน้าและกล่าวว่า“ที่จริงแล้วจักรพรรดิมังกรดำถูกสังหารโดยจักรพรรดิแมวเก้าชีวิต จักรพรรดิแมวเก้าชีวิตก็เป็นหนึ่งในจ้าวแห่งสัตว์อสูรเช่นกันแต่มันได้รับโชควาสนาบางมาอย่างจึงทำให้ความแข็งแกร่งของมันเพิ่มขึ้น”
จากนั้นเย่เทียนก็เล่าเรื่องราวการตายของจ้าวแห่งสัตว์อสูรเหล่านั้น
เมื่อจักรพรรดิขวานสงครามรู้ว่าจ้าวแห่งสัตว์อสูรทั้ง12 ได้ตายหมดแล้วและเย่เทียนยังได้ฆ่าสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิอีกไปเป็นจำนวนมาก เขาก็รู้สึกกระวนกระวายทันที!
นั่นเพราะ12 จ้าวแห่งสัตว์อสูรที่แม้แต่หอคอยเทพสงครามก็ยังไม่สามารถฆ่าพวกมันได้แต่เย่เทียนกลับฆ่าพวกมันไปหลายตน
แต่สิ่งที่จักรพรรดิขวานสงครามไม่รู้ก็คือความแข็งแกร่งของจักรพรรดิแมวเก้าชีวิตและจักรพรรดิเงินเขาทองนั้นใกล้เคียงกับจักรพรรดิ7 ดารา หากเขารู้ มันจะต้องทำให้เขาหวาดกลัวเย่เทียนมากขึ้นอย่างแน่นอน
นี่แสดงให้เห็นว่าเย่เทียนนั้นอยู่ในระดับจักรพรรดิ7 ดาราแล้ว และยังสามารถต่อกรกับจักรพรรดิ 7 ดาราได้ ในขณะที่ทำลายขีดจำกัดของร่างกายไปเพียง9 ครั้ง
หากเขาทำลายขีดจำกัดของร่างกายไป10 ครั้งและได้บรรลุการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นี่จะไม่ใช่ว่าความแข็งแกร่งของเย่เทียนจะกลายเป็นอันดับ1 ของการจัดอันดับจักรพรรดิในหอคอยเกียรติยศหรอกหรือ?
แน่นอนว่าเย่เทียนไม่อยากเปิดเผยความแข็งแกร่งของเขาออกไปเขาไม่ต้องการที่จะเปิดเผยความสามารถทั้งหมดที่เขามี มิฉะนั้นมันอาจจะสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้คนได้!
“เย่เทียน ในเมื่อจ้าวแห่งสัตว์อสูรทั้ง 12 ตัวได้ตายไปแล้วสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิส่วนใหญ่ก็ตายเช่นกัน ถ้าพวกเรามีคุณอยู่ในฐานจงไห่ พวกเราก็สามารถเลียนแบบฐานทัพเทียนฝูยึดโลกของสัตว์อสูรได้ครึ่งหนึ่งไม่ใช่หรือ?”
จักรพรรดิขวานสงครามกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“ทำเช่นนั้นไม่ได้!”
เย่เทียนส่ายหัวและกล่าวต่อว่า“ฐานเทียนฝูมียอดฝีมือระดับจักรพรรดิอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเขามีความสามารถพอที่จะปกป้องตนเองในโลกของสัตว์อสูรแต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังต้องสูญเสียคนไปจำนวนมาก สำหรับฐานจงไห่ของเรานั้น แม้เราจะส่งระดับจักรพรรดิทั้งหมดออกไปพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะปกป้องดินแดนที่มีขนาดใหญ่ขนาดนั้นได้นอกจากนี้ผมเองก็ไม่สามารถอยู่ในโลกของสัตว์อสูรได้ตลอดเวลา ถ้าไม่มีผม เหล่าจักรพรรดิของฐานจงไห่จะไม่สามารถต้านทานสัตว์ระดับจักรพรรดิที่ทรงพลังเหล่านั้นได้และแน่นอนว่ามันมีอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญกว่านั้น เหตุผลที่ทำให้ผมไม่กล้าครอบครองโลกของสัตว์อสูร!”
“มันคืออะไร?”
สีหน้าของจักรพรรดิขวานสงครามเปลี่ยนไป
ความแข็งแกร่งของเย่เทียนนั้นแข็งแกร่งกว่าจ้าวแห่งสัตว์อสูรทั้งสิบสองตนแต่เย่เทียนกลับไม่กล้าครอบครองโลกของสัตว์อสูร หรือว่าโลกของสัตว์อสูรจะมีตัวตนที่น่ากลัวกว่าจ้าวแห่งสัตว์อสูรอยู่อีก?
เย่เทียนคาดเดาความคิดของจักรพรรดิขวานสงครามได้ก่อนอธิบาย“ไม่ต้องกังวล โลกของสัตว์อสูรไม่มีสัตว์อสูรที่น่ากลัวอีกต่อไป และโลกนั้นก็มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งอยู่ไม่มากนักซึ่งสิ่งที่ผมกังวลไม่ใช่อันตรายจากโลกของสัตว์อสูร แต่เป็นเผ่ามังกร!”
“เผ่ามังกร!”
สีหน้าของจักรพรรดิขวานสงครามเปลี่ยนไปเขานึกถึงบันทึกเกี่ยวกับเผ่ามังกรที่เขาเคยอ่าน
“จักรพรรดิขวานสงคราม คุณรู้จักเผ่ามังกรหรือไม่?”
เย่เทียนเอ่ยถาม
จักรพรรดิขวานสงครามพยักหน้า“ฉันรู้เรื่องราวของเผ่ามังกรจากบันทึกของโบราณสถานแห่งหนึ่ง กล่าวกันว่าพรสวรรค์ของเผ่ามังกรโลหิตล้วนน่ากลัวมากแต่ละตนล้วนมีพรสวรรค์ทางสายเลือดระดับตะวัน เมื่อเติบโตขึ้นพวกมันจะกลายเป็นสัตว์อสูรระดับเทพดังนั้นเผ่ามังกรโลหิตสายเลือดบริสุทธิ์จึงถูกเรียกว่าเผ่าพันธุ์อสูรศักดิ์สิทธิ์ เผ่ามังกรเทพ!เผ่ามังกรนั้นมีอิทธิพลอย่างมาก ไม่เพียงแต่พวกมันจะมีจำนวนมาก แต่พวกมันยังยึดครองดาวเคราะห์มากมายมันเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว”
จากนั้น
จักรพรรดิขวานสงครามก็ถามกลับ“จักรพรรดิเย่เทียน เป็นไปได้ไหมว่าโลกของสัตว์อสูรนี้เกี่ยวข้องกับเผ่ามังกร?”
เย่เทียนกล่าวต่อ “ใช่แล้วโลกของสัตว์อสูรนี้น่าจะเป็นดาวเคราะห์ภายใต้อาณัติของเผ่ามังกร ทุกๆ 10,000ปี เผ่ามังกรจะพาตัวสัตว์อสูรระดับเทพในโลกใบนั้นไป และเผ่ามังกรยังทิ้งบางสิ่งไว้เป็นมรดกในโลกของสัตว์อสูรนี่แสดงให้เห็นว่าเผ่ามังกรยังคงให้ความสนใจกับดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ หากว่าพวกเราครอบครองโลกของสัตว์อสูรนี้ถ้ายอดฝีมือของเผ่ามังกรกลับมาและพวกมันโกรธเคืองเผ่ามนุษย์ ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรคุณควรจะรู้ดี”
“ยอดฝีมือเผ่ามังกร!!!!”
จักรพรรดิขวานสงครามได้แสดงสีหน้าที่หวาดกลัวออกมา
เขาเข้าใจดีว่าผลที่จะตามมาคืออะไรเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ยังคงอยู่ในโลกของสัตว์อสูรจะถูกกำจัดไปทั้งหมด
“น่าเสียดาย!”
จักรพรรดิขวานสงครามถอนหายใจ
หากสามารถครอบครองโลกของสัตว์อสูรได้ก็เท่ากับว่าได้ครอบครองทรัพยากรของโลกใบนั้นนั่นเป็นโลกที่มีพลังปราณปฐมแห่งฟ้าดินอุดมสมบูรณ์ แม้ว่าสัตว์อสูรจะใช้ทรัพยากรไปเป็นจำนวนมากแต่โลกใบนั้นก็ยังอุดมไปด้วยทรัพยากรอยู่ดี เนื่องจากโลกของมนุษย์เพิ่งถือกำเนิดทรัพยากรได้ไม่นานมันจึงไม่ได้อุดมสมบูรณ์เท่าโลกของสัตว์อสูร
ทรัพยากรของโลกสัตว์อสูรนั้นเพียงพอที่จะทำให้ฐานจงไห่เจริญรุ่งเรืองขึ้นและคาดได้ว่าจะสามารถไล่ตามฐานทัพเทียนฝูได้ทันในอนาคต
แต่ตอนนี้ฐานจงไห่กลับต้องละทิ้งแผนนี้ไป
“จักรพรรดิขวานสงคราม มันจะดีกว่าที่จะพัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ แต่มั่นคง อย่างน้อยฐานจงไห่เราก็ไม่มีภัยคุกคามจากโลกของสัตว์อสูรอีกต่อไปแล้วผู้ฝึกยุทธ์ก็ยังสามารถไปยังโลกของสัตว์อสูรได้ อนาคตของฐานเราจะดีกว่าเมื่อก่อนมาก!”เย่เทียนยิ้มขณะพูด
“คุณพูดถูกแล้ว!”
จักรพรรดิขวานสงครามได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเช่นกัน
หลังจากพูดคุยกับจักรพรรดิขวานสงครามไม่นานเย่เทียนก็ไปพบจักรพรรดิจันทราภรรยาของเขา
ภายในวิหารจันทรา
เย่เทียนพูดคุยกับจักรพรรดิจันทราอยู่เป็นเวลานานเขาบอกเล่าเรื่องราวที่เขาเผชิญในโลกของสัตว์อสูรโดยแทบจะไม่ปิดบังอะไร แม้แต่เรื่องของห้องโถงมรดกมังกรเขาก็เล่าให้จักรพรรดิจันทราฟัง
หลังจากฟังจบจักรพรรดิจันทราก็กอดเย่เทียนไว้แน่น ความกังวลบนใบหน้าเธอชัดเจนมาก
แม้ว่าเธอจะไม่เคยผ่านประสบการณ์เช่นเดียวกับเย่เทียนมาก่อนแต่เธอก็สามารถจินตนาการได้ว่ามันอันตรายขนาดไหน หากไม่ระวังแล้วละก็ แม้แต่ชีวิตก็จะไม่สามารถรักษาไว้ได้
“อย่าเสี่ยงแบบนี้อีกนะ!”
จักรพรรดิจันทรากอดเย่เทียนขณะพึมพำ
“ได้!”
เย่เทียนประกบริมฝีปากลงบนหน้าผากของจักรพรรดิจันทราและกล่าวตอบกลับไป
จากนั้นเย่เทียนก็ลูบผมของจักรพรรดิจันทราและกล่าวว่า“เยว่เอ๋อร์ เราเป็นสามีภรรยากันแล้ว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นอีกในอนาคต ผมจะบอกคุณทั้งหมด!”
จักรพรรดิจันทราได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อยและเอนตัวพิงเย่เทียนไว้ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสุข
เย่เทียนกอดจักรพรรดิจันทราเบาๆขณะที่แสงตะวันสาดส่องลงบนร่างของพวกเขาทั้งสอง
ในขณะนั้นบรรยากาศของความอบอุ่นก็แผ่ซ่านออกมา
แม้ว่าทั้งคู่จะแต่งงานกันแล้วแต่พวกเขาก็ยังคงสม่ำเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน พวกเขาก็ยังคงรู้สึกและปฏิบัติต่อกันเหมือนเมื่อก่อน
วันนั้นเย่เทียนไม่ได้จากไปเขาใช้เวลาอยู่กับจักรพรรดิจันทราตลอดทั้งวัน
เช้าวันต่อมา
เย่เทียนออกจากนิกายเทพจันทรามุ่งหน้ากลับไปยังสำนักงานของหอสวรรค์
ในเวลานี้เสี่ยวเซวี่ยและสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆต่างย้ายมาอาศัยอยู่ที่หอสวรรค์แล้ว เสี่ยวเซวี่ยจำเป็นต้องใช้ศิลาแห่งการรู้แจ้งเพื่อเข้าใจความลึกลับของพรสวรรค์การบ่มเพาะพลังอยู่ที่นี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับมัน
หลังจากกลับมาเย่เทียนก็ตรวจสอบความก้าวหน้าของเสี่ยวเซวี่ย
ในแง่ของการบ่มเพาะเสี่ยวเซวี่ยยังคงอยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์ แต่พรสวรรค์ของมันพัฒนาขึ้นอย่างมาก
[ประเภท : มังกรโลหิตสงคราม
พรสวรรค์ทางสายเลือด: ระดับตะวัน
พรสวรรค์ด้านพละกำลัง: ระดับลึกลับ
พรสวรรค์ด้านการป้องกัน: ระดับลึกลับ
พรสวรรค์ด้านความเร็ว: ระดับลึกลับ ปลอม (30%)
พรสวรรค์กลืนกินโลหิต: ระดับลึกลับ
พรสวรรค์ในการบิน: ระดับลึกลับ
พรสวรรค์เพลิงมังกร: ระดับสูงสุด
พรสวรรค์ในการรักษา: ระดับสูงสุด
พรสวรรค์เสียงคำรามแห่งมังกร: ระดับสูงสุด
พรสวรรค์กระดูกโลหิต: ระดับสูงสุด
พรสวรรค์จิตวิญญาณแห่งมังกร: ระดับสูงสุด]
“พรสวรรค์กลืนกินโลหิตกลายเป็นระดับลึกลับแล้ว!”
เย่เทียนพอใจมากเมื่อคิดถึงพรสวรรค์กลืนกินโลหิตของเขาที่กำลังจะกลายเป็นระดับลึกลับคิดได้ดังนั้นเขาจึงคัดลอกพรสวรรค์กลืนกินโลหิตของเสี่ยวเซวี่ยทันที
“นายท่าน ท่านกลับมาแล้ว! เสี่ยวเซวี่ยฝึกฝนอย่างหนัก และเมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้ยกระดับพรสวรรค์กลืนกินโลหิตให้อยู่ในระดับลึกลับแล้ว!”
เสี่ยวเซวี่ยรีบอวด
“อืม! เสี่ยวเซวี่ยแข็งแกร่งมาก!”
เย่เทียนลูบหัวขนาดใหญ่ของเสี่ยวเซวี่ยและกล่าวชม
จากนั้น
เขาก็หยิบหญ้ากรงเล็บมังกรศักดิ์สิทธิ์ออกมาและกล่าวว่า“เสี่ยวเซวี่ย นี่เป็นของขวัญสำหรับแก แกรู้หรือไม่ว่านี่คืออะไร?”
เสี่ยวเซวี่ยเบิกตากว้างและอุทานออกมา“หญ้ากรงเล็บมังกรศักดิ์สิทธิ์ นายท่าน ท่านไปเอามันมาจากไหน? ท่านคงไม่ได้ไปปล้นคลังสมบัติของมังกรมาใช่หรือไม่?”