ตอนที่ 153
ต่อมาคือการต่อสู้ของ ลั่วชิงเหอ และ เฉียงตงฟาง จากสายที่ 3ปราณอัคคีตลอดทั้งร่างของ ลั่วชิงเหอทำให้ชั้นบรรยากาศโดยรอบบิดเบือนถึงขีดสุด ทั้งยังมีปราณอัสนีก้องคำราม และปราณวายุสะท้านฟ้าหมุนวนสลับเปลี่ยน เป็นอัจฉริยะที่มีเคล็ดวิชาระดับสูงจากทั้งสามปราณธาตุผันแปรตามความเหมาะสม
ยุทธภัณฑ์ที่เลือกใช้ยังเป็นเกราะอักขระ และกำไลเพิ่มความสามารถในการควบคุมธาตุเปล่งพลานุภาพแข็งแกร่งเฉียบคมมองดูแล้วแทบไม่ด้อยไปกว่าอัจฉริยะผู้เยาว์แท้จริง... แต่ช่างน่าเสียดายที่คู่ต่อสู้ของ ลั่วชิงเหอ นั้นแข็งแกร่งเกินไป!!
เฉียงตงฟาง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ปรากฏพื้นฐานลมปราณแน่ชัด...ปกติแล้วยุทธภัณฑ์ที่ทุกคนเลือกสรรมาต่างก็เป็นยุทธภัณฑ์ที่เสริมส่งการต่อสู้ให้มีพลานุภาพสูงสุด ทว่ายุทธภัณฑ์ที่เฉียงตงฟาง เลือกมานั้นกลับแตกต่างกันออกไป
มันคือผนึกรัดเกล้า... เป็นเครื่องประดับครอบศีรษะที่พลังของมันคือการผนึกลมปราณบางส่วนของผู้ที่สวมเอาไว้ เพื่อใช้ควบคุมพลังที่มหาศาลเกินไป!! เฉียงตงฟาง เลือกยุทธภัณฑ์ชิ้นนี้โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากพลั้งมือสังหารคู่ต่อสู้ และด้วยผนึกรัดเกล้านี้เช่นกันทำให้ยากจะตรวจสอบขอบเขตลมปราณของ เฉียงตงฟาง ได้...
ตลอดทั้งร่างของ เฉียงตงฟาง แผ่ซ่านไปด้วยความเย็นยะเยือก เป็นผู้ใช้ปราณเหมันต์ระดับสูงแตกฉานรู้แจ้งถึงขั้นสร้างน้ำแข็งขึ้นได้จากความว่างเปล่า...ซึ่งผู้ที่บรรลุถึงขั้นนี้นับว่ามีไม่มากนักผู้ใช้ปราณเหมันต์ส่วนมากจำเป็นต้องใช้น้ำมากระตุ้นพลังทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมีจุดอ่อนที่ต้องพกพาเอาน้ำปริมาณมากติดตัวผ่านแหวนมิติแล้วจึงค่อยทยอยดึงออกมาใช้งานผสานลมปราณ
ไอเย็นที่แผ่ซ่านจาก เฉียงตงฟาง แค่คู่ต่อสู้เข้ามาในรัศมีก็ราวกับลมปราณรอบกายถูกแช่แข็งทุกการดึงพลังล้วนติดขัดไม่ไหลลื่น... คู่ต่อสู้ที่ผ่านมาของ เฉียงตงฟางล้วนแล้วแต่พ่ายแพ้ในเวลาอันสั้น จบศึกภายใน 1 กระบวนท่าเท่านั้น
มีก็แต่ ลั่วชิงเหอ ที่บัดนี้ผ่านไป 5 กระบวนท่าแล้ว ยังสามารถกัดฟันยืนหยัดใช้ปราณอัคคีเข้าสะกดข่มจึงพอจะรับมือกับไอเย็นโดยรอบได้ทั้งยังใช้ปราณอัสนีทะลุทะลวง โจมตีสวนกลับไปเล่นงาน เฉียงตงฟาง อยู่หลายครั้งแต่ทั้งหมดก็ล้วนถูกสกัดไว้ได้ก่อนถึงร่าง
“เฉียงตงฟาง!! ข้า ลั่วชิงเหอมิใช่กระต่ายให้เจ้าเล่นงานได้โดยง่ายหากคิดเอาชนะข้าก็คงแสดงพลังที่เหนือกว่านี้ออกมา!!” ลั่วชิงเหอแม้มีอุปนิสัยที่มุทะลุดุดัน ทว่ามันเข้ากันได้กับเอกลักษณ์ในการต่อสู้เป็นอย่างดีไม่มีความเกรงกลัวต่อผู้ใดในรุ่นเดียวกัน
เฉียงตงฟาง กดหัวคิ้วต่ำลงเล็กน้อย... จากที่โบกสะบัดมือเพียงข้างเดียวมาโดยตลอดยามนี้เริ่มใช้มือทั้งสองข้าง ควบคุมปราณเหมันต์ตลอดทั้งร่างให้หมุนวนรุนแรงเวทีประลองกว่าครึ่งถูกเคลือบไปด้วยน้ำแข็ง ทั้งยังมีวายุลูกเห็บถาโถมเข้าใส่ลั่วชิงเหอ อย่างต่อเนื่อง
ลั่วชิงเหอ นอกจากจะไม่กริ่งเกรงแล้ว ยังแผดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจสนุกไปกับการต่อสู้ที่น่าตื่นเต้น ทุกครั้งที่แตะเท้าบนเวทีน้ำแข็งก็พลันจับตัวแต่ ลั่วชิงเหอ ก็ระเบิดปราณอัคคีหลอมละลายได้เช่นกัน
เมื่อเห็นว่า เฉียงตงฟาง ขยับระดับขึ้นอีกขั้น ตนนั้นก็บีบอัดประสานปราณอัคคีอัสนี และวายุ ให้หลอมรวมเป็นหนึ่ง เกิดเป็นลูกพลังงานขนาดเท่าศีรษะ นี่เป็นทักษะที่ซุน ก็เคยพยายามฝึกฝน หากแต่การสร้างออกมานั้น ยังไม่สมบูรณ์ได้เทียบเท่ากับที่ลั่วชิงเหอ แตกฉานบรรลุ ซึ่งจากความเป็นอัจฉริยะของชายผู้นี้ จึงสร้างเป็นทักษะเฉพาะในรูปแบบของตนเองขึ้นมา!!
“ผสานไตรธาตุ พิฆาตดารา!!”
ลั่วชิงเหอ ผลักดันมวลพลังมหาศาลนี้ออกไปก่อนจะระเบิดออกใจกลางเวทีประลอง กวาดล้างทำลายไอเย็นทั้งหมดรวมไปถึงสลายวายุลูกเห็บที่หมุนวนโดยรอบ พลานุภาพของการระเบิดสะท้านฟ้าสะเทือนดินม่านพลังยังเกิดร่องรอยปริร้าว
เฉียงตงฟาง ถูกผลักดันออกจากตำแหน่งที่หยัดยืนเป็นครั้งแรกร่นถอยไปพร้อมเส้นผมที่ปลิวไสวยุ่งเหยิง ความสง่างามถูกลบล้างด้วยแรงระเบิดกัมปนาทที่ลั่วชิงเหอ สร้างขึ้นมา
“ข้าคือผู้มีพรสวรรค์ด้านปราณธาตุ อีกทั้ง 3ธาตุที่ข้าเชี่ยวชาญก็ล้วนครอบคลุมให้ข้าสามารถรับมือกับทุกธาตุได้!! ปราณเหมันต์ ของเจ้ามันก็ไม่เท่าไหร่เลย!!” ลั่วเชิงเหอหลังจากแสดงพลังที่น่าครั่นคร้ามออกมาแล้ว ก็กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
ทว่า เฉียงตงฟาง กลับเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มเย็นเยือกเป็นครั้งแรกนับจากเข้าร่วมประลองสายตาที่มองไปยัง ลั่วชิงเหอ แตกต่างไปจากคู่ต่อสู้ที่ผ่าน ๆ มา ประหนึ่งให้การยอมรับไปอีกขั้น...
“ลั่วชิงเหอ... ฝีมือไม่เลวเลยจริง ๆเช่นนั้นข้าจะขอใช้พลังสักสามส่วน เล่นกับเจ้าก็แล้วกัน!!” พริบตานั้นเอง รอบกายของ เฉียงตงฟาง จากที่เคยแผ่ไอเย็นมาโดยตลอดเวลานี้แปรเปลี่ยนเป็นการดูดกลืนไอเย็นทั้งหมดกลับเข้าไปร่าง...ดวงตาสีฟ้าสาดประกายไอดุร้าย เสียงแค่นคำรามเพียงครั้ง ยังทำให้ชั้นบรรยากาศขยายตัวจนมองเห็นเป็นความพร่าเลือนได้ด้วยตาเปล่า
กลิ่นอายแห่งสัตว์อสูรที่แผ่ซ่านออกมา ทำให้ ลั่วชิงเหอ สะท้านสั่นไหวสัมผัสได้ถึงวิกฤตโดยพลัน ทั้งที่ เฉียงตงฟาง ยังมิได้ปลดปล่อยกระบวนท่าใด ๆด้วยซ้ำ... จากนั้นก็เห็นแขนขวาของ เฉียงตงฟาง เกิดการผิดแผกเปลี่ยนแปลง เกล็ดหนาชิ้นโตที่เสมือนเกราะสีขาวขุ่นเป็นกลายชั้นกระดูกที่ถูกสร้าง ห่อหุ้มตั้งแต่มือไปจนถึงปลายข้อศอกของแขนขวาข้างนั้นแค่เหล่าผู้ชมจดจ้องมัน ยังบอกได้ว่าสิ่งนี้อันตรายอย่างถึงที่สุด!!
“พรแห่งร่างสถิต... หัตถ์มังกรขาว!!”
เฉียงตงฟาง ระเบิดความเร็วในการพุ่งทะยานเป็นครั้งแรก ความดุดันที่ทลายชั้นบรรยากาศเกิดเป็นเสียงปัง! ในความว่างเปล่า ราวกับผ่านชั้นขอบเขตบางอย่าง พริบตาเดียวระยะร้อยก้าวก็ถูกร่นหายปรากฏตัวอีกครั้งยังเบื้องหน้าของ ลั่วชิงเหอ...
ประกายจากดวงตาสีฟ้าของ เฉียงตงฟาง แฝงเร้นด้วยความเย็นยะเยือกสะกดการเคลื่อนไหวให้ ลั่วชิงเหอ แข็งค้างไปโดยพลัน ไม่แน่ชัดว่าเกิดจากความเย็นที่แผ่ซ่านหรือความหวาดกลัวต่อกลิ่นอายของสัตว์อสูรตนนี้!!
แขนขวาของ เฉียงตงฟาง ถูกง้างไปด้านหลัง ส่งเสียงเตือนเบา ๆ
“รับมือให้ดี... ลั่วชิงเหอ”
เสียงหมัดที่ปล่อยออกไป ได้ระเบิดชั้นบรรยากาศอีกหลายระลอกจนเห็นอากาศเกิดการขยายตัวอย่างไร้ที่สิ้นสุดทั้งที่คล้ายเป็นเพียงการต่อยออกไปหนึ่งหมัดเท่านั้น แต่คล้ายเป็นพลังที่เหนือยิ่งกว่าการโจมตีใดๆ ของชนชั้นผู้เยาว์ ตลอดการประลองในรอบที่ผ่าน ๆ มา
ลั่วชิงเหอ หนังศีรษะด้านชาไปโดยพลัน เรือนกายสั่นเทิ้มสัมผัสได้ถึงภยันตรายอันเป็นวิกฤตถึงตายจึงระเบิดปราณทั่วร่างอย่างทะลักทะล้น ดวงตาแดงฉานไปด้วยเส้นโลหิต แม้กายสั่นไหวแต่ใจกลับไม่ยินยอมที่จะพ่ายแพ้…ปราณธาตุทั้งสามถูกรีดเค้นพลังออกมาอย่างถึงที่สุด แผ่ซ่านรอบกายถาโถมออกไปเบื้องหน้าเพื่อรับมือกับหัตถ์มังกรขาว
“เข้ามา!!”
ตูม!!
เสียงดังกระจายออกไปแปดทิศ รุนแรงยิ่งกว่าการปะทะของ ซุน และเกาทงหลิน ในกระบวนท่าสุดท้ายเสียอีก!!ม่านพลังที่ครอบคลุม ยังเกิดรอยปริร้าวเป็นทางยาว จะก่อนปรากฏเงาร่างของลั่วชิงเหอ ที่กระเด็นออกมาจากหมอกม่านที่คละคลุ้ง ลอยสูงเหนือพื้นสำรอกโลหิตหลายคำปลิวตรงไปยังสุดขอบเวทีประลอง
เสียงดังตูมตาม อีกครั้งเมื่อแผ่นหลังของ ลั่วชิงเหอ กระแทกม่านพลังที่ครอบคลุมหากไม่มีเกราะอักขระดูดซับแรงกระแทกเอาไว้ สภาพคงย้ำแย่ยิ่งไปกว่าเดิม... โลหิตล้นจากลำคอจนหายใจไม่ถนัดทว่าพลังใจของ ลั่วชิงเหอ กลับสูงเทียมฟ้า ลุกยืนขึ้นมาในสภาพที่โซซัดโซเซ ดวงตาแดงฉานแฝงไว้ด้วยใจสู้รบที่ยังไม่ยอมมอดดับ
เฉียงตงฟาง เดินออกมาจากม่านหมอกอณูลมปราณ สภาพร่างกายแทบจะสมบูรณ์พร้อมลมปราณมั่นคงไม่มีร่องรอยของอาการบาดเจ็บ เขม็งมองมายัง ลั่วชิงเหอ ด้วยสายตาที่ชื่นชม...ไม่บ่อยครั้งนักที่ เฉียงตงฟาง จะเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจในระดับนี้
“เฉียงตงฟาง!!” ลั่วชิงเหอ คำรามเสียงสะท้านไม่ยอมแพ้ตั้งท่าตระเตรียมจะพุ่งเข้าใส่ เฉียงตงฟาง อีกครั้ง... แต่จังหวะนั้นเองที่กรรมการพุ่งเข้ามาสกัดเอาไว้ยกมือห้ามปราม
“ลั่วชิงเหอ... ร่างเจ้ากระแทกใส่ม่านพลัง ดังนั้นตามกติกาการประลองถือว่าเจ้าพ่ายแพ้ไปแล้ว...” กรรมการ กล่าวขึ้นย้ำเตือน ทว่านั่นเป็นเพียงเหตุผลส่วนหนึ่งเท่านั้นเพราะแท้จริงแล้ว กรรมการย่อมมองออกถึงสภาพของ ลั่วชิงเหอ ในเวลานี้หากยังฝืนเข้าต่อสู้ ก็มีแต่จะตายเท่านั้น กระดูกหักร้าวหลายท่อน อวัยวะภายในบอบช้ำลมปราณในร่างยังยุ่งเหยิงถึงขีดสุด
สิ่งเดียวที่ ลั่วชิงเหอ มีอย่างเต็มเปี่ยมคือใจรบที่ไม่คิดจะยอมแพ้...
“ไม่!! ข้ายังไม่แพ้!!”
ลั่วชิงเหอ ยังคงตวาดเสียงด้วยเพลิงโทสะเดือดดาล ฉวยโอกาสผลักกรรมการออกและพุ่งเข้าใส่เฉียงตงฟาง... แต่ตอนนั้นเองที่ เฉียงตงฟาง ได้ระเบิดท่าร่างอีกครั้งจนมาหยุดอยู่ข้างกายของลั่วชิงเหอ ใช้ หัตถ์มังกรขาว กดลงที่หน้าอกของ ลั่วชิงเหอ อย่างแผ่วเบา...
“เจ้าแพ้แล้ว... และข้าก็สนุกมาก ลั่วชิงเหอ”
เพียงสิ้นเสียงของ เฉียงตงฟาง ไอเย็นมหาศาลระลอกหนึ่งก็ระเบิดออกในพริบตากลายเป็นน้ำแข็งที่ครอบคลุมร่างของ ลั่วชิงเหอ ในอึดใจเดียว เหลือก็แค่ศีรษะที่โผล่ออกมาเหนือก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่นี้ลั่วชิงเหอ จากที่ร่างกายบาดเจ็บหนักอยู่แล้ว เมื่อถูกไอเย็นแทรกซึมฉับพลันก็ไม่อาจทนรับไหวหมดสติไปในที่สุด...
“กรรมการ... ข้าเพียงใช้น้ำแข็งสะกด ลั่วชิงเหอ ไว้ชั่วคราวเท่านั้นมิได้มีเจตนาลงมือหลังจากการตัดสินหวังว่านี่จะไม่ถูกนับเป็นการลงมือเกินกว่าเหตุ...” เฉียงตงฟาง เอ่ยเนิบนาบขึ้นสีหน้าและน้ำเสียงกลับมาไร้อารมณ์อีกครั้ง
ฝ่ายกรรมการ ได้แต่พยักหน้าเบา ๆ ตอบรับ...
“อืม... ดีแล้วที่เจ้าหยุด ลั่วชิงเหอ เอาไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้...”
กรรมการประกาศชัยชนะของ เฉียงตงฟาง ออกไป... ซึ่ง เฉียงตงฟางสะบัดมือเพียงครั้ง หัตถ์มังกรขาว ที่กลับคืนสู่สภาพแขนขวาปกติ สืบเท้าเดินจากไปโดยไม่มีแม้แต่อาการหอบใดๆ ประหนึ่งว่าเป็นการฝึกซ้อมเบา ๆ
กลายเป็นตัวแทนในสายประลองที่ 3
ซุน ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ที่เวลานี้เฝ้ามองการต่อสู้ทั้งหมดผ่านภาพฉายนิมิตอยู่ในห้องพักฟื้น ทั้งสามคนเบิกตาโพลงตื่นตระหนกในความแข็งแกร่งที่ เฉียงตงฟางแสดงออกมา...
“จะ...เจ้านั่น มันเป็นสัตว์ประหลาดอย่างที่พวกท่านว่าจริง ๆ มันใช้พลังแค่สามส่วนก็เล่นงานศิษย์พี่ลั่วเสียหมดสภาพคนแทบจะตายอยู่ร่อมร่อ!!” ซุน เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวถึงจะได้ฟังเรื่องของ เฉียงตงฟาง มาบ้างแต่ก็ไม่คิดว่าจะน่ากลัวเพียงนี้
“เจ้านั่นแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน หลายต่อหลายเท่า!!จะยังมีโอกาสอะไรให้พวกเราในรอบชิงวันพรุ่งนี้ได้อีก มันชัดเจนอยู่แล้วว่าพลังของพวกเราแตกต่างกับเฉียงตงฟาง อย่างที่มิอาจเทียบได้...” ไป๋หู่จิวหรง กล่าวพลางกัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจรู้สึกว่าช่างไม่ยุติธรรมยิ่งนัก ที่เอาสัตว์ประหลาดเช่นนี้มาเข้าร่วมการประลอง
เจี่ยโย่วเทียน นิ่งขรึมที่สุด เผยสีหน้าครุ่นคิดหนัก....
ก่อนจะเหลือบมองไปยัง ซุน และ ไป๋หู่จิวหรง
“อันที่จริงโอกาสมันก็ใช่ว่าจะไม่มี... กติกาในรอบชิงชนะเลิศเป็นกติกาที่เอื้อมประโยชน์อยู่พอสมควร ผู้ชนะจากสายประลองทั้ง 4 สาย จะลงบนเวทีประลองเดียวกันและหาผู้แข็งแกร่งที่สุดเพียงหนึ่งเดียว
ดังนั้นหากพวกเราสามคนร่วมมือกันรุมเล่นงาน เฉียงตงฟาง ผู้เดียว แม้จะเป็นวิธีการที่ออกจะสกปรกไปบ้างทว่านี่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะสร้างโอกาสให้พวกเราเอาชนะสัตว์ประหลาดตนนั้นได้... และข้าก็ไม่เกี่ยงหากจะใช้วิธีนี้ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าทั้งสองคนแล้ว ว่าจะเอากับข้าด้วยหรือไม่?” เจี่ยโย่วเทียน กล่าวขึ้นด้วยสีหน้านิ่งขรึม
ซุน และ ไป๋หู่จิวหรง เผยแววตาสับสนชั่วครู่หนึ่ง
............................................