ช่วงเวลาที่ฉางเฟิงฝึกฝนการต่อสู้ของสามนิกายและตระกูลเซียนต่อสู้กับสมุนไพรเทพก็เริ่มขึ้นการต่อสู้นั้นรุนแรงมากจนทำให้สามนิกายและตระกูลเซียนและได้รับความเสียหายจึงต้องถอยไปรวมตัวกันเพื่อต่อสู้
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมสวนสมุนไพรถึงมีตัวตนระดับเทพได้”ผู้อาวุโสนิกายอัคคีฟ้ากรีดร้อง
“ไม่แปลกใจเลยข้าไม่แปลกใจเลยว่าทำไมวังสวรรค์ถึงให้พวกเราเข้ามาง่ายๆแบบนี้กลายเป็นว่าพวกมันรู้อยู่แล้วและปล่อยให้พวกเรามาตาย” ผู้นำตระกูลเจี้ยนคำราม
ตอนนี้ผู้นำตระกูลเจี้ยนรู้สึกโกรธและผิดหวังมากเขาที่คิดจะยอมก้มหัวให้กับวังสวรรค์ถึงขั้นส่งอัจฉริยะอย่างเจี้ยนอี้ให้กับวังสวรรค์กลับถูกวังสวรรค์ทำแบบนี้
แน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดวังสวรรค์ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยแล้วมันก็ไม่ได้เป็นแผนการของพวกฉางเฟิงด้วย ทุกอย่างเป็นความบังเอิญล้วน ๆ
แต่ความบังเอิญนี้ได้ทำให้พวกฉางเฟิงได้รับประโยชน์ไม่เพียงแค่ตระกูลเจี้ยน หลายตระกูลก็พากันคิดแบบเดียวกัน แม้แต่สามนิกายเองก็เช่นกัน
“ตอนนี้ค่ายกลปกป้องที่พวกเราได้รับมาจากผู้นำนิกายน่าจะอยู่ได้สัก10 วัน ช่วงเวลานี้ข้าว่าพวกเราควรจะฝึกฝนให้ดีไม่ใช่หรือ” ผู้อาวุโสปฐพีเร้นลับกล่าว
“ไม่ผิดที่แห่งนี้สามารถทะลวงขั้นเทพได้แสดงว่าพวกเราที่อยู่จุดสูงสุดของจักรพรรดิเซียนก็มีหวังไม่ใช่เหรอ”ผู้อาวุโสนิกายบงกชกล่าว
“นั่นก็จริงว่าแต่ทำไมข้าไม่เห็นพวกหอสมบัติ สมาคมนักปรุงยาและนิกายธารวารีละ” ผู้อาวุโสนิกายอัคคีฟ้าขมวดคิ้ว
“จริงด้วยพวกนั้นเข้ามาก่อนพวกเราตามหลักควรจะต้องถูกโจมตีก่อนพวกเราสิถึงจะถูกหรือว่าพวกนั้นรู้อยู่ก่อนแล้ว”
“มีความเป็นไปได้ไม่แน่พวกนั้นอาจจะมีวิธีการที่ทำให้ไม่ถูกโจมตีก็ได้” ระดับผู้อาวุโสพากันปรึกษากันอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกันสมุนไพรเทพก็โจมตีค่ายกลอย่างต่อเนื่องแตกต่างกับพวกสมาคมนักปรุงยาที่ตอนนี้ค่อนข้างพึงพอใจอย่างมาก เม็ดยาของพวกเขาสามารถแลกเปลี่ยนสสมุนไพรเซียนได้จำนวนมาก
แถมยังได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพวกภูติน้อยอีกด้วยแน่นอนว่าพวกเขาย่อมขอบคุณฉางเฟิงอยู่ในใจ เพราะฉางเฟิงได้เตือนพวกเขาก่อนทำให้พวกเขาไม่ต้องใช้กำลังและจบลงอย่างสันติ
อย่างช้าๆพวกสมาคมนักปรุงยาและพวกหอสมบัติก็ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านต่างๆเพื่อแลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆเพราะหมู่บ้านที่พวกเขาไปเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆและมีสมุนไพรที่จำกัดจึงแลกเปลี่ยนมากไม่ได้
ทางด้านซีรั่วหยานตอนนี้นางได้มายืนอยู่ตรงหน้าค่ายกลที่เป็นแกนหลังของสวนสมุนไพรแล้วยังเป็นค่ายกลปกป้องสวนสมุนไพรทั้งหมด ในตอนนั้นที่คนของวังสวรรค์ถูกขับไล่ออกไปก็เป็นพลังของค่ายกลนี้
“ดูเหมือนต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะซ่อมค่ายกลเสร็จเจ้าไปนำวัสดุพวกนี้มาให้ข้า ถ้าขาดอันใหนให้ไปขอที่สามีของข้า” ซีรั่วหยานกล่าว
“ขอรับ”โสมมังกรรีบจัดการทันที
อีกด้านฉางเฟิงได้ฝึกฝนอย่างหนักด้วยเม็ดยาที่มีคุณภาพสูงมากทำให้พลังบ่มเพาะของฉางเฟิงพุ่งทะยานจนในที่สุดก็มาถึงระดับจักรพรรดิขั้นสูงสุดซึ่งอีกนิดเดียวก็จะทะลวงขั้นเซียน
เพียงแต่การทะลวงขั้นเซียนฉางเฟิงจำเป็นต้องหาคู่ต่อสู้ที่ช่วยขัดเกลาให้กับตัวเองเสียก่อนเพราะถึงอย่างไรการบ่มเพาะส่วนใหญ่ของฉางเฟิงก็พึ่งพาเม็ดยามากเกินไปจำเป็นต้องผ่านการต่อสู้และหล่อหลอมเสียบ้าง
“พวกเจ้าบ่มเพาะอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะส่วนนี่คือเม็ดยาที่ข้าเตรียมไว้ให้กับพวกเจ้า” ฉางเฟิงกล่าวและแจกเม็ดยาให้กับคนอื่นๆทันที
“แล้วเจ้าจะไปใหน”มู่เฟยเสวี่ยสงสัย
“ต่อสู้ตอนนี้ข้าต้องการคู่ต่อสู้ที่ทำให้ข้ากดดันและสามารถคุกคามข้าได้” ฉางเฟิงยิ้ม
“เสี่ยวเสี่ยวอยากไปด้วย”เสี่ยวเสี่ยวกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ถ้างั้นก็ไปกันเถอะต้องรบกวนเจ้าแล้ว” ฉางเฟิงกล่าวกับเถาวัลย์พยัคฆ์
“ไม่มีปัญหาพวกเรามีค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่ตามหมู่บ้านหลักๆดังนั้นการเดินทางจึงไม่ใช่เรื่องยากแล้วอีกอย่างจากที่ท่านหญ้าวิหครายงานมากลุ่มของศัตรูได้หนีไปรวมตัวกันแล้วซึ่งท่านราชันสามารถเลือกคู่ต่อสู้ได้ตามใจได้เลย”เถาวัลย์พยัคฆ์กล่าว
“ดีไปกันเถอะ” ฉางเฟิง เสี่ยวเสี่ยวและเสี่ยวเฮ่ยตามเถาวัลย์พยัคฆ์ไปทันที
แน่นอนว่าฉางเฟิงไม่คิดจะเปิดเผยตัวตนและปลอมตัวไปฉางเฟิงสวมหน้ากากและปลับเปลี่ยนกลิ่นอายของตนเองโดยใช้พลังของเถาวัลย์พยัคฆ์ช่วยทำให้กลิ่นอายของฉางเฟิงเหมือนกับพวกสมุนไพรเทพ
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆค่ายกลปกป้องของสามนิกายเริ่มต้านไม่ไหวและปรากฎรอยร้าวเต็มไปหมด แต่พวกผู้อาวุโสก็ไม่สามารถทะลวงขั้นเทพได้เห็นได้ชัดว่าการเสี่ยงครั้งนี้พวกเขาแพ้แล้ว
“เจ้าพวกสมุนไพรเทพพวกนี้อย่าคิดว่าพวกเราไม่มีวิธีต่อต้านพวกมัน”ผู้อาวุโสนิกายปฐพีเร้นลับคำรามด้วยความโกรธ
“พวกเราไม่มีทางเลือกแล้วต้องต่อสู้เท่านั้นพวกเจ้ามีไพ่ตายอะไรก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังกันแล้วเอาออกมาใช้ทั้งหมดเลย ขอแค่พวกเราสังหารเจ้าสมุนไพรเทพต้นนั้นได้พวกเราก็มีหวังทะลวงขั้นเทพได้
และเมื่อพวกเรากลับไปทวีปเซียนต่อให้เป็นผู้นำนิกายหรือบรรพชนก็ต้องก้มหัวให้กับพวกเรา” ผู้อาวุโสนิกายบงกชเผยเห็นสีหน้าชั่วร้าย
“ไม่ผิดเรามาลองกันเถอะ” เมื่อได้ความเห็นที่ตรงกันพวกตระกูลเซียนก็ขัดไม่ได้และต้องทำตามถ้าชนะพวกเขาก็รอดถ้าแพ้ก็ตายมีอยู่แค่นี้
“ตูม!!!!!”ในที่สุดค่ายกลก็ทนไม่ไหวและพังทลายลง
“มาแล้ว!!!!”สามนิกายและตระกูลเซียนตั้งท่าเตรียมต่อสู้ทันที
เพียงแต่สมุนไพรเทพกลับไม่ได้บุกเข้ามาทันทีแต่ยืนเปิดทางเป็นแถวและคุกเข่าลงทำความเคารพนี่ทำให้พวกสามนิกายและตระกูลเซียนพากันงุนงง
“เกิดอะไรขึ้น”
“มีคนกำลังเดินมา”
ในตอนนั้นเองได้มีชายหนุ่มที่สวมชุดสีขาวพร้อมกับเส้นผมสีเขียวเดินเข้ามาใบหน้าแม้จะถูกหน้ากากปกปิดเอาไว้แต่ดวงตาสีทองกลับทำให้หญิงสาวรู้สึกหลงใหล
“คารวะท่านราชัน”สมุนไพรเทพกล่าวพร้อมกัน
“อะไรนะนั่นคือผู้นำของสมุนไพรเทพงั้นเหรอแปลกทำไมพลังของเจ้านั่นแค่ระดับจักรพรรดิเท่านั้น”
“ใครจะรู้แต่ว่ามันต้องมีเรื่องลึกเบื้องหลังแน่ๆ” สามผู้อาวุโสพากันระวังตัวยิ่งขึ้น
“เจ้าพวกผู้บุกรุกเราราชันนั้นมาเพื่อให้โอกาสพวกเจ้า ถึงแม้ตามจริงมันไม่ควรจะให้ก็เถอะเพราะบาปที่พวกเจ้าก่อเอาไว้หนักหนายิ่งนักไม่เพียงปล้นสมุนไพรของพวกเราแต่ยังสังหารภูติน้อยของพวกเราไปอีกจำนวนมากโทษนี้มีเพียงอย่างเดียวคือความตาย
เพียงแต่การจะฆ่าพวกเจ้าไปเฉยๆเราราชันก็คิดว่ามันง่ายเกินไปจึงคิดเรื่องสนุกๆขึ้นมาได้โดยข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า ใครก็ตามที่อยู่ขั้นเซียนสามารถเอาชนะข้าได้ข้าจะปล่อยพวกเจ้าทั้งหมดไป แต่ถ้าไม่ พวกเจ้าทั้งหมดต้องตาย” ฉางเฟิงกล่าว
“ใช่แล้ว”เสี่ยวเสี่ยวที่หดร่างลงจนและปลอมตัวเป็นภูติน้อยที่น่ารักกล่าวขึ้น