“ข้าได้สอนเจ้าเกี่ยวกับขั้นตอนการปรุงและวัตถุดิบทั้งหมดของโอสถจิตวิญญาณเทวะเอาไว้แล้วที่เหลือล้วนแต่ต้องใช้พรสวรรค์เจตจำนงโอสถของเจ้าเป็นตัวขับเคลื่อน” ฉู่เย่พึมพำเบาๆ
ซ่งไป่หลางมิได้สนใจเสียงของมัน เพียงแค่ใช้จิตวิญญาณผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกับพลังธาตุพฤกษาและพลังธาตุอัคคีของค่ายกลเพลิงวิญญาณเยือกแข็งเท่านั้น
กระบวนการปรุงโอสถเริ่มต้นขึ้นความรู้สึกของฉู่เย่พลันกลายเป็นหวั่นไหวขึ้นมา ‘ไม่นึกเลยว่าเคล็ดสวรรค์ชำระโอสถจะทรงพลังถึงเพียงนี้ส่วนหนึ่งย่อมต้องเป็นผลงานของอักขระเทวะต้นกำเนิดที่ทำให้สามารถสร้างค่ายกลที่เหมาะสมต่อการปรุงโอสถขึ้นมาได้’
ในอดีตฉู่เย่เคยปรุงโอสถจิตวิญญาณเทวะเช่นกันในตอนนั้นมันต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็มเพื่อปรุงโอสถนี้ขึ้นมาแม้จะมีพรสวรรค์เจตจำนงแห่งโอสถทว่ามันก็ไม่อาจปรุงโอสถในตำนานนี้ขึ้นมาโดยง่าย
แต่ซ่งไป่หลางในยามนี้กลับใช้เคล็ดสวรรค์ชำระโอสถที่เป็นเคล็ดลับรูปแบบใหม่ใช้วิธีหยิบยืมพลังจากภายนอกทั้งยังมีความบริสุทธิ์และการควบคุมที่เหมาะสมกับการปรุงโอสถยิ่งกว่าระยะเวลาที่ต้องใช้ในแต่ละกระบวนการก็ลดน้อยลงอย่างน้อยสิบเท่า นั่นหมายความว่าการปรุงโอสถจิตวิญญาณเทวะอันยุ่งยากและยาวนานนี้อาจจะต้องใช้เวลาไม่เกินสามเดือนเท่านั้น
ในความเป็นจริงหากฉู่เย่ประเมินไม่ผิดพลาดเกรงว่าการปรุงโอสถนี้จะสำเร็จภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนกว่าๆนี่นับว่าเป็นความเร็วที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินเกินไปแล้ว
ระหว่างที่ซ่งไป่หลางกำลังวุ่นวายอยู่กับการปรุงโอสถสถานการณ์ภายนอกสวนสมุนไพรวิเศษก็ได้เกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นเช่นกัน
“นี่... ท่านผู้อาวุโสพวกเราจะปล่อยสำนักพงไพรไปเช่นนี้จริงๆหรือ” หั่วฟู่เอ่ยถามด้วยความเกรี้ยวกราด หลังจากที่มันเห็นสภาพของหั่วเฟยและคนอื่นๆที่ออกมาจากรอยแยกของค่ายกลเซียนพฤกษานอกจากความโกรธแล้วยังมีความหวาดกลัวที่แทรกลึกอยู่ในหัวใจของมันซ่งไป่หลางผู้นั้นสามารถทำร้ายหั่วเฟยและคนอื่นๆที่มีพลังขั้นจักรพรรดิมนุษย์ขึ้นไปได้ขนาดนี้หากมันต้องการชีวิตของตนหั่วฟู่ยู่หลงเสียงและคนอื่นๆที่เหลือก็คงไม่อาจรอดออกมาจากสวนสมุนไพรวิเศษเช่นกัน
“สมุนไพรวิเศษของนายน้อยเฟยถูกขโมยไปจนหมด” สีหน้าของอนุเซียนตระกูลหั่วดำมืดลงทันทีไม่เพียงหั่วเฟยจะถูกส่งออกมาด้วยสภาพบาดเจ็บปางตายและคนอื่นๆอยู่ในสภาพพิการแม้แต่ความหวังสุดท้ายของตระกูลหั่วอย่างสมุนไพรวิเศษตามรายชื่อคำสั่งของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็ยังถูกแย่งชิงไปด้วย
“ดียิ่งนักนี่คือฝีมือของซ่งไป่หลางศิษย์ยอดพฤกษาของสำนักพงไพรตระกูลหั่วจะจดจำความแค้นครั้งนี้ไว้อย่างแน่นอน” อนุเซียนตระกูลหั่วกัดฟันเอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างไรก็ตามมันไม่สามารถทำอันใดได้มากไปกว่าการเอ่ยคำคาดโทษอย่างเลื่อนลอย
จะให้มันกลับไปหาเรื่องสำนักพงไพรอีกครั้งก็เท่ากับเป็นการเอาชีวิตไปทิ้งแล้ว
ต่อให้มันมีไพ่ลับอย่างลูกแก้วผนึกปีศาจแล้วอย่างไรอย่างมากก็ทำได้เพียงสร้างหายนะให้กับสำนักพงไพรส่วนตระกูลหั่วของพวกมันก็จะต้องสูญเสียทุกสิ่งในทางตรงกันข้ามแม้เวลานี้ตระกูลหั่วจะตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เพียงใดแต่ก็ยังไม่ถึงกับหมดสิ้นหนทาง
“ส่งสาส์นไปหาจวินเม่ยเพื่อขอเจรจาแลกเปลี่ยนในเมื่อสำนักพงไพรได้รับสิทธิ์ในการครอบครองสวนสมุนไพรวิเศษเช่นนั้นก็หมายความว่าสมุนไพรที่พวกเราต้องการอยู่ในมือสำนักพงไพรทั้งหมดแล้วไม่ว่ายังไงพวกเราก็ต้องได้รับมันมามิเช่นนั้นตระกูลหั่วคงถึงคราวจบสิ้นอย่างแท้จริง” อนุเซียนตระกูลหั่วทำได้เพียงกล้ำกลืนความเจ็บแค้นเอาไว้ในใจ
ในขณะที่ซ่งไป่หลางส่งพวกหั่วเฟยออกมาด้านนอกในอีกทางหนึ่งก็ได้ส่งกลุ่มราชันยุทธ์ของสำนักพงไพรที่ได้เข้าร่วมการสำรวจสวนสมุนไพรกลับออกมาเช่นกันทว่าตำแหน่งที่ถูกส่งออกมากลับเป็นพื้นที่ส่วนกลางของสำนักพงไพรเองแน่นอนว่าหน้าที่ของคนเหล่านี้คือแจ้งข่าวสำคัญให้แก่สำนัก
สีหน้าของจวินเม่ยเต็มไปด้วยความพึงพอใจหลังจากรู้ว่าแผนการของนางและผู้อาวุโสรั่วประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์เวลานี้สวนสมุนไพรวิเศษได้กลายเป็นสมบัติของซ่งไป่หลางและรั่วอวี่แล้ว นั่นหมายความว่าทรัพยากรทั้งหมดภายในจะกลายเป็นของสำนักพงไพรเช่นกัน
กลุ่มราชันยุทธ์เหล่านั้นยังได้นำเอาเมล็ดพันธุ์และสมุนไพรหายากจำนวนมากที่ซ่งไป่หลางและรั่วอวี่เก็บเกี่ยวเอาไว้บางส่วนกลับออกมาด้วยหลังจากสอบถามถึงเรื่องราวภายในสวนสมุนไพรอีกสักพักจวินเม่ยก็สั่งให้ราชันยุทธ์เหล่านี้ออกไปพักผ่อนหลังจากที่ต้องผ่านเรื่องราวต่างๆมากมายมา
เวลานี้ในห้องโถงของสำนักนอกจากจวินเม่ยแล้วก็มีเพียงสามผู้อาวุโสหลักเท่านั้นเมื่อกลุ่มราชันยุทธ์จากไปจนหมดต้าอีผู้อาวุโสหลักอันดับหนึ่งก็หัวเราะออกมา
“ท่านเจ้าสำนักนับว่ามีวิสัยทัศน์กว้างไกลยิ่งนักตอนแรกที่ท่านแต่งตั้งซ่งไป่หลางผู้นั้นให้เป็นศิษย์ยอดพฤกษากระทั่งข้ายังอดไม่ได้ที่จะนึกค้านในใจและคิดว่าท่านตัดสินใจผิดพลาดอย่างวู่วามกลับกลายเป็นข้าที่โง่เขลามิอาจแยกแยะอัญมณีที่งดงามได้”
ต้าเอ้อแค่นเสียง “ตั้งแต่เมื่อใดที่ท่านเจ้าสำนักตัดสินใจผิดพลาด ในเมื่อเป็นเรื่องที่ท่านตัดสินใจอย่างไรก็ย่อมต้องเป็นเรื่องที่ดีและถูกต้องเป็นแน่”
ต้าซานเยาะเย้ย “ต้าเอ้อ มิใช่ว่าก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าซ่งไป่หลางยังอ่อนแอเกินไปไม่คู่ควรกับตำแหน่งศิษย์ยอดพฤกษาเวลานี้กลับพูดเช่นนี้ยังจะกล้าเรียกตัวเองว่าผู้อาวุโสหลักอีกหรือ”
จวินเม่ยอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ใบหน้าเย็นชาของนางเวลานี้กลับประดับด้วยรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก“พวกเจ้าหยุดพูดได้แล้วหลังจากนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างแท้จริงเราไม่อาจแน่ใจว่าซ่งไป่หลางจะสามารถปรุงโอสถจิตวิญญาณเทวะได้สำเร็จเมื่อใด จนกว่ามันจะสำเร็จต้นมหาพฤกษาก็ยังอยู่ในสภาวะที่เป็นอันตรายอยู่เราต้องเข้มงวดเรื่องการดูแลพื้นที่รอบๆสำนักเอาไว้ให้ดี”
“เจ้าสำนักมิต้องกังวลมีไป่เหอและอู๋เจ้อคอยดูแลค่ายกลและตรวจสอบพื้นที่รอบสำนักอยู่ตลอดเวลาต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับฟางเจี่ยลื่อก็ยังมิอาจเคลื่อนไหวโดยที่พวกเราไม่รู้ตัว” ต้าอีเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ มันนับว่าเป็นอาจารย์ของอู๋เจ้ออยู่ครึ่งหนึ่งเช่นกัน
จวินเม่ยพยักหน้า “เอาละ พวกเจ้าออกไปก่อนหากมีเรื่องเร่งด่วนจงรีบมารายงานข้า ตอนนี้ไปทำหน้าที่ของพวกเจ้าเสีย”
สามผู้อาวุโสหลักรับคำก่อนจะจากไปจวินเม่ยพลันถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะเอ่ย “ท่านผู้อาวุโส ทุกสิ่งเป็นไปดั่งที่ท่านคาดการณ์เอาไว้เวลานี้สำนักพงไพรและดินแดนเทพพฤกษานับว่าเข้าสู่สภาวะปลอดภัยแล้ว”
ร่างของผู้อาวุโสรั่วปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าใบหน้าประดับรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยน “สมควรเป็นเช่นนี้ข้าขอเป็นตัวแทนของดินแดนเทพพฤกษาทั้งมวลเพื่อกล่าวขอบคุณต่อเจ้าและศิษย์ของเจ้า”
เบื้องหน้าของผู้อาวุโสรั่วร่างเลือนรางดุจวิญญาณของชายหนุ่มรูปงามปรากฏตัวขึ้น “ผู้อาวุโสกล่าวเกินไปแล้วเรื่องนี้มิใช่ผลงานของข้า ล้วนเป็นผลจากพรสวรรค์ของเด็กคนนั้นอีกทั้งมันเองก็ได้รับประโยชน์มากมายจากท่านรวมถึงสำนักพงไพร ดังนั้นนี่มิใช่เรื่องที่ต้องขอบคุณเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเท่านั้น”
จวินเม่ยมองดูร่างวิญญาณตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย“มารเซี่ยมิได้พบเจอกันโดยตรงเช่นนี้นานหลายปีแล้วไม่น่าเชื่อว่าคนเช่นเจ้าจะต้องตกอยู่ในสภาพวิญญาณเยี่ยงนี้”
เซี่ยหยางมองดูจวินเม่ยก่อนจะเผยรอยยิ้มลี้ลับ “ครั้งก่อนที่พบกันแม้จะเจรจากันไม่สำเร็จทว่าข้าก็ได้ตัดสินใจที่จะให้ความช่วยเหลือแก่เจ้าอยู่แล้วเพียงแต่น่าเสียดายก่อนที่ข้าจะทำตามแผนการที่วางเอาไว้ข้ากลับได้รับข่าวสารที่น่าตกใจจึงทำให้ต้องล้มเลิกแผนการแล้วจากไปทันทีนับว่าข้าผิดต่อเจ้าและสำนักพงไพรอยู่บ้างเช่นกัน”
“เป็นเช่นนี้?” จวินเม่ยประหลาดใจเล็กน้อย เดิมทีนางคิดว่าเซี่ยหยางมิต้องการยื่นมือช่วยเหลือสำนักพงไพรเนื่องจากการเจรจาที่ล้มเหลวและการเดิมพันนั้นนางก็มิอาจเป็นฝ่ายเอาชนะได้นึกไม่ถึงที่แท้เรื่องนี้กลับมีเบื้องหลังบางประการ
คนระดับเซี่ยหยางย่อมมิเอ่ยวาจาโป้ปด และมันมิมีความจำเป็นที่จะต้องโกหกอันใดดังนั้นจวินเม่ยจึงเลือกที่จะเชื่อว่าอีกฝ่ายพูดความจริง
เซี่ยหยางถอนหายใจเบาๆเอ่ยต่อว่า “ในตอนนั้นหลังจากที่พวกเราประมือกันข้าได้ยินข่าวสารจากดินแดนใต้สวรรค์ว่าตำหนักกงเซิ่งแห่งดินแดนใต้สวรรค์ได้ลุกขึ้นก่อกบฏต่อตระกูลศักดิ์สิทธิ์และผู้อาวุโสหลักผู้หนึ่งของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้เดินทางมาด้วยตนเองเพื่อทำลายตำหนักกงเซิ่งข้าจึงรีบมุ่งหน้าไปยังดินแดนใต้สวรรค์เพื่อสังหารผู้อาวุโสหลักผู้นั้น”
จวินเม่ยย้อนนึกถึงช่วงเวลานั้นก็พบว่าเป็นไปตามที่เซี่ยหยางเอ่ยหลังจากที่การประลองของคนทั้งสองจบลงไม่นานได้มีข่าวของการต่อต้านตระกูลศักดิ์สิทธิ์จากตำหนักกงเซิ่งแห่งดินแดนใต้สวรรค์จริงๆและภายใต้ความวุ่นวายอันยิ่งใหญ่ครั้งนั้นผู้อาวุโสหลักของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่งได้ถูกสังหารลงโดยฝีมือของมารเซี่ยนี่เป็นข่าวใหญ่ที่สะท้านสะเทือนไปทั่วทุกดินแดนระดับสูง
นับเป็นเวลาหลายร้อยหลายพันปีที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ครอบครองตำแหน่งอันสูงส่งและปกครองแทบจะทั่วทั้งใต้หล้าอย่างไรก็ตามผู้อาวุโสหลักที่มีตำแหน่งสำคัญของตระกูลกลับถูกสังหารชื่อเสียงของมารเซี่ยกลายเป็นโด่งดังสะท้านสะเทือนและทำให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มิอาจอดทนได้อีกต่อไปหลังจากวันนั้นยอดฝีมือจำนวนมากของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกส่งออกมาไล่ล่าสังหารเซี่ยหยางจนกระทั่งมารเซี่ยหายตัวไปอย่างลึกลับในที่สุด
กว่าเรื่องจะดำเนินไปถึงจุดนั้นจวินเม่ยก็ได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับความสูญเสียของตระกูลศักดิ์สิทธิ์นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์อับอายมากที่สุดในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา
ผู้อาวุโสรั่วถอนหายใจ “เรื่องในอดีตมิสำคัญอีกแล้ว เวลานี้พวกเราสามารถแก้ปัญหาของต้นมหาพฤกษาได้ยังมีสิ่งใดน่ายินดีกว่านี้อีก และข่าวดีอีกประการก็คือหลังจากนี้ซ่งไป่หลางจะครอบครองสูตรการหลอมโอสถจิตวิญญาณเทวะแม้จะน่าเสียดายที่มันไม่สามารถถ่ายทอดให้ผู้ที่ไร้พรสวรรค์เจตจำนงแห่งโอสถก็ตามเซี่ยหยางเจ้ารู้สรรพคุณของโอสถจิตวิญญาณเทวะหรือไม่”
เซี่ยหยางส่ายหน้าช้าๆ “ข้ารู้เพียงว่ามันสามารถช่วยรักษาต้นมหาพฤกษาได้ทว่ามิได้รู้ถึงรายละเอียดของมัน”
นับตั้งแต่ที่ซ่งไป่หลางผ่านบททดสอบสุดท้ายและก้าวเข้าไปในตำหนักหมื่นสมุนไพรจิตวิญญาณบรรพกาลก็ได้ผลักเซี่ยหยางกลับมายังดินแดนเทพพฤกษาแต่เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปยังสวนสมุนไพรวิเศษเซี่ยหยางจึงทำได้เพียงเร่ร่อนเฝ้ารออยู่ด้านนอกเท่านั้น มิได้รู้ถึงเรื่องราวการสนทนาระหว่างฉู่เย่กับซ่งไป่หลางอีก
“โอสถจิตวิญญาณเทวะคือโอสถวิเศษระดับตำนานสรรพคุณของมันก็คือการฟื้นคืนชีวิตให้กับสิ่งที่ยังคงหลงเหลือวิญญาณอยู่ เซี่ยหยางเจ้าเข้าใจความหมายของข้าหรือไม่” ผู้อาวุโสรั่วเอ่ยอย่างช้าๆ
เซี่ยหยางพลันตกตะลึง “ผู้อาวุโสรั่วท่านหมายความว่าซ่งไป่หลางจะสามารถฟื้นคืนชีวิตให้แก่ข้าได้?”
ผู้อาวุโสรั่วพยักหน้า “ในทางทฤษฎีก็นับว่าได้แต่เงื่อนไขนั้นค่อนข้างยุ่งยาก หนึ่งคือโอสถจิตวิญญาณเทวะมิสามารถเก็บรักษาได้ต้องใช้งานทันทีที่ปรุงเสร็จ สองคือความยากของการปรุงโอสถมิใช่เพียงแค่ความยากของการค้นหาสมุนไพรเท่านั้นระยะเวลาที่ใช้ปรุงยังยาวนานและมีกระบวนการที่ซับซ้อนอย่างมากนอกจากนี้ผู้ปรุงยังต้องมีระดับพลังที่มากพอข้าคิดว่าอย่างน้อยต้องให้ซ่งไป่หลางมีพลังขั้นจักรพรรดิฟ้าจึงจะสามารถปรุงโอสถนี้ที่ภายนอกสวนสมุนไพรได้โดยมิมีปัญหา”
“และปัญหาที่สำคัญอีกประการก็คือสิ่งมีชีวิตจะไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้หากปราศจากร่างกายเจ้าคงเข้าใจความหมายของข้าดี”
สีหน้าของเซี่ยหยางพลันเคร่งขรึมลงนับตั้งแต่ที่มันแยกวิญญาณออกมาจากร่างและทิ้งร่างของตนเองเอาไว้ที่ด้านล่างหน้าผาของยอดเขาศักดิ์สิทธิ์มันก็ไม่อาจรู้แล้วว่าร่างกายของตนเองจะอยู่ในสภาพเช่นใด
“เจ้ามีสองวิธีสำหรับการแก้ปัญหานี้หนึ่งก็คือพยายามตามหาร่างเดิมของตนเองให้พบแม้ว่าจะผ่านมายาวนานแล้วทว่าร่างกายของเจ้าย่อมแตกต่างจากมนุษย์ธรรมดา ต่อให้ตายไปนานกว่าสิบปีสภาพร่างกายก็ยังไม่เน่าเปื่อยเว้นแต่ศพของเจ้าถูกทำลายทิ้งก็นับเป็นอีกเรื่องหากพบเจอร่างกายแล้วใช้โอสถจิตวิญญาณเทวะควบคู่กับวิญญาณของเจ้าเองการคืนชีพก็จะประสบความสำเร็จ”
“หนทางที่สองก็คือการสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่ทว่าวิธีนี้ไม่เพียงยุ่งยากยังส่งผลกระทบต่อความสามารถของเจ้าหลังจากฟื้นคืนชีพอีกด้วยนั่นเพราะร่างกายของมนุษย์มิใช่สิ่งที่จะสร้างขึ้นจากความว่างเปล่า แต่ละร่างกายมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงต่อให้คืนชีพสำเร็จระดับพลังของเจ้าอาจจะสูญเสียไปและต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดเช่นกัน”
เซี่ยหยางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมา “ช่างเถอะ ข้าเองมิได้รีบร้อนถึงเพียงนั้นในความเป็นจริงข้าไม่สนใจที่จะคืนชีพใดๆเพียงแค่หวังว่าศิษย์ของข้าจะสามารถทำตามความปรารถนาของข้าจัดการกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ให้หมดสิ้น เพื่อถึงเวลานั้นต่อให้วิญญาณของข้าต้องสลายหายไปข้าก็ยังคงรู้สึกยินดีที่จะจากไป”
“เรื่องนั้นไว้รอให้ถึงเวลาค่อยว่ากันเถอะผู้อาวุโสรั่วข้าเกรงว่าหลังจากที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้รู้เรื่องที่พวกเราสามารถครอบครองสวนสมุนไพรวิเศษจะเป็นการกระตุ้นให้พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวหากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ตัดสินใจเปิดศึกกับพวกเราในเวลานี้ท่านคิดว่าพวกเราจะสามารถรับมือได้หรือไม่” จวินเม่ยเอ่ยออกมาแม้นางจะรู้สึกยินดีอย่างมากกับผลลัพธ์ในเวลานี้ทว่าในส่วนลึกนางกลับรู้สึกกังวลมากกว่า
ที่ผ่านมาสำนักพงไพรถือเป็นขั้วอำนาจอันดับหนึ่งของดินแดนเทพพฤกษาอยู่แล้วก็จริงอย่างไรก็ตามหลังจากที่สามารถยึดครองสวนสมุนไพรวิเศษได้นั้นนับเป็นอีกเรื่องหนึ่งจากนี้ไปตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะไม่สามารถแทรกแซงเรื่องต่างๆในดินแดนเทพพฤกษาได้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่ยินยอมปล่อยให้สำนักพงไพรรุ่งโรจน์ถึงเพียงนั้นอย่างง่ายดายเป็นแน่
ผู้อาวุโสรั่วถอนหายใจเบาๆ “มีความเป็นไปได้หลายส่วนที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะลงมือจริงพวกมันจงใจส่งฟางเจี่ยลื่อมาเพื่อหยั่งเชิงพวกเราแม้จะไม่ได้รับผลตอบรับอันใดมากนักแต่พวกมันย่อมไม่ปล่อยให้พวกเราครอบครองสวนสมุนไพรโดยสะดวกหากผู้มาเป็นระดับชนชั้นผู้อาวุโสหลักต่อให้มาสามคนข้าก็ยังจัดการได้แต่หากมียอดผู้อาวุโสนำมาด้วยตนเองเกรงว่าข้าคงต้องทุ่มเททุกสิ่งเพื่อจัดการมิเช่นนั้นคงไม่อาจยับยั้งพวกมันเอาไว้ได้โดยสมบูรณ์”
จวินเม่ยมีสีหน้าไม่สู้ดีนักยอดผู้อาวุโสของตระกูลศักดิ์สิทธิ์นับว่าเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริงแม้แต่เซี่ยหยางยังขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกตึงเครียดมันเองเคยปะทะกับยอดผู้อาวุโสของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ครั้งหนึ่งและจำต้องเป็นฝ่ายล่าถอยหลบหนีไม่อาจไม่ยอมรับว่าพลังของยอดผู้อาวุโสแข็งแกร่งกว่าเซี่ยหยางในยามที่ยังมีชีวิตอยู่หลายส่วน
ตัวตนของผู้อาวุโสรั่วนั้นเซี่ยหยางคาดเดาออกตั้งแต่ต้นแล้วบุคคลลึกลับที่ฝังความหวาดหวั่นลงในหัวใจของตระกูลศักดิ์สิทธิ์และทำให้พวกมันหลีกเลี่ยงที่จะยื่นมือเข้ายุ่งเกี่ยวกับดินแดนเทพพฤกษาโดยตรงคนที่มีพลังระดับนั้นกวาดตามองทั่วทั้งโลกยังนับได้ไม่ถึงสิบคนเมื่อได้สัมผัสระดับพลังของผู้อาวุโสรั่วเซี่ยหยางจึงคาดเดาออกได้ไม่ยาก
ในฐานะที่เป็นผู้พิทักษ์ของดินแดนเทพพฤกษาหากต้องเปิดศึกกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์จริงแน่นอนว่าผู้อาวุโสรั่วผู้นี้จะเป็นกำลังสำคัญที่สุดให้กับดินแดนเทพพฤกษาอย่างแน่นอน
“ข้าจะส่งสาส์นแจ้งเตือนไปยังสำนักสระทิพย์และขั้วอำนาจอื่นๆที่เหลือในดินแดนเทพพฤกษาขณะเดียวกันก็จะส่งสาส์นไปยังขั้วอำนาจต่างๆของดินแดนราชันย์และดินแดนร้อยประตูเช่นกันอย่างไรเสียพวกมันก็ยังมีผลประโยชน์เกี่ยวพันกับพวกเราทั้งยังมิหวั่นเกรงต่ออำนาจของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ หากได้รับความช่วยเหลือจากพวกมันย่อมทำให้พวกเรารับมือได้ง่ายขึ้น” จวินเม่ยพ่นลมหายใจด้วยความรู้สึกจนปัญญา
“ท่านเจ้าสำนักมีสาส์นจากอนุเซียนตระกูลหั่วส่งมาถึงท่าน” เสียงของต้าซานผู้อาวุโสหลักลำดับสามดังขึ้นจากภายนอก
ร่างของผู้อาวุโสรั่วและเซี่ยหยางหายไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ต้าซานจะเปิดประตูตำหนักเข้ามาร่างของมันก้าวเดินเข้ามาหาจวินเม่ยอย่างรวดเร็วพร้อมกับส่งสาส์นให้แก่นาง
จวินเม่ยรับสาส์นมาอ่านก่อนจะเลิกคิ้วพร้อมกับเผยรอยยิ้มมุมปาก‘เช่นนี้เองดูเหมือนโชคจะยังเข้าข้างพวกเราอยู่บ้าง’