“ข้าไม่กล้าพวกเขาดูน่ากลัวยิ่งนัก” น้ำเสียงครั่นคร้ามหวาดกลัวเอ่ยพูดกับเด็กหนุ่มข้างกายบอกกับคนอ่อนกว่าด้วยท่าทีหวาดเกรงมือที่ยกขึ้นปัดป่ายอยู่ตรงหน้าสั่นเทิ้มอย่างเห็นได้ชัดไหลแคบยิ่งห่อลู่จนแทบจะลงมากองรวมกันอยู่ตรงหว่างอก
ฟ้าครึ้มด้านนอกโหมกระพือลมแรงราวกับจะเอ่ยเตือนถึงหายนะห้ามปรามให้ชายหนุ่มเปลี่ยนใจ ยิ่งเห็นท้องฟ้าแดงก่ำดั่งธารเืไหลนองบนฟากฟ้าจิตใจเขายิ่งไขว้เขว เอาแต่ส่ายหน้าจนคอแทบหลุดจากบ่า
ซุนหลิงหลันเห็นท่าไม่ดีรีบคว้าจับเขาเอาไว้ไม่ให้ถอยหนี
“พี่ชายท่านเพียงแค่ช่วยข้ายกเตาถ่านขึ้นไปวางไว้หน้าห้องพัดควันไฟเข้าไปด้านใน ยกมันกลับลงมาทำลายทิ้งหากผิดพลาดถูกจับได้ข้าจะไม่กล่าวถึงท่านแม้สักครึ่งคำ ข้าสาบาน”
เพราะชายหนุ่มยังมีท่าทีลังเลใจซุนหลิงหลันจึงรีบยื่นถุงเงินเต็มใบให้กับเขา ยกมืออ้อนวอนขอร้องหลอกล่อเขาด้วยความห่วงหาที่ซ่อนลึกอยู่ในใจเมืองใหญ่กับโอกาสในชีวิตที่ดีไม่ได้เกิดกับคนทุกคน
“ท่านอยากกลับไปเยี่ยมบ้านมิใช่หรือมารดาท่านป่วยหนัก ไม่อยากพบหน้าถามไถ่อาการนางด้วยตนเองหรือเงินในถุงมากพอจะรักษามารดาท่านได้หากชักช้าอาจสายไม่ทันการ..ข้าจะดูต้นทางให้ท่านเอง”
นางแกะห่อผ้าในมือโยนเม็ดยาสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำลงในเตาถ่าน ก่อนจะส่งผ้าปิดหน้าให้ชายหนุ่มเพื่อกันนางและเขาจะหมดสติเพราะสูดดมควันยาเข้าไปเสียก่อน
ผลักเขาด้วยคำพูดผลักเขาด้วยความกตัญญูต่อบุพการี ผลักเขาด้วยการบีบบังคับทางอ้อมผลักเขาด้วยความเห็นแก่ตัวของนางที่เริ่มก่อตัวขึ้นมา นางกำลังทำกับเขาเช่นนั้น
ของประหลาดสิ่งนี้เป็ตาเฒ่าไป๋มอบให้นางตอบแทนค่าหยูกยาและค่าโรงหมอที่นางออกเงินให้เขาไม่คิดว่าวันนี้นางจะมีโอกาสได้ใช้มันเข้าจริงๆ
บ่ายวันเดียวกันนั้นจางมู่หานรีบร้อนกลับมายังที่พักเพื่อที่จะนำจดหมายสำคัญกลับไปยังชายแดนแต่จดหมายลับซึ่งเป็สาเหตุให้เขายังต้องรั้งรออยู่ในเมืองหลวงกลับถูกเด็กหนุ่มอ่อนวัยคนหนึ่งขโมยไปอย่างง่ายดายเพราะความบังเอิญความบังเอิญที่ไม่น่าให้อภัย
“..ท่านพาตนเองออกมาในที่แจ้งเพื่อให้คนของเ้ากรมเสิ่น..”
ต๋าฮวนผู้ติดตามข้างกายจางมู่หานชะงักคำพูดไปในทันทีเมื่อเขาผลักประตูเข้ามาพบแขกไม่ได้รับเชิญนั่งเท้าคางสัปหงกอยู่ตรงโต๊ะกลางห้อง
“เ้าเป็ใคร”บุรุษในอาภรณ์สีครามเอ่ยถามขึ้นมา
จางมู่หานก้าวเข้ามาในห้องพักกวาดสายตามองหาคนที่เขา้าพบหน้า แต่กลับไม่พบกลายเป็เด็กหนุ่มอ่อนวัยผมเผ้ากระเซอะกระเซิงสวมเสื้อผ้าสกปรกหน้าตามอมแมมคนหนึ่งแทน บนบ่ามีห่อผ้าสีด่างผูกแน่นคาดอยู่
ั์ตาคมปลาบพินิจมองเด็กหนุ่มในห้องอย่างพิจารณาเพียงคราเดียวก็เบี่ยงตัวหลบออกจากประตู ให้ต๋าฮวนเข้ามาไล่แขกไม่รับเชิญออกจากห้องทันที
ในขณะที่เด็กหนุ่มขยับลุกขึ้นยืนโน้มตัวทำความเคารพเขาด้วยท่าทีสุภาพ แต่จางมู่หานไม่คิดจะรับการเคารพทักทาย
“ผู้น้อยนามว่าจินจินที่แปลว่า..ก้อนหิน”ผู้บุกรุกแนะนำตนเองด้วยนามที่คนในครอบครัวเท่านั้นใช้เรียกขานนาง
คำว่าจินความหมายที่แท้จริงคือทอง มารดาเคยกล่าวทองไม่แพ้น้ำกลัวไฟ ต่อให้ถูกหลอมละลายยังสามารถกลับมาแข็งแกร่งเปล่งประกายได้ดังเดิม ทว่านางในวันนี้เป็ดังก้อนกรวดหม่นแสงมองอย่างไรก็ไม่ใกล้เคียงแม้แต่น้อย จะให้กล่าวว่าตัวนางเป็ดังทองแท้นางกระดากใจไม่กล้าเอ่ย
ก่อนที่ต๋าฮวนจะก้าวถึงตัวเด็กหนุ่มเขาได้ล้วงหยิบสิ่งที่ซ่อนอยู่ในสาบเสื้อขึ้นมาแกว่งไปมาเรียกร้องความสนใจเมื่อเพ่งมองให้ชัด บุรุษทั้งสองก็พลันชะงักงันไปทันควันั์ตาคมของจางมู่หานตวัดแข็งกระด้างยิ่งกว่าเก่าแต่ตัวเขากลับไร้ซึ่งท่าทีคุกคามข่มขู่
“ท่านกำลังตามหาจดหมายฉบับนี้อยู่..”ซุนหลิงหลันขยับซองจดหมายในมือไปมาอีกครั้งก่อนจะหยุดมือนิ่งให้บุรุษทั้งสองได้มองเห็นตัวอักษรบนซองกระดาษ นางไม่รู้หรอกว่าสุนัขล่าเนื้อหรือเหยี่ยวเฝ้าประตูเป็ใคร และตัวนางไม่สนใจใคร่อยากจะรู้ด้วยเช่นกัน
“เ้าได้มันมาจากที่ใด”ครั้งนี้น้ำเสียงจางมู่หานเยียบเย็น เขาพยายามกดข่มความโกรธซ่อนมันไว้ภายใต้รอยยิ้มที่คลี่เหยียดแข็งเกร็งจนเห็นสันกรามมองเด็กหนุ่มก้าวเข้าใกล้เตียงนอนตรงมุมห้องก่อนที่เขาจะเอื้อมมือดึงผ้าห่มผืนใหญ่ทิ้งลงกับพื้นจึงมองเห็นคนส่งสารนอนสลบไสลอยู่บนเตียง
“เ้ากล้าทำร้ายคนของข้า”
“นายท่านกำลังเข้าใจผิดเขาเพียงนอนหลับไปก็เท่านั้น” ซุนหลิงหลันแก้ตัวพลางส่งซองจดหมายในมือให้ต๋าฮวนแต่มันเป็เพียงซองเปล่า
ต๋าฮวนบันดาลโทสะหมายจะกระชากสาบเสื้ออีกฝ่ายมาใกล้แต่เด็กหนุ่มหันหลังหนีได้ทัน เขาจึงคว้าได้แต่คอเสื้อทางด้านหลังยกคนอ่อนกว่าจนตัวลอยหักห้ามใจไม่ให้พลั้งมือใช้ดาบฟันคอเด็กหนุ่มอย่างที่ใจ้าก่อนจะได้รู้ถึงที่ซ่อนจดหมายสำคัญ
“จดหมายข้างในอยู่ที่ใด”ต๋าฮวนกดเสียงดุดันแข็งกร้าวเป็การข่มขู่ บอกกล่าวทางอ้อมเขาไร้เมตตาขาดความปรานี
ต่างจากจางมู่หานชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
“เผาไปแล้ว”
สิ้นคำตอบด้วยน้ำเสียงเฉยเมยของเด็กหนุ่มต๋าฮวนก็ปล่อยมือออกจากคอเสื้อ จงใจให้เด็กหนุ่มหล่นลงกองกับพื้นในเสี้ยวเวลาต่อมา ดาบคมได้จ่อพาดอยู่ข้างลำคอเรียวเล็กลำคอที่เขาสามารถกำมิดหักมันได้ในมือเดียว
ยิ่งสองบุรุษเหลือบสายตามองไปเห็นเศษเขม่าดำตกหล่นอยู่ใกล้เชิงเทียนมองดูั์ตายิ่งคล้ายว่ามีเปลวไฟลุกโหมอยู่ด้านใน
ต๋าฮวนมือสั่นเทิ้มจนคมดาบของเขายิ่งิ่เหม่เข้าใกล้คอเด็กหนุ่ม
เขาถาม “เ้าพูดว่าอย่างไรนะ”
ซุนหลิงหลันไร้คำตอบย้อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยอีกครั้ง
“ท่านจะบั่นคอข้าจริงน่ะหรือ”
“ยามนี้คุณชายของข้าดูจะไม่สบอารมณ์เพราะเ้าอยู่ไม่น้อยเช่นนั้นข้าจะถามกับเ้าแทนคุณชายเอง..” ต๋าฮวนโน้มกายลงมากึ่งหนึ่งจ้องมองเหยื่อของเขาด้วยสายตาดั่งนักล่าผู้กระเหี้ยนกระหายคาวเืเขาเอ่ยถามด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบ “..หากคิดว่ามีข้อต่อรองก็พูดออกมา”
ซุนหลิงหลันมองสบั์ตาเต็มไปด้วยโทสะของต๋าฮวนไม่หลบเลี่ยงนางเอ่ย “หากท่านบั่นคอข้า ท่านจะไม่รู้เนื้อความในจดหมายมองผิวเผินเหมือนเป็เพียงภาพวาดงานรื่นเริงแต่หากต้องความร้อนตัวอักษรจะปรากฏทับซ้อนขึ้นมา วิธีส่งจดหมายลับ”
่เวลานั้นซุนหลิงหลันหลงลืมบุรุษอีกคนไปเสียสนิท
จางมู่หานนิ่งเงียบไปเหมือนว่าตัวเขาไม่เคยยืนอยู่ในห้องก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มที่ดูอันตรายของเขาเอาไว้
ครั้นจางมู่หานกดข่มโทสะลงได้จึงเงยหน้าขึ้นพินิจมองเด็กหนุ่มอีกครั้ง บุรุษก็ไม่ใช่สตรีก็ไม่เชิงนั่นคือคำที่จางมู่หานผุดคิดขึ้นมาในใจ ภาพเด็กหนุ่มนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นไร้ซึ่งทีท่าหวาดกลัวฉายชัดอยู่ตรงหน้าเขา ราวกับคมดาบของต๋าฮวนที่พาดอยู่บนบ่านั้นทื่อไร้คมไม่อาจเฉือนเนื้อกินเืเด็กหนุ่มได้ เขาพูดทุกคำออกมาสีหน้าเรียบเฉยสงบนิ่งไม่หวั่นเกรงความตายใกล้ปลายจมูกแม้แต่น้อย
แต่ไม่เลย ใครว่านางไม่กลัวคมดาบ ใครว่านางไม่หวาดกลัวความตายใครว่านางไม่เกรงกลัวสองบุรุษเบื้องหน้า หากแต่นางไร้ทางเลือกต้องขอบคุณจดหมายลับฉบับนี้ที่ช่วยชี้ทางสว่างให้กับนางขอบคุณวาจาเหลวไหลของหลี่ลู่เฟิงที่มักจะนำเล่ห์กลประหลาดมาบอกเล่าให้นางและหลี่ลู่ซือฟัง ดั่งนิทานหลอกเด็ก
เด็กหนุ่มสูดหายใจลึก เอ่ยต่อรองขึ้นมาอีกครั้ง
“พวกท่านต้องเดินทางกลับชายแดนตัวข้า้าออกจากเมืองหลวงไปจนถึงอำเภอเถียนไท่ ถึงอย่างไรก็เป็ทางผ่านพอถึงเถียนไท่ข้าจะบอกเนื้อความในจดหมายแก่พวกท่านทุกตัวอักษร”
“แล้วข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเ้าไม่ได้โกหก”
น้ำเสียงของจางมู่หานไม่เกรี้ยวกราดหากแต่ฟังดูน่าคร้ามเกรงดั่งผู้มีอำนาจเหนือกว่า สีหน้าเขาไม่บ่งบอกอารมณ์เรียบนิ่งดั่งหินสลัก ท่าทีของเขาทำให้ซุนหลิงหลันแอบหวาดกลัวอยู่ลึกๆั์ตาลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึงของเขามันแฝงซ่อนไว้ด้วยความอำมหิตดั่งพยัคฆ์ลึกในใจเขาซับซ้อนดั่งเขาวงกต
หากเขาแสดงออกถึงท่าทีโมโหโกรธขึ้งขึ้นมาบ้างนางคงไม่หวาดกลัวเขาจนตัวสั่นเช่นนี้
ทว่ายามนี้ซุนหลิงหลันไม่อาจหันหลังกลับสุนัขจนตรอกอย่างนางจะทำอะไรได้ นอกจากจ้องตาเสือต่อให้ต้องกระตุกหนวดพยัคฆ์ถลกหนังเสือ ขอเพียงได้ในสิ่งที่้า นางยอมทำ
บนผนังห้องมีภาพแขวนสีซีดจางของบุปผาเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิทว่าบทกวียังเด่นชัด ซุนหลิงหลันชี้มือไปทางภาพแขวนผนัง อ่านบทกวีบอกเป็นัยนางรู้อักษร
“รักมากเปรียบเสมือนดั่งไร้รัก
มีเพียงจอกสุราไม่หรรษา
ดวงเทียนอาลัยยังอำลา
รินหลั่งน้ำตาให้เราจนรุ่งราง”
มุมปากจางมู่หานผุดรอยยิ้มเยือกเย็นเอ่ยถามเสียงเรียบ “หลังข้าได้ฟังข้อความในจดหมายแล้ว เ้าไม่กลัวจะถูกฆ่าหรือ”
“คำขู่ของท่าน..น่าฟังยิ่งนัก”
แต่นั่นก็เป็เื่ที่นางต้องคิดหาทางออกในภายหลังหากว่าออกไปจากเมืองหลวงได้ หากว่า..
“ข้ายังไม่ทันได้คิด..”ซุนหลิงหลันขมวดคิ้วเค้นหาคำตอบให้สองบุรุษที่กำลังจดจ้องนางอยู่“ขอเพียงออกจากเมืองหลวงได้ จากต้าิถึงเถียนไท่..มีเวลาให้คิดอีกมาก”
คำตอบตรงไปตรงมาจนดูโง่งมไม่ห่วงชีวิตตนเองของเด็กหนุ่มทำให้หนึ่งผู้เป็นายและหนึ่งผู้ติดตาม ต้องสบตามองกันด้วยความแคลงใจสงสัยอยากจะรู้ถึงที่มาที่ไปของเด็กหนุ่มยิ่งขึ้นไปอีก
“คนอ่อนวัยอย่างเ้ามีความผิดร้ายแรงอะไรกันถึงก้าวออกจากเมืองหลวงไม่ได้”
“ข้าไม่รู้..ไม่คิดว่าตนเองทำอะไรผิด”น้ำเสียงเย้ยหยันเอ่ยกลั้วหัวเราะ แฝงด้วยความอัดอั้นตอบกลับมา“ข้าคงไปทำบางสิ่งขวางหูขวางตาใครเข้าจึงถูกจับมาขาย”
ซุนหลิงหลันรีบเบี่ยงประเด็นก่อนที่พวกเขาจะคาดเดาได้ถึงตัวตนของนางนางไม่รู้ว่าสกุลจางเอนเอียงไปทางฝ่ายใด พวกเขาไม่แสดงท่าทีมาโดยตลอดจิตใจเหล่าแม่ทัพนายกองนั้นยากแท้หยั่งถึงไม่เช่นนั้นพวกเขาจะยืนอยู่เหนือทหารนับหมื่นนับแสนได้อย่างไรหากจางมู่หานฝักฝ่ายอยู่ฝั่งเดียวกับใต้เท้าเสิ่นนั่นเท่ากับนางเอาคอมาพาดเขียงเนื้อด้วยตนเองแล้ว
“ครอบครัวเ้าอยู่ที่ไหน”
“ไม่มี..ข้าเป็ขอทานกำพร้าหออ้ายเหม่ยเพิ่งซื้อตัวข้าจากโรงทาสไปเรียนดนตรีขับร้องได้ไม่นานแต่ที่นั่นเกิดเื่ประหลาด”
จางมู่หานดูจะสนใจกับนิทานที่เขาเพิ่งได้ฟัง“เื่ประหลาด..”
ซุนหลิงหลันจงใจเอ่ยถึงเื่ที่เกิดขึ้นในหออ้ายเหม่ยเพื่อหยั่งทางดูท่าทีของชายหนุ่มตรงหน้าการที่คนสนิทของเขาเอ่ยถึงคนสกุลเสิ่นเป็ไปได้สองทางคืออยู่ฝ่ายเดียวกันและตรงข้าม
ตามคำบอกเล่าของตาเฒ่าไป๋หออ้ายเหม่ยแท้จริงเป็ของใต้เท้าเสิ่นแห่งกรมยุติธรรมหากการชี้โพรงให้กระรอกของนางเป็ผลแม้ไม่อาจใช้ความผิดนี้สร้างปัญหาใหญ่ให้เสิ่นหยางจี แต่หากใช้ยื้อเวลาสร้างความวุ่นวายได้สักหน่อยก็คงไม่เปล่าประโยชน์
“ขอรับ เกิดเื่แปลกขึ้นที่นั่นมีิญญาออกอาละวาด พาผู้คนไปเป็เครื่องสังเวย”
“เครื่องสังเวย..ิญญา”น้ำเสียงแฝงไปด้วยแววดูถูกของจางมู่หานเอ่ยทวนคำขึ้นมา
“ข้าไม่ได้โกหก..ได้ยินว่าที่นั่นมีคนตายไม่รู้สาเหตุอยู่บ่อยครั้งข้าไม่อยากตาย ข้า้าไปพบญาติที่เถียนไท่ หลายวันก่อนข้าหนีออกมาจากที่นั่นได้แต่ข้าออกจากเมืองไม่ได้”
ถือว่านางช่วยร้องเรียนหาความเป็ธรรมให้ดวงิญญาคนตายแล้ว หากไม่มากเกินไปก็ช่วยดลจิตดลใจให้จางมู่หานผู้นี้ยอมพานางติดตามออกไปด้วยเถิด ซุนหลิงหลันพร่ำวิงวอนอยู่ในใจ
“ไหนว่าเป็เด็กกำพร้าญาติเ้าโผล่มาจากไหนอีกเล่า” ต๋าฮวนเอ่ยแทรกขึ้นมา เขากอดดาบไว้แนบอกเอียงคอรอคำตอบด้วยท่าทีเหมือนนักเลงโต
“..นับถือดั่งญาติมิตร”นางไหวตัวตอบกลับทันควัน ลอบเงยหน้าขึ้นมองท่าทีของจางมู่หาน แต่ก็มองเห็นเพียงเรียวปากของเขาที่ขยับคลี่ออกบางๆองค์ประกอบส่วนอื่นบนใบหน้ายังคงแปะอยู่กับที่ดั่งภาพวาด ไม่ไหวติง
ผ่านมาชั่วอึดใจหนึ่งเขาถึงยอมเอ่ยปากขึ้นมาอีกครั้ง
“เช่นนั้นเ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็ใคร”
ซุนหลิงหลันหันมองไปทางเตียงนอนช้าๆั์ตาฉายชัดถึงความรู้สึกผิดของประหลาดสิ่งนั้นตัวนางเองก็เพิ่งเคยใช้เป็ครั้งแรกนางไม่รู้หรอกว่าพี่ชายที่นอนสลบไสลอยู่บนเตียง จะฟื้นสติตื่นขึ้นมาตอนไหน
“ข้าบังเอิญได้ยินแม่นางด้านนอกเอ่ยถึงท่านจึงได้รู้และยังบังเอิญพบพี่ชายผู้นี้รีบร้อนเดินขึ้นชั้นสองมา ข้าเองก็ไม่ทันระวังทำน้ำชาหกใส่เขารีบร้อนหยิบจดหมายออกจากอกเสื้อ เพราะกลัวมันจะเสียหายข้าจึงคิดเอาเองว่ามันสำคัญ”
นางไม่ได้โกหกเหมือนว่าฟ้าดินยังเห็นใจครอบครัวสกุลซุนอยู่บ้าง
จางมู่หานนิ่งเงียบไปอีกครั้งครานี้นานเกินกว่าน้ำสามหยด
หางตาซุนหลิงหลันเหลือบมองหยดน้ำที่ไหลหยดจากชายเสื้อตัวยาวของต๋าฮวนเป็ตัวนับเวลาทุกครั้งจางมู่หานมักจะครุ่นคิดเป็เวลาสามหยดน้ำทว่าครานี้ผ่านหยดที่หกยังคงนิ่งเงียบ
เหมือนว่าเขาจะรู้ั์ตาจางมู่หานไหวระริกเหมือนว่ากำลังโอ้อวด เขามองออก..มองออกในทุกการกระทำทุกคำโกหกของนาง
จางมู่หานยกจอกชาขึ้นดื่มก่อนจะเอ่ยสั่งกับต๋าฮวน “เ้าไปเตรียมม้าเทียมเกวียน หาซื้อข้าวของใส่มาให้เต็มเราจะเดินทางกันรุ่งสาง”
ั์ตาคมกล้าดั่งใบมีดกำลังทิ่มแทงนางแทนคมดาบในมือต๋าฮวน
ซุนหลิงหลันพร่ำพูดกับตนเองอยู่ในใจขอเพียงนางมีชีวิตรอดไปจนถึงเถียนไท่ จะหลีกหนีให้ห่างบุรุษตรงหน้านางคิดผิดหรือถูกที่กล้าเล่นแง่กับบุรุษผู้นี้กันแน่
ค่ำคืนนั้นซุนหลิงหลันต้องนอนร่วมห้องกับจางมู่หานการนอนร่วมห้องกับบุรุษเป็ครั้งแรกนางหาได้เกิดความรู้สึกหวั่นเกรงเขาจะล่วงเกินแม้แต่น้อยกลับกัน..นางกลัวจะถูกเขาหักหลังส่งตัวให้ทางการเสียมากกว่า
ฝันร้ายในคืนแรกจางมู่หานให้นางนอนบนพื้นกระดานทั้งแข็งทั้งเย็นยังมีน้ำใจยกผ้าห่มผืนบางให้นางหนึ่งผืน ส่วนตัวเขามีผ้านวมผืนหนากับเตียงอุ่นนางไม่อาจข่มตาหลับได้ลง
รุ่งเช้าวันถัดมาซุนหลิงหลันยังต้องทนนอนขดตัวอยู่ใต้กองฟาง จนกระทั่งพ้นชายป่านอกเมือง พวกเขาถึงยอมให้นางลุกขึ้นนั่งแทรกตัวอยู่กับข้าวของบนเกวียนไม้
ห่างออกไปไม่ถึงครึ่งแขนมีนักโทษชายคนหนึ่งถูกม้วนตัวอยู่ในม้วนผ้าไหมราคาแพงให้โผล่ออกมาหายใจเพียงแค่ศีรษะลำตัวถูกม้วนผ้ามัดทับด้วยเชือกแ่ากักขังเอาไว้ต่อให้เขาสามารถซ่อนของมีคมเอาไว้ได้ ก็ไม่มีทางกรีดทะลุม้วนผ้าออกมามองดูน่าเวทนากว่าตัวนางเป็ไหนๆ
คุณชายแซ่จางผู้นี้ก็ช่างลงทุนนักผ้าป่านผ้าเนื้อหยาบไม่ใช่ อุตส่าห์มัดเขาไว้ด้วยผ้าไหมหงเจียวอดบะหมี่สามเดือนยังซื้อหาเศษผ้ามาตัดถุงเงินไม่ได้
ไม่ว่าเกวียนม้าจะวิ่งตกหลุมตกบ่อหรือต้องวิ่งผ่านเส้นทางขรุขระ ทำเอาซุนหลิงหลันต้องหัวสั่นหัวคลอนจนอาเจียนออกมา ผู้ร่วมเดินทางอีกคนยังคงไม่สะท้านะเืสีหน้าเขาเรียบเฉย ดวงตาเหม่อลอย ไม่รู้ว่าเป็ใบ้พูดไม่ได้หรือว่าาเ็จนพูดไม่ออก
จนกระทั่งเกวียนม้าชะลอความเร็วหยุดลงที่หน้าโรงเตี๊ยมข้างทางแห่งหนึ่งโรงเตี๊ยมสองชั้นมุงหลังคาด้วยใบไม้รูปร่างประหลาด จะกลมก็ไม่กลมจะเป็วงรีก็ไม่ใช่หนำซ้ำโถงชั้นล่างยังไร้ผนังกำแพงตีกั้นด้านในมีเก้าอี้ตัวยาววางเรียงรายอยู่ตามมุมเสามองเห็นเหล่าผู้เดินทางจับจองเอาม้ายาวเป็ตั่งต่างที่นอนบนชั้นสองมีห้องพักอยู่เพียงสี่ห้อง ห้องหนึ่งบานประตูมีรูโหว่ไปกว่าครึ่งบานอีกห้องข้างกันยังเต็มไปด้วยร่องรอยคมดาบเนื้อไม้แตกระแหงเป็ทางยาวมองเห็นไปถึงด้านใน สองห้องที่เหลืออย่าได้เอ่ยถึงแม้แต่ซากประตูยังไม่มีให้เห็น เปิดโล่งประหนึ่งโถงรับแขกชั้นล่างระเบียงกันตกที่ตรงหน้าห้องดูเหมือนจะพังครืนไร้การซ่อมแซมหรืออาจไม่เคยมีมาแต่แรก
เปิดหูเปิดตายิ่งนัก
ที่โถงชั้นล่างต๋าฮวนกระแทกมือวางถ้วยข้าวต้มเสียงดัง เรียกสติเด็กหนุ่มผู้เอาแต่นั่งเหม่อปิดปากเงียบมาตลอดทางจนฟ้าใกล้จะมืด
“เ้าอายุเท่าไหร่เหตุใดแขนขาถึงลีบแบนราวกับสตรีเช่นนี้”
หน้าตาผิวพรรณดูคล้ายสตรีก็แล้วไปแต่ไอ้แขนขาเรียวเล็กเช่นนี้ มันขัดกับคำว่าเด็กกำพร้าที่ต้องปากกัดตีนถีบเกินไปถึงอย่างไรเขาก็ทำใจเชื่อไม่ลง
“สิบห้าข้าคงไม่ได้กินเนื้อหนังมาั้แ่เด็กแขนขาจึงมีเท่านี้”
นางตอบออกไปตามความจริง หากไม่เกิดเื่ขึ้นวันนี้ที่จวนคงกำลังจัดพิธีปักปิ่นให้นาง
“อยู่ในร่มเหตุใดยังต้องคลุมผ้าโพกเอาไว้”
“ข้ากลัวพวกเขามาพบเห็น”
“ออกห่างจากต้าิถึงเพียงนี้ผู้ใดยังจะมาพบเห็นเ้าอีก” ต๋าฮวนแค่นเสียงถามเด็กหนุ่มตรงหน้ายิ่งอยู่ใกล้ยิ่งทำตัวพิลึกพิลั่นประหลาดคน
“ข้ากลัว”ซุนหลิงหลันไม่สนใจท่าทีของผู้ร่วมโต๊ะ ก้มหน้าก้มตากินอาหารในถ้วยของนางไปหัวเด็ดตีนขาดนางก็ไม่มีทางยอมถอดผ้าคลุมออก
อาหารของโรงเตี๊ยมพักม้าระหว่างทางหากเป็เมื่อก่อนคงพูดได้เต็มปากว่ารสชาติไม่ใช่อาหารคนแต่ในยามนี้กลับอร่อยเลิศรสราวกับอาหารเหลาในเมืองนางเคยได้ยินว่ากระดูกหมูทำให้น้ำซุปหวาน วันนี้เข้าใจดีแล้วแม้ข้าวต้มกระดูกหมูถ้วยนี้จะมองแทบไม่เห็นชิ้นเนื้อเกาะอยู่ นางก็พึงพอใจอยู่มาก
ซุนหลิงหลันคีบชิ้นกระดูกหมูขึ้นมาจากถ้วยเพ่งมองหาส่วนเนื้อที่นางสามารถกินได้ แต่มองเท่าไหร่ก็ยังหาไม่เจอแม้นางจะพยายามไม่สนใจสายตาแปลกๆที่กำลังจ้องมองนางอยู่ตลอดของจางมู่หานแต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้
เขานั่งอยู่ถัดไปจากนางยามคีบเนื้อชิ้นหนึ่งเป็ต้องเหลือบสายตามองมาทางซุนหลิงหลันยกช้อนขึ้นครั้งหนึ่งก็ยังไม่วายมองมา
“ทำไมหรือเ้าไม่เคยกินกระดูกหมู” จางมู่หานเอ่ยปากถาม
“แน่นอนว่าเคยแต่มัน..มันควรจะมีเนื้อติดมาบ้าง ไม่ใช่ซากกระดูกเช่นนี้”
ซุนหลิงหลันสะดุดกับคำพูดตนเองเผลอทำชิ้นกระดูกหลุดจากปลายตะเกียบจนน้ำแกงกระเด็นใส่จางมู่หานซึ่งนั่งอยู่ถัดจากนางใครใช้ให้เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้นางกันเล่านางลนลานเอื้อมมือเข้าใกล้ใบหน้าจางมู่หาน แต่ยังนับว่าเคราะห์ดีฉุกคิดขึ้นได้ก่อนมือนางเองก็สกปรก ได้แต่หันรีหันขวางทำอะไรไม่ถูกมองเขาหยิบผ้าขึ้นมาซับใบหน้าตนเองลวกๆ
“ข้าหมายถึงข้าอยากให้มันมีเนื้อติดมาบ้าง” นางแก้ตัวข้างๆ คูๆ
จางมู่หานเพียงขมวดคิ้วน้อยๆใบหน้าไม่แสดงอารมณ์เหมือนเช่นทุกครั้งเขาลุกเดินออกจากโต๊ะกลับขึ้นชั้นสองไปทันที ซุนหลิงหลันทำอะไรไม่ถูกก็ก้มหน้าก้มตาซดน้ำต้มที่เหลืออยู่เงียบๆสายตาเหลือบมองต๋าฮวนและชายหนุ่มอีกคนอยู่เป็ระยะๆพวกเขาเองก็กำลังลอบมองนางสลับกับบันไดทางด้านหลังเช่นกัน
ภายในห้องพักบนชั้นสอง จากมู่หานถอนใจหงุดหงิดก้มมองคราบเศษข้าวและน้ำแกงที่ยังเปรอะเปื้อนอยู่บนตัวกระชากปลดเสื้อผ้ากองทิ้งลงบนพื้นลงแช่ตัวในอ่างไม้อยู่นานจนฉีหลุนผู้ติดตามอีกคนก้าวเข้ามาในห้อง
“เขาทำอะไรอยู่”จางมู่หานเอ่ยถามฉีหลุน
“นั่งขดตัวอยู่ตรงมุมห้องไม่ขยับไปไหนั้แ่ขึ้นมาขอรับ คนของเราไปสืบมาแล้วเื่ที่เขาพูดเป็เื่จริง หญิงสาวบริสุทธิ์เ่าั้ล้วนเคยถูกส่งไปปรนนิบัติใต้เท้าลึกลับผู้หนึ่งในเรือนเล็กด้านหลังหอหลักหากพวกนางคนใดทำให้ขุนนางผู้นั้นพอใจไม่ได้ ก็มักจะถูกบีบคอจนตาย”
“ไอ้เฒ่าวิตถาร”ต๋าฮวนอดปากส่งเสียงด่าไม่ได้
“โรงทาสคัดคนมาฝึกมือที่หออ้ายเหม่ยหออ้ายเหม่ยเองก็ซื้อหาเด็กหนุ่มมาฝึกดนตรีขับร้องเป็เื่จริงเด็กเ่าั้ล้วนมีใบหน้าสะอาดสะอ้านผิวพรรณดีกว่าทาสทั่วไปถูกเลี้ยงดูรวมกับเด็กสาวที่จะโตไปเป็หญิงคณิกาจากรายงานมีทาสหลบหนีออกมาคนหนึ่งนามฉู่ผิงเขาเพิ่งถูกรับซื้อมาได้ไม่นานด้วยมีบุคลิกดีแต่เพราะถูกตีจนใบหน้าบวมช้ำมาจากโรงทาส ภาพเหมือนที่รวบรวมได้มาจึงไม่ตรงกันคนหนึ่งว่าแบบนั้น อีกคนว่าแบบนี้จะมีก็แต่ผมเผ้าไม่เป็ทรงเท่านั้นที่พวกเขาพูดตรงกัน”
จางมู่หานหลับตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยถามขึ้นมาอีก“ทางท่านซุนสืบได้อะไรมาบ้าง”
“เสิ่นหยางจีกราบทูลฝ่าาว่าเขามีหลักฐานยืนยันความผิดใต้เท้าซุนยักยอกเงินหลวงมาตลอดห้าปีอีกทั้งยังสืบความจนรู้ถึงสถานที่ซ่อนเงินเ่าั้”
จางมู่หานได้ฟังก็พึมพำพูดกับตนเอง“ถึงกับมีหลักฐานไม่ให้ดิ้นหนี ท่านซุนไปทำอะไรขวางทางเ้ากรมยุติธรรมเข้า”
“การตายของหมอหลวงถงเขาก็นำพยานรู้เห็นมายืนยันแล้วเป็ชาวบ้านที่ผ่านไปเห็นใต้เท้าซุนและหมอถงมีปากเสียงกันในตรอกหลังโรงรับจำนำช่านไฉ อ้างว่าเห็นกับตาในเวลาที่ใต้เท้าซุนลงมือแทงหมอถงจนตายสาวใช้ในจวนยังยืนยันอีกดาบที่พบใกล้ศพหมอถงเป็ดาบเล่มเดียวกันกับดาบในห้องหนังสือจวนสกุลซุน”
“ในเมื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเหตุใดไม่รีบไปแจ้งทางการ”
“ใต้เท้าเสิ่นกล่าวอ้างพวกเขามาแจ้งเื่หลังเห็นเหตุการณ์ทันที ยังไม่ทันที่ทางการจะส่งคนออกไปก็มีชาวบ้านมาแจ้งเื่การตายของหมอถงเสียก่อนพวกเขาจำต้องกันพยานเอาไว้เพื่อความปลอดภัยเกรงว่าท่านซุนจะตามมาปิดปากพวกเขาล้างความผิด”
“บัณฑิตเช่นใต้เท้าซุนไหนเลยจะแทงดาบได้นิ่งและแม่นยำถึงตายในครั้งเดียวเช่นนั้นได้เ้ากรมยุติธรรมช่างพูดไม่อายปาก” ต๋าฮวนพึมพำส่ายหน้า
คนฝึกดาบไหนเลยจะดูไม่ออกาแบนร่างกายบอกฝีมือผู้ลงมือได้เป็อย่างดี ปากแผลเรียบเป็รอยลึกผู้ลงมือต้องเป็คนชำนาญดาบ ลงมือถึงจุดตายได้ในครั้งเดียว
จางมู่หานลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าลวกๆมองออกไปนอกหน้าต่าง ครุ่นคิดถึงเื่วุ่นวายในเมืองหลวงเื่ที่เขาไม่ควรออกหน้าช่วยเหลือใครมาั้แ่ต้น
“ถึงกับให้ผู้บัญชาการทัพรักษาพระองค์ข้างกายออกหน้านับว่ายื้อเวลาออกไปได้ จิ่นไท่อี้มีไมตรีต่อท่านซุน เขาต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที่เกรงแต่ว่ากว่าความจริงจะเปิดเผย ท่านซุนคงได้รับความลำบากไม่น้อย”
“ยังมีเื่ท่านซุนคนรอง..ซุนจิ่งเพ่ยถูกจับได้เมื่อคืนก่อนแต่หลานสาวคนเดียวหลบหนีไปได้ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีประกาศทางการข่าวนี้จริงเท็จยังไร้คำตอบ ทางใต้เท้ากง ท่านอาจารย์ซ่ง เก็บตัวเงียบอยู่ในจวนไม่ยื่นมือเข้ามาก้าวก่าย”
“เคยได้ยินสวีเจิ้งพูดถึงสองพี่น้องฝาแฝดจวนเ้ากรมคลังพวกเขาสนิทสนมกับคุณหนูซุนมาั้แ่เด็กไม่แน่ว่าพวกเขาอาจให้การช่วยเหลืออยู่บ้าง เ้าเด็กลู่เฟิงผู้นั้นสุภาพหน้าตายภายนอกก็ดูเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่แต่แท้จริงแล้วฟ้าดินไม่เกรงกลัวไม่เช่นนั้นคงงัดข้อกับฉืออี้มาถึงทุกวันนี้ไม่ได้หรอก”
จางมู่หานคิดไปถึงคำพูดของสหายสนิทวนไปจนถึงลูกพี่ลูกน้องตนเอง “การที่พวกเขาไม่ติดประกาศทางการเป็ไปได้ว่า้าชีวิตนาง อาจเป็เพราะ..เพราะอะไร” เขาพึมพำคิดหาเหตุผล“หรือเป็ไปได้ว่านางกุมความลับบางอย่างเอาไว้ บางสิ่งที่สามารถพลิกคดีนี้ได้”
“คุณหนูที่ถูกเลี้ยงมาดั่งไข่ในหินผู้หนึ่งจะสามารถพลิกคดีนี้ได้อย่างไร” ต๋าฮวนเห็นต่างออกไป “จากข่าวที่รู้มานางไม่เคยเข้าร่วมงานชุมนุมรื่นเริงเลยสักครั้ง ไร้ตัวตนในงานสังคมหากไม่เจ็บป่วยเป็โรคร้ายจนร่างกายอ่อนแอยังมีเหตุผลใดให้บุตรสาวขุนนางใหญ่เก็บตัวเงียบถึงเพียงนั้น” ในความคิดเขาหญิงสาวคงนอนป่วยเป็ผักต้ม
“เช่นนั้นก็คงต้องรอดู”น้ำเสียงของจางมู่หานฟังดูเอื่อยเฉื่อยทว่ากลับทรงพลัง
ในตอนนั้นต๋าฮวนลอบสบตากับฉีหลุนด้วยความประหลาดใจดูเหมือนนายของเขาจะลงพนันว่าคุณหนูซุนผู้นี้ จะพลิกดินขึ้นฟ้าได้เสียแล้ว
“ส่งข่าวถึงสวีเจิ้งให้เขาตามหาตัวใต้เท้าลึกลับผู้นั้นให้ข้า ส่วนเ้าเด็กก้อนทอง..จับตาดูเขาเอาไว้เขาต้องรู้เื่ในหออ้ายเหม่ยมาไม่น้อยอย่าให้ใครหน้าไหนมาเอาตัวแหล่งข่าวของข้าไป ข้า..”
จะพลิกดินขึ้นฟ้า