หานเฟิงมองไป๋ซูด้วยสายตาอ่อนโยน ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะความตื้นตันราวกับเห็นเงาสะท้อนของผู้เป็หลานในชีวิตก่อน
หานเฟิง (เสียงสั่นเครือ): “หยุนซี…นั้น…หลานข้าใช่หรือไม่!?”
ทันใดนั้น ไป๋ซูสะดุ้ง รู้สึกว่ามีคนกำลังจะโผเข้ามากอด เธอรีบดึงตัวถอยหลัง แขนเหยียดไปข้างหน้าพร้อมวิชาป้องกันตัวของสำนัก ถีบหานเฟิงเต็มแรงจนเขาถอยไปสองก้าว บรรยากาศในห้องเงียบกริบ
ไป๋ซู (ใบหน้าแดงเถือก เสียงแข็งกร้าว): “เ้าบังอาจนัก! ข้ารู้มุขนี้ดี เ้าคงหวังจะมาล่วงเกินข้า!”
ความโกรธและความหวาดระแวงปรากฏบนสีหน้าของเธออย่างชัดเจน จนไป๋เฉิน ซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ต้องรีบเข้ามาดึงหานเฟิงออกจากระยะอันตราย
ไป๋เฉิน (ก้าวเข้ามากั้น): “พอเถอะ ไป๋ซู…ชายผู้นี้คือคนรู้จักของลุง”
หานเฟิงยังคงเอาตัวพิงกำแพง เขายกมือขึ้นลูบหน้าท้องที่เพิ่งโดนถีบ ดวงตาทอประกายปนสับสน เมื่อสายตาของเขาจ้องไปยังใบหน้าของไป๋ซู
หานเฟิง (พึมพำเบา ๆ กับตัวเอง): “เหมือนจริง ๆ แต่ถ้าเป็หยุนซี…คงไม่ถีบข้าเสียแรงเช่นนี้”
ไป๋ซูคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งไว้ แต่ยังคงยืนตัวตรง ดวงตาจับจ้องหานเฟิงด้วยความระแวงอย่างไม่วางใจ
ไป๋ซู (ตวัดตามอง เข้มแข็ง): “ข้าเพียงปกป้องตัวเอง จู่ ๆ เข้ามาโผกอดข้าแบบนี้ จะให้ข้ารู้สึกอย่างไรล่ะ?”
หานเฟิงผ่อนลมหายใจลึก ลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ
หานเฟิง: “ข้าต้องขออภัย การกระทำของข้านั้นทำให้เ้าใ ข้าเพียงคิดว่าพบคนรู้จักที่จากกันมานาน แต่ข้าคงเข้าใจผิดไปเอง”
ไป๋ซูดึงสติคืน ค่อย ๆ คลายหมัดที่กำแน่น แม้จะยังระแวง แต่ก็เห็นว่าหานเฟิงไม่มีพิษมีภัย
ส่วนไป๋เฉินยืนยิ้มบาง ๆ มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะคลายความเข้าใจผิดไปได้ในไม่ช้า เขาหันไปมองหานเฟิง เชื่อมสายตาให้ทั้งสองรู้ว่าเขาเชื่อใจหานเฟิงจริง ๆ
ไป๋เฉิน (ตบไหล่หานเฟิงเบา ๆ): “ชายผู้นี้เป็คนที่เชื่อถือได้ สายตาข้ามองคนไม่เคยพลาด”
หานเฟิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย กับคำพูดของไป๋เฉิน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มบาง ๆ แต่ยังเต็มไปด้วยความระมัดระวังในสายตาของไป๋ซู
ไป๋ซู (เสียงอ่อนลง): “ถ้าอย่างนั้น ทุกอย่างก็จบที่ตรงนี้ แต่ขอให้ท่านตระหนักว่า อย่าทำให้ข้าใเช่นนี้อีก”
ณ ห้องโถงใหญ่ จวนเ้าอำเภอเฟ่ยเสี้ยน
ข่าวที่ว่า การเสียชีวิตปริศนาของทหารเมืองเฟ่ยเสี้ยน อาจเกี่ยวข้องกับ กลุ่มนักฆ่าโลหิตม่วง กำลังกลายเป็ชนวนให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งเมือง
เ้าอำเภอเฟ่ยเสี้ยน (สีหน้าถมึงทึง พึมพำกับตนเอง): “นักฆ่าโลหิตม่วง… เหตุใดถึงต้องเลือกเมืองเล็กอย่างเฟ่ยเสี้ยนเป็เป้าหมาย? พวกมัน้าสิ่งใดกันแน่…”
หวังเซีย: “ข้าน้อยเห็นว่า เป็ไปได้ที่ข่าวลือเกี่ยวกับสมุนไพรเซียนหยูเฉ่า จะรั่วไหลออกไป… หากข่าวนั้นไปถึงหูพวกมันจริง การปรากฏตัวของกลุ่มนักฆ่าในเมืองเราก็คงไม่ใช่เื่บังเอิญ”
คำว่า “เซียนหยูเฉ่า” ทำให้บรรยากาศในห้องเงียบกริบ
เ้าอำเภอเฟ่ยเสี้ยน (ทุบโต๊ะเสียงดัง น้ำเสียงแข็งกร้าว): “หากเป็เช่นนั้น เราจะปล่อยให้พวกมันลอยนวลไม่ได้! จงสั่งการลงไป — ตรวจสอบผู้คนทั้งเมืองทันที ไม่เว้นแม้แต่หญิงหรือชาย ทุกคนต้องถูกตรวจสอบโดยละเอียด!”
หวังเซียค้อมศีรษะรับคำสั่งทันที ก่อนรีบออกจากห้องพร้อมทหารติดตามหลายสิบนาย
วันต่อมา – ภายในเมืองเฟ่ยเสี้ยน
เหล่าทหารในชุดเกราะเดินตรวจตราตามตรอกซอกซอย หยุดตรวจทุกบ้านไม่ละเว้นแม้แต่เรือนยากไร้ ทุกร่างกายถูกขอตรวจสอบดูรอยสักอย่างละเอียด
หญิงชราผู้หนึ่งร้องะโขณะโดนทหารตรวจสอบแขน: “ข้าอยู่ที่นี่มาเกินครึ่งชีวิต! ั้แ่เมื่อไหร่กันที่ต้องเปิดแขนเปิดขาให้พวกเ้าตรวจแบบนี้!”
แม่ค้าอีกคน: “หากเ้าจะหาคนร้าย ก็ไปหาที่พวกนอกเมืองเถอะ! พวกเราไม่ใช่คนแบบนั้น!”
บรรยากาศของเมืองเฟ่ยเสี้ยนที่เคยสงบสุข บัดนี้กลับปกคลุมด้วยเงาแห่งความระแวงและเสียงคร่ำครวญไม่รู้จบ…
แม้เวลาจะล่วงเลยหลายวัน ไป๋เฉิน และ แม่นางทั้งสอง ก็ยังคงไม่สามารถเดินทางออกจากเมืองเฟ่ยเสี้ยนได้ — ประตูเมืองยังคงถูกปิดตายตามคำสั่งของเ้าอำเภอ เพื่อกวาดล้างและค้นหาผู้ต้องสงสัยจาก กลุ่มนักฆ่าโลหิตม่วง ที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว
ทหารยังคงตั้งด่านเข้มงวด ทั้งประตูทิศเหนือและทิศใต้ ทุกคนที่ผ่านเข้าออกต้องถูกตรวจร่างกายอย่างละเอียด
หานเฟิง ที่ติดตามสถานการณ์อยู่เงียบ ๆ มองเห็นว่าในยามเช่นนี้ การเดินหน้าสะสางความแค้นดูจะไม่ใช่เื่เหมาะสม เขาจึงเลือกพักแผนการไว้ชั่วคราวอย่างอดทน
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด หานเฟิง, ไป๋เฉิน, ไป๋ซู และมู่จาง กลับหาเวลามาพักผ่อนร่วมกันได้ พวกเขามักจะนั่งจิบชาร้อน ๆ พร้อมกับพูดคุยกัน
เสียงน้ำชาไหลรินลงจอกเบา ๆ ผสมกับกลิ่นหอมของขนมแต้จิ๋วและผัดผักหอมฉุย บรรยากาศแม้ไม่ครึกครื้น
ไป๋ซูบางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะปรายตามองหานเฟิงอย่างไม่ไว้ใจ แม้เหตุการณ์วันก่อนจะคลี่คลายแล้วก็ตาม ส่วนมู่จางนั้นกลับรู้สึกสนุกไม่น้อยที่ได้มาเห็นเมืองวุ่นวายและกินอาหารอร่อย ๆ ไปพร้อมกัน
หานเฟิงเองไม่ได้เอ่ยถึงเื่แค้นหรือภารกิจใด ๆ ทั้งสิ้น เขาเลือกฟังบทสนทนาอย่างเงียบ ๆ จิบชา ราวกับอยากเก็บภาพของ “่เวลาอันเงียบสงบ” ไว้ในความทรงจำ
ส่วนไป๋เฉิน… เขามักเป็คนเปิดบทสนทนา หัวเราะเบา ๆ เป็ระยะ ราวกับพยายามละลายความตึงเครียดของโต๊ะให้เจือจางลง
สามเดือนผ่านไป นับจากวันที่เมืองเฟ่ยเสี้ยนถูกสั่งปิดตายเพื่อค้นหากลุ่มนักฆ่าโลหิตม่วง บรรยากาศตึงเครียดที่เคยปกคลุมทั่วเมืองก็เริ่มคลี่คลายลงอย่างช้า ๆ
คำสั่งตรวจเข้มถูกยกเลิก ทหารเริ่มผ่อนปรนในการลาดตระเวน และในที่สุด — ประตูเมืองก็เปิดอีกครั้ง
เ้าอำเภอเฟ่ยเสี้ยนถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางบ่นกับตนเองว่า “ดูท่าไอ้พวกโลหิตม่วงจะหลบหนีออกไปได้สำเร็จ… คงไม่คิดย้อนกลับมาอีกหรอกกระมัง”
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งใจกลางเมือง
หานเฟิง, ไป๋เฉิน, ไป๋ซู และมู่จาง นั่งล้อมโต๊ะไม้กลมภายใต้โคมไฟกระดาษสีแดงที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะ แสงอุ่น ๆ
ไป๋เฉินเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พลางหันไปถามหานเฟิงด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
ไป๋เฉิน (เสียงทุ้ม สงบนิ่ง): “ข้าว่าพรุ่งนี้คงต้องกลับลั่วหยางแล้วล่ะ… เ้าล่ะหานเฟิง ยังคิดจะอยู่ต่ออีกหรือไม่?”
คำพูดของเขาดังขึ้นในจังหวะที่ เสี่ยวเอ้อ เดินเข้ามาพอดี พร้อมถาดไม้ที่บรรจุด้วยกาชาและจอกน้ำชาเล็กสี่ใบ
หานเฟิงรับถาดจากเสี่ยวเอ้อด้วยท่าทางสุภาพ จากนั้นก็ลงมือรินน้ำชาใส่จอกให้ทุกคนอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบไปอย่างสบาย ๆ
หานเฟิง (ยิ้มบาง เสียงเรียบ): “ข้าเองก็ไม่มีภารกิจเร่งด่วน… คงอยู่เที่ยวชมเมืองนี้อีกสักพัก กำแพงเก่า วัดเก่า กับร้านยาของพวกช่างเก่าแก่ ดูจะน่าสนใจไม่น้อย”
เมื่อทุกคนได้รับจอกชาเรียบร้อยแล้ว หานเฟิงจึงยกถ้วยของตนขึ้น เตรียมจะจิบ
ทันใดนั้นเอง —
เสียงเตือนที่เ็าแต่ชัดเจนดังก้องขึ้นในหัวเขา ราวกับฟ้าผ่าลงกลางอก
〖 ระบบแจ้งเตือนภัยอัตโนมัติ: พบสารพิษเฉ่าฮูโถวในของเหลว — หักแต้ม 1 หน่วย 〗
หานเฟิงชะงักทันที ใบหน้าหม่นลงจากสีปกติ ดวงตาเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด เขากวาดตามองจอกชาของทุกคนในเสี้ยววินาที ก่อนตัดสินใจวางถ้วยชาลงแล้วะโขึ้น
หานเฟิง (เสียงเข้มจริงจัง สายตาเปล่งประกาย): ช้าก่อน! — ในน้ำชามีพิษ!”
(จบบทที่ 7)