๓
หลังจากที่ผมรับปากรับคำกับผับที่จ้างผมให้ไปร้องเพลงแล้ว จากนั้นก็ได้เวลาเริ่มงานของผมการเป็นักร้องกลางคืนเป็อะไรที่เสี่ยงกับชีวิตมาก เสี่ยงที่ว่านี้ก็คือ การถูกลวนลามและการถูกแทะเล็มทางสายตา บ่อยครั้งที่ผมเจอแขกเสนอเงินให้ผมไปหลับนอนด้วย แต่ส่วนมากแขกที่ทำอย่างนี้จะเป็ผู้ชายเสียมากกว่า แต่ผมก็ไม่เคยไปกับแขกพวกนี้แม้แต่ครั้งเดียว ถึงแม้บาทีจำนวนเงินที่เสนอให้ผมมันสามารถซื้อรถคันใหม่ได้เป็คันก็เถอะ...เหตุผลก็เพราะผมเป็ผู้ชายและผมก็ชอบผู้หญิง
“คุณตี๋เล็กใช่ไหมครับ”
ระหว่างที่ผมเดินเข้ามาในผับก็มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งทักผมและเดินเข้ามาหาผม
“ใช่ครับ”
“ตอนนี้นายท่านยังไม่มาครับจะเข้ามาตอนดึก ๆ เดี๋ยวเชิญคุณตี๋เล็กที่ห้องทำงานก่อนนะครับเพราะต้องเซ็นสัญญาและตกลงเื่ค่าจ้างอย่างเป็ทางการอีกครั้ง...เดี๋ยวเชิญทางนี้ครับ”
เขาเดินนำผมไปซึ่งผมไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร ไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไรถ้าให้ผมเดาเขาก็คงเป็คนที่ดูแลผับแห่งนี้
“เชิญนั่งครับ”
ผมนั่งลงตามคำเชิญ
“อ้อ...ผมลืมแนะนำตัว ผมชื่อมะพร้าวเป็คนดูแลผับที่นี่”
เขาคงจะอายุแก่กว่าผมไม่กี่ปีแต่จัดว่าเป็คนหน้าตาดีใช้ได้เลยทีเดียว
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“ส่วนนี่เป็สัญญาครับและเื่ค่าตัวที่เพิ่มอีกสองเท่าจากค่าตัวเดิม”
ผมอ่านตรงสัญญาแบบลวก ๆไม่ได้ละเอียดมากเพราะเป้าหมายที่ผมดูคือจำนวนเงินค่าจ้างในแต่ละเดือน ว่ามันถูกต้องตามที่เขาพูดรึเปล่าเมื่อผมดูว่าจำนวนเงินถูกต้องผมก็เซ็นสัญญาทันที
“เป็อันเรียบร้อยนะครับ”
“ครับ...แล้วผมต้องขึ้นร้องเพลงกี่โมงครับ”
ที่ผมถามก็เพราะว่า เขาไม่มีตารางเวลาให้ผมว่าต้องขึ้นร้องเพลงตอนกี่โมง แต่ถ้าจะให้ผมร้องทั้งคืนผมก็ไหว เพราะค่าจ้างที่เขาจ้างผมมันมากมายเหลือเกิน ั้แ่ร้องเพลงมา ยังไม่เคยมีที่ไหนเสนอค่าตัวให้ผมแพงเท่านี้มาก่อน และที่สำคัญในสัญญาระบุการจ้างงาน ๓ ปีซ้อนผมชักอยากจะเห็นหน้าคนที่ว่าจ้างผมเต็มทีแล้ว ว่าหน้าตาจะเป็อย่างไรทำไมถึงได้ใจป๋าขนาดนี้
“ขอโทษที่ผมยังไม่ได้แจ้งเื่เวลางาน...คุณตี๋เล็กร้อง่สี่ทุ่มจนถึงตีสองนะครับ”
“ครับ...และนี่ก็เป็เพลงที่ผมจะใช้ร้องทั้งหมดนะครับ”
ผมยื่นเผ่นซีดีซึ่งเป็แบ็กกิ้งแทร็กของผมให้กับมะพร้าวเพราะเพลงที่ผมต้องใช้ร้องในผับวันนี้ และวันอื่น ๆ ด้วยส่วนมากมีทั้งเพลงที่ฟังสบาย ๆ และเพลงมัน ๆ เต้นกันให้ตายไปข้างหนึ่งแต่เพลงที่ผมชอบเอามาร้องที่สุดนั่นคือเพลงของนักร้องสาวเสียงคุณภาพ “เจนนิเฟอร์ คิ้ม” ที่ผมชอบเพลงของเธอก็เพราะว่า เพลงของเธอความหมายดีฟังสบาย ๆ ผมจึงต้องมีแบ็กกิ้งแทร็กมาด้วยทุกครั้งเวลาที่ร้องเพลงในผับ เพราะคีย์ที่ผมร้องไม่ใช่คีย์ต้นฉบับการร้องเพลงของผมซึ่งเอาเพลงคนอื่นมาร้องเป็ส่วนมาก จึงต้องปรับคีย์ให้เป็ของตัวเอง
“เดี๋ยวผมจัดการให้ครับ...อีกครึ่งชั่วโมงจะสี่ทุ่มเดี๋ยวคุณตี๋เล็กไปเตรียมตัวในห้องรับรองก่อนนะครับ”
มะพร้าวเดินนำทางผมไปห้องรับรองที่ทางผับเตรียมไว้ให้ผม
“ถ้าขาดเหลือหรือ้าทานอะไร ใช้โทรศัพท์ภายในโทรฯ ไปที่ห้องทำงานผมหรือโทรฯไปสั่งที่ครัวได้ตลอด ถ้าได้เวลาขึ้นร้องเพลงเดี๋ยวผมจะให้เด็กมาตามครับ”
พูดเสร็จมะพร้าวก็เดินจากห้องไปด้วยความนอบน้อมนี่คงเป็สิ่งที่นักร้องที่มีชื่อเสียงได้รับ คือได้รับการดูแลเป็อย่างดี ซึ่งต่างจากตี๋เล็กเมื่อก่อน ที่ต้องคอยดูแลตัวเองคอยจำเวลาที่จะขึ้นร้องเพลงและอีกต่าง ๆ นานาน แต่ตอนนี้ไม่ต้องทำอย่างนั้นอีกต่อไปเพราะมีคนคอยดูแลให้การต้อนรับอย่างดี แต่คำพูดที่แม่ผมบอก...ผมก็จำไม่เคยลืมว่าเมื่อก่อนเคยเป็แบบไหนก็ให้เป็แบบนั้น เพื่อคนที่จ้างเราเขาจะได้รักและเมตตาเรา
ผมรอเวลาที่จะขึ้นร้องเพลงด้วยการนั่งอ่านหนังสือนิตยสารที่วางอยู่ในห้องผมพลิกไปพลิกมาจนมาถึงหน้าที่มีการเปิดตัวผับแห่งใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวไป เร็ว ๆ นี้ นั่นก็คือผับที่ผมมาร้องเพลงวันนี้ ผมอ่านข่าวที่อยู่ในนิตยสารจนทำให้ทราบว่าเ้าของผับเป็ใครและมีฐานนะร่ำรวยแค่ไหน และที่สำคัญเป็คนมีหน้ามีตาทางสังคม
เ้าของผับที่ผมมาร้องเพลงนี้นอกจากจะเป็คนรวย..มาก และยังเป็มาเฟียตัวพ่อระดับประเทศเป็ผู้ทรงอิทธิพลที่ใครหลาย ๆคนต้องเกรงกลัว กิตติศัพท์ที่ผมได้ยินมาสำหรับมาเฟียคนนี้ ไม่ใช่เล่น ๆ เลยเหมือนกัน ทั้งดุ โหด เป็คนที่พูดคำไหนคำนั้น...เท่าที่ผมได้ยินมา เขายังเปิดบ่อน และปล่อยเงินกูให้คนกู้จำนวนมหาศาล นอกจากนั้นยังมีอสังหาริมทรัพย์อีกมากมายและที่สำคัญเขาเป็เสือผู้หญิง ควงผู้หญิงไม่เคยซ้ำหน้าแต่ผู้หญิงเ่าั้ก็พร้อมใจเรียงแถวยอมพลีกายให้กับมาเฟียคนนี้ เพราะด้วยรูปร่างหน้าตาที่จัดว่าดีระดับนายแบบ ตัวสูงโปร่งและยังมีกล้ามเป็มัดๆ จึงเป็ที่ถูกอกถูกใจของสาว ๆ พวกนั้น
“คุณตี๋เล็กครับ...ได้เวลาร้องเพลงแล้วครับ”
เสียงเปิดประตูดังขึ้นทำให้ผมตื่นจากภวังค์พร้อมกับเสียงใครบางคนที่บอกให้ผมขึ้นไปร้องเพลง ผมพยักหน้าตอบแล้วเดินตามเขาออกมา
ผมเดินขึ้นบนเวทียังไม่ทันที่จะได้จับไมค์ร้องเพลงก็ได้รับการต้อนรับจากแเื่ที่เที่ยวกลางคืนเป็อย่างดี ผมกล่าวทักทายนักเที่ยวกลางคืนทั้งหลายด้วยความเป็มิตรหลังจากนั้นผมก็เริ่มร้องเพลง และสลับการพูดเอ็นเตอร์เทรนไปด้วย...ความมีชื่อเสียงทำให้ผมมีความสุขกับการร้องเพลงไม่น้อยเลยทีเดียว
ผมร้องเพลงมาเรื่อย ๆ หลายเพลง ทั้งเพลงฟังสบายๆ และเพลงจังหวะมัน ๆ ที่เต้นกันอย่างสนุกสนาน จนถึงตอนนี้...เพลงสุดท้าย ผมปิดท้ายด้วยเพลงฟังสบาย ๆแต่เนื้อหาอาจจะเศร้านิดหน่อย เพลง “แบ่งเธอแบ่งใจ” เจนนิเฟอร์คิ้ม
“ผมเชื่อว่าหลายคนที่มาที่ผับแห่งนี้นอกจากจะมาหาความสุขให้ตัวเองแล้ว และอีกส่วนหนึ่งในนี้ต้องมีใครอกหักมาแน่ๆ ผมจึงขอมอบเพลงนี้ให้กับคนที่อกหักครับ...แบ่งเธอแบ่งใจ”
ไม่บอกก็รู้ อึดอัดใช่ไหมที่เลือกใครไม่ได้สักคน
ระหว่างคนคนนั้น และกับฉัน
อยากอยู่กับเขา อยากอยู่กับฉัน สิ่งเ่าั้ฉันก็เข้าใจ
แต่เธอยังมาถามว่าเธอควรจะทำอย่างไร
ให้เขาอยู่ส่วนเขาและฉันก็อยู่ฉัน
ขอแค่เท่านั้นก็พอใจเขาก็อยู่ส่วนเขาและฉันก็อยู่ส่วนฉัน
ฉันขอแค่นั้นทำได้หรือเปล่า
ในเมื่อเธอยอมแบ่งใจฉันก็ยอมแบ่งเธอได้เหมือนกัน...
ระหว่างที่ผมกำลังร้องเพลงอยู่นั้นก็มีใครบางบนมานั่งตรงหน้าเวที พร้อมกับมีสาวสวยนั่งแนบกายคนละข้างสายตานั้นจ้องมาที่ผม ทำให้ผมหวั่น ๆ ไม่น้อย เพราะด้วยใบหน้าที่นิ่ง เรียบ เกือบจะไม่มีอารมณ์ความรู้สึกร่วมด้วยกับเพลงที่ผมร้องแต่ผมก็ทำเป็ไม่สนใจและทำหน้าที่ร้องเพลงต่อไป
อย่าคิดถึงเขาเมื่ออยู่กับฉัน
อย่าแบ่งปันไม่ว่าเรื่อใด
และอย่าคิดถึงฉันเมื่อเวลาเธออยู่กับเขา
ให้เขาอยู่ส่วนเขาและฉันก็อยู่ฉัน
ขอแค่เท่านั้นก็พอใจเขาก็อยู่ส่วนเขาและฉันก็อยู่ส่วนฉัน
ฉันขอแค่นั้นทำได้หรือเปล่า
ในเมื่อเธอยอมแบ่งใจฉันก็ยอมแบ่งเธอได้เหมือนกัน...
ผมร้องจนจบเพลงในขณะที่สายตาคู่นั้นยังจ้องมองมาที่ผมไม่เลิกผมรีบลงจากเวทีทันทีเพื่อจะกลับบ้าน แต่ก็ถูกมะพร้าวเรียกให้ไปพบใครบางคน !
เขาคนนั้นคือ “บดินทร์ ยศวัฒนกูลวงค์”คนที่นั่งจ้องมองผมอย่างไม่ลดละสายตาในขณะที่ผมกำลังร้องเพลงอยู่เมื่อครู่นี้
ผมเดินตามหลังมะพร้าวมา และหยุดตรงโต๊ะของคนที่ว่าจ้างผมมาร้องเพลง...ตอนนี้เขาให้สาวๆ ที่รายล้อมอยู่ทั้งสองข้างฝั่งซ้ายและขวาออกไป
“เชิญนั่ง”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบทำให้ผมเสียววูบกลางสันหลังไม่น้อย เพราะถ้าหากผม ทำอะไรไม่ถูกใจมาเฟีย เดี๋ยวเขาฆ่าผมขึ้นมาจะทำอย่างไร ชีวิตนี้ผมยังมีภาระที่ต้องดูแลอีกเยอะทั้งเตี่ยและแม่ไหนจะต้องส่งหลาน ๆ ต่างแม่เรียนหนังสืออีก เห็นไหมว่าภาระผมเยอะแยะถ้ามาถูกมาเฟียนี่ฆ่าตายก็คงไม่คุ้มเสีย
“สะสวัสดีครับ”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ และยกมือไหว้คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่าง นอบน้อมความจริงผมก็ไม่ได้กลัวอะไรมากมายหรอก ถ้าเขาไม่เฉยชาใส่ผม
“ดื่มก่อนสิ”
คนพูดส่งแก้วเหล้ามาให้
“คือผมไม่ดื่มครับ”
เพราะการดื่มเหล้าจะทำให้เส้นเสียงของผมเสื่อมเร็วเขาจึงวางแก้วเหล้าไว้ตรงหน้าผมอย่างไม่สบอารมณ์
“นายคงรู้แล้วใช่ไหมว่าฉันเป็ใคร”
“ครับ”
“แล้วนายก็อ่านสัญญาหมดทุกข้อแล้วใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงให้ค่าตัวนายเยอะ”
เอาแล้วไง...ผมยังไม่ได้อ่านสัญญาอย่างละเอียดแค่ดูว่าเงินตรงตามที่บอกไว้หรือไม่เท่านั้นเอง
“คือผมยังไม่ได้อ่านละเอียด”
“ถ้านายเซ็นยืนยันฉันถือว่านายรับรู้ทั้งหมด”
“คือผมขออ่านสัญญาอีกครั้งได้ไหมครับ”
ตอนนี้น้ำเสียงผมเริ่มสั่นเครือ เพราะด้วยความกลัวว่าในสัญญานั้นจะต้องมีอะไรที่ผมไม่คาดคิดอยู่เป็แน่ นี่เป็ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของผมมากที่ไม่อ่านก่อนเซ็น...มะพร้าวยื่นสัญญาที่ผมเซ็นเมื่อสักครูให้ผม ผมหยิบมาอ่านโดยไม่รีรอ ในสัญญาระบุเหมือนสัญญาทั่วไปแต่มีข้อหนึ่งที่ผมถึงกับใ เพราะเงินอีกสองเท่าเป็เงินที่ซื้อตัวผม และเขาก็บอกว่า ผมไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธใด ๆทั้งสิ้นหากลงลายลักษณ์อักษรยินยอมเป็ที่เรียบร้อย
บ้าไปกันใหญ่แล้ว....แล้วมาเฟียนี่มันจะทำอะไรผมรึเปล่า ผมรีบฉีกสัญญาทิ้งทันที เพราะผมไม่สามารถยอมรับสัญญาบ้าบออะไรนี้ได้
“อันนั้นเป็แค่สำเนา...ฉันคิดไม่มีผิดว่าคนอย่างนายจะต้องไม่รอบครอบ และสุดท้ายนายจะต้องเป็ลูกไก่ในกำมือฉัน”
“นี่มันอะไรกันคุณ้าอะไรจากผม”
ผมโกรธจัด...แต่ที่ต้องโกรธแน่ ๆคือผมต้องโกรธตัวเองที่ไม่ยอมอ่านสัญญาให้ละเอียดเสียก่อน
คนที่อยู่ตรงหน้าผมยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนที่เขาจะพูดออกมา
“ก็้าให้นายมาเป็เมียฉันไงเล่า”
อะไรนะ! นี่ผมฟังไม่ผิดใช่ไหม
“คะคะคุณพูดอะไร”
ผมถามกลับไปด้วยความใในสิ่งที่ตัวเองได้ยินและไม่เชื่อหูตัวเองเหมือนกัน
“นายได้ยินไม่ผิดหรอกเด็กน้อย...และนายก็อย่าคิดหนีเพราะนายก็รู้ว่าฉันเป็คนยังไง นี่ฉันไม่ได้บังคับนายแต่นายสมยอมฉันเอง”
“ผมไปสมยอมคุณั้แ่ตอนไหน”
“นายเซ็นเองกับมือตามสัญญาก็ระบุไว้อย่างชัดเจน”
“คุณมัน....”
ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อเมื่อคนที่อยู่ตรงผมจ้องมาด้วยสายนิ่งเรียบ ซึ่งเป็สายตาที่สยบได้ทุกอย่างจริงๆ ผมกลัวแววตาแบบนี้เหลือเกิน
“จำไว้นะ นายอย่าคิดหนีฉันไม่อย่างนั้นครอบครัวและตัวนายเองได้เดือนร้อนแน่...นายก็รู้ว่าฉันเป็คนพูดคำไหนคำนั้น...”เขาหยุดพูดสักพักส่วนผมได้แต่นั่งเงียบ “ถ้าฉันอยากได้อะไรฉันก็ต้องได้”
เขาพูดประโยคสุดท้ายเสร็จแล้วก็ลุกออกไป
ตอนนี้ในหัวสมองผมได้แต่ครุ่นคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผมแล้วผมจะไปโทษใครได้นอกจากโทษตัวเอง ผมไม่น่าเห็นแก่ตัวเลขกลม ๆหลายตัวที่เขาให้ผมเลย ผมน่าจะมีสติในการเซ็นสัญญาและน่าจะเสียเวลานั่งอ่านสักนิด ค่าจ้างอีกสองเท่าที่เขาให้ผมมันคือเงินที่เขาซื้อตัวผมนะเหรอ...บ้าไปแล้วผมจะต้องหนีไปให้พ้นจากไอ้มาเฟียวิปริตนี้ให้ได้