ตงฉินยึดอำนาจ

    ตงฉินยึดอำนาจ_74_ดูถูกหลิวชิงหยู่

    ถังจื่อหย่งขับรถไปโรงพยาบาลประจำตำบล โดยมีหลิวชิงหยู่กับหงซานจินนั่งอยู่ภายในรถ


    ในห้องผู้ป่วยของโรงพยาบาลตำบล หลิวชิงหยู่เห็นชาวบ้านหลายคนนอนโดยมีปลาสเตอร์และผ้าพันแผลพันรอบๆ ตามอวัยวะบนตัวของชาวบ้าน หลายคนกำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บแค้น เมื่อพวกเขาเห็นหลิวชิงหยู่ปรากฏ พวกเขาก็ตกตะลึงก่อนที่จะกรูเข้ามารายล้อมหลิวชิงหยู่


    หนึ่งในนั้นคือหญิงชราวัย 70 ปี เมื่อเห็นหลิวชิงหยู่ หญิงชราคนนั้นก็คุกเข่าลงแล้วร้องไห้ “นายกหลิวช่วยทวงความยุติธรรมให้เราด้วย หมู่บ้านหยูฉู่ของเราถูกอันธพาลเหล่านั้นรังแก พวกเขาไม่เห็นค่าชีวิตของพวกเราเลย เราแค่ไม่ยอมขายที่ดินให้พวกเขา พวกเขาถึงกับซ้อมลูกชายและสามีของฉันจนต้องเข้าโรงพยาบาล นี่เป็นการทำร้ายร่างกาย แต่ทำไมตำรวจของตำบลถึงไม่เอาผิดพวกเขาเลย หรือตำรวจไม่สนใจชีวิตของผู้คนแล้ว ฮื้อๆ”


    หญิงชราพูดพร้อมร่ำไห้ ซึ่งหลิวชิงหยู่ ตั้งใจฟังทุกคำพูดของหญิงชราคนนี้


    เขาก้าวไปข้างหน้าแล้วประคองหญิงชราลุกขึ้น ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าโศกแฝงความโกรธแค้นที่สุมอยู่ในใจว่า “คุณยายวางใจได้เลยครับ เพื่อชาวบ้าน ในฐานะนายกเทศมนตรีตำบลกวนซานผมไม่ยอมให้ใครถูกข่มเหงรังแก นับจากนี้ไปมันจะไม่เหมือนในอดีต วันที่ผู้คนถูกกดขี่โดยอันธพาลจะหายไป ผมจะให้พวกเขาได้รับบทเรียนและชดใช้ในสิ่งที่พวกเขาควรได้รับ และเจ้าหน้าที่ที่ไม่ทำเพื่อประชาชน ผมจะให้พวกเขาได้กลับไปปลูกมันเทศ ผมหลิวชิงหยู่จะจัดการกับความอยุติธรรม ผมจะทวงความยุติธรรมให้ทุกคน ปกป้องทรัพย์สินให้ประชาชน ผลประโยชน์ของชาวบ้านจะต้องไม่ถูกละเมิด มีเรื่องอะไรขับข้องใจทุกคนสามารถร้องเรียนกับผมได้โดยตรง หรือส่งเรื่องผ่านทางผู้อำนวยการหงที่สำนักงานเทศบาลตำบลของเรา”


    หลังจากที่หลิวชิงหยู่พูดจบ ทุกคนก็ร้องเรียนปัญหากับหลิวชิงหยู่


    ความจริงแล้ว แม้ว่าคนเหล่านี้จะเผชิญสถานการณ์และมีปัญหาที่ต่างกัน แต่หลักๆ เกิดจากฝีมือของไห่เยว่กรุ๊ปที่ใช้ทุกวิถีทางบีบบังคับให้ชาวบ้านขายที่ดิน พอชาวบ้านไม่ยอมขายพวกเขาก็ข่มขู่และทำร้าย หลิวชิงหยู่ได้ยินแบบนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ทุกคนโปรดวางใจ ไห่เยว่กรุ๊ปบอกว่าจะไปที่หมู่บ้านพวกคุณในช่วงบ่าย งั้นผมจะไปหมู่บ้านหยูฉู่ช่วงบ่ายเช่นกัน โทรติดต่อญาติไว้ได้เลย บอกพวกเขาว่าไม่ต้องกังวล ถ้าไม่ต้องการขาย ก็ไม่จำเป็นต้องขาย หน่วยงานเทศบาลของผมจะช่วยเหลือพวกคุณเอง”


    หลังจากออกจากโรงพยาบาลหลิวชิงหยู่ก็โทรหา กู้เจี่ยเล่ย ผู้กำกับสถานีตำรวจตำบลกวนซานทันที “ผู้กำกับกู้ โปรดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาที่ตำบลและตามผมไปที่หมู่บ้านหยูฉู่เพื่อคุ้มกันชาวบ้าน”


    กู้เจี่ยเล่ยได้ยินคำกล่าวของหลิวชิงหยู่ก็เอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจว่า “นายกหลิวคำสั่งของคุณมาช้าไป ตอนนี้ตำรวจแทบทุกนายถูกเรียกไปเทศมณฑลเพื่อรับการฝึกเมื่อชั่วโมงที่แล้ว ทำให้ตอนนี้มีคนเหลืออยู่ใน สน ไม่ถึง 5 คนโดยสองคนเป็นคนของผม อีก 3 คนเป็นคนของหานกั๋วชิง"


    เมื่อเห็นว่าเป็นหลิวชิงหยู่ กู้เจี่ยเล่ยจึงอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดไปตามตรง เพราะเขารู้ดีว่าหลิวชิงหยู่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เขาได้รับตำแหน่งผู้กำกับ ยิ่งไปกว่านั้นกวนซานเองก็ได้รับผลประโยชน์มากมายจากเขา คณะกรรมาธิการทั้งหลายเองก็รู้ดี แม้แต่เมิ่งฮวนผู้มีพระคุณของเขาก็เริ่มเดินเข้าหาหลิวชิงหยู่ มันชัดเจนมากว่าแม้หลิวชิงหยู่จะอายุน้อย แต่เขาก็เป็นคนที่น่าเคารพ


    หลังจากได้ยินคำพูดของกู้เจี่ยเล่ย ใบหน้าของหลิวชิงหยู่ก็บึ้งตึง เขาไม่นึกเลยว่าซือเจิ้นเฉียงจะชั่วช้าถึงขนาดที่โยกตำรวจกว่าครึ่งสนออกไปจากตำบล แม้ว่าเหตุผลจะฟังดูดี แต่เจตนามันเลวร้ายอย่างมาก แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะแย่แค่ไหน หลิวชิงหยู่ก็พร้อมจะลุกขึ้นสู้ เขาพูดกับกู้เจี่ยเล่ยทันที “งั้นคุณ ทิ้งคนไว้ที่ สน คนหนึ่งแล้วให้ ที่เหลือเตรียมตัว หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จให้พวกเขาตามผมไปที่หมู่บ้านหยูฉู่ทันที ก่อนหน้านั้นผมจะเข้าไปที่ สถานี ประมาณบ่ายโมง”


    หลังจากวางสาย หลิวชิงหยู่ หงซานจิน ถังจื่อหย่ง ก็เดินเข้าร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งเพื่อกินข้าว เมื่อเห็นว่าใกล้บ่ายโมงแล้วพวกเขาก็ขึ้นรถ ตรงไปที่สถานีตำรวจกวนซาน ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสี่คนมาประจำการรอ


    เมื่อเห็นตำรวจสี่คน ใบหน้าหลิวชิงหยู่ก็บิดเบี้ยว เพราะ 2 ในสี่เหมือนเป็นตำรวจพึ่งบรรจุใหม่ และอีกสองคนเป็นตำรวจอายุ50กว่าปีแล้ว หากให้พวกเขารับมือกับแก๊งอันธพาลที่หมู่บ้านหยูฉู่ มันย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไร หลิวชิงหยู่ทักทายพวกเขาแล้วนำพวกเขาไปยังหมู่บ้านหยูฉู่ทันที


    หลังจากมาถึงหมู่บ้านหยูฉู่ ภายใต้การนำของหงซานจิน หลิวชิงหยู่ก็ได้รู้จักกับ จ้าวไห่เฉียงผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านหยูฉู่ เมื่อเขาเดินเข้าบ้านของจ้าวไห่เฉียง ก็พบว่าจ้าวไห่เฉียงกำลังให้อาหารวัวอยู่ อีกฝ่ายตกใจมากเมื่อเห็นหลิวชิงหยู่กับหงซานจิน เขารีบเอามือปัดเสื้อผ้าแล้วพูดด้วยความเคารพว่า “นายกหลิว ผู้อำนวยการหง มาที่นี่มีเรื่องอะไรหรอครับ?”


    หลิวชิงหยู่พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “คุณจ้าว ผมได้ยินหงซานจินบอกว่าชาวบ้านถูกทุบตี ผมมาที่นี่เพื่อดูสถานการณ์”


    เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวชิงหยู่ ถ้อยคำที่ราวกับเขื่อนก็แตกทะลัก จ้าวไห่เฉียงได้บอกเล่ารายละเอียดออกมาอย่างละเอียดยิบ จากนั้นเขาก็ชี้ไปยังตำรวจชราสองคนแล้วพูดว่า “นายกหลิว เรื่องนี้ผมก็ได้แจ้งตำรวจสองคนนี้ไปแล้ว แต่หลังจากนั้น ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมสถานีตำรวจถึงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เลย”


    ได้ยินเช่นนี้หลิวชิงหยูก็หันหน้าไปมองชายสองคนด้วยสายตาเย็นชาแล้วพูดว่า “พวกคุณช่วยอธิบายจะได้หรือไม่”


    ตำรวจชราคนหนึ่งยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “นายกหลิว พวกเรามาที่นี่จริงๆ ซึ่งผู้ใหญ่บ้านรายงานเรา เราก็รับเรื่องไว้แล้ว แต่ตำรวจอย่างเราต้องปฏิบัติตามระเบียบซึ่งต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย ผมส่งหนังบันทึกประจำวันไปแล้ว เตรียมดำเนินขั้นตอนต่อไป จึงไม่สามารถจับใครตามอำเภอใจได้”


    เป็นคำอธิบายที่แสนจะเรียบง่ายและไร้จุดบอด แต่มันเผยให้เห็นถึงบุคลิกนิสัยในการปฏิบัติหน้าที่ที่เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนตรงหน้า และมันทำให้คนรู้สึกอารมณ์เสีย


    เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลิวชิงหยู่ก็พยักหน้าให้กับ จ้าวไห่เฉียงแล้วพูดขึ้นว่า “คุณจ้าว คนของไห่เยว่กรุ๊ปบอกว่าพวกเขาจะมาที่นี่ตอนบ่ายใช่หรือไม่?”


    จ้าวไห่เฉียงส่ายหัวของเขา “พวกเขาบอกจะมาที่นี่ตอนบ่ายก็จริง แต่คนที่พวกเขาจะคุยด้วยคือน้องชายของผม จ้าวไห่ป๋อ ที่อยู่บ้านติดกัน ที่จริงผมควรไปโรงพยาบาลเยี่ยมชาวบ้าน แต่ผมเป็นห่วงน้องชายเลยไม่กล้าออกไป”


    เมื่อพวกเขาคุยกันจบ ก็มีเด็กน้อยวิ่งเข้ามาด้วยพร้อมหอบเหนื่อยแล้วพูดว่า “ลุงรอง คนเลวพวกนั้นมาหมู่บ้านเราแล้ว พวกเขาบอกให้พ่อของฉันขายที่ให้พวกเขา”


    เมื่อจ้าวไห่เฉียงได้ยินแบบนั้น หน้าของเขาก็ซีดจาง เขาพูดกับหลิวชิงหยู่พร้อมเดินออกไป “นายกหลิว คุณควรซ่อนตัวก่อน พวกอันธพาลของไห่เยว่กรุ๊ปโหดเหี้ยมมาก พวกเขาอาจทำร้ายคุณได้ ผมต้องไปดูน้องชายผมก่อนเผื่อจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง”


    หลิวชิงหยู่เดินออกไปพร้อมพูดว่า “ในฐานะ นายกเทศมนตรี ผมต้องดูแลประชาชนของผม ผมเองก็อยากรู้ว่าทำไมคนของไห่เยว่กรุ๊ปถึงกล้ามากขนาดนี้”


    เพราะจ้าวไห่เฉียงเป็นห่วงน้องชายของเขา จึงไม่ได้พูดอะไรกับหลิวชิงหยู่มาก ท้ายที่สุดแล้วต่อให้เขาเกลี้ยกล่อมหลิวชิงหยู่ไป แต่เขาก็หวังในใจว่าหลิวชิงหยู่จะไปช่วยน้องชายของเขา


    ทุกคนเดินออกจากบ้านของจ้าวไห่เฉียง ก็เห็นรถตู้สี่คันจอดอยู่ตรงประตู พร้อมกับอันธพาลสักลายยี่สิบกว่าคนถือท่อเหล็ก ไม้เบสบอล ยืนล้อมรอบชาวนาวัย 30 กว่าปีคนหนึ่ง ชายคนที่ยืนตรงข้ามของชาวนาคนนั้น มีรอยสักหัวเสือที่คอ เขาคือคนสนิทของเซี่ยเหล่าลิ่ว หลัวกัง


    หลัวกังมองไปยังชาวไร่ด้านหน้าแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “จ้าวไห่ป๋อ เรื่องขายที่ดินที่เราบอกไปเมื่อเช้านี้ แกคิดอย่างไร จะขายหรือไม่ขาย?”


    จ้าวไห่ป๋อเป็นคนที่ซื่อตรงและดื้อรั้น เขาส่ายหน้าแล้วพูดว่า “คุณหลัวผมไม่ขายที่ดินแน่นอน นายกหลิวบอกไว้แล้วว่าที่ดินบริเวณนี้มันจะทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น”


    ได้ยินคำพูดของจ้าวไห่ป๋อ หลัวกังก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ “จ้าวไห่ป๋อ ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าอย่าโลภมากเกินไป เห็นพวกเมื่อเช้าแล้วใช่ไหม ถ้าไม่อยากมีชะตากรรมแบบนั้น ก็ขายที่ดินซะดีๆ ไม่ต้องพูดถึงหลิวชิงหยู่กระจอกๆ อะไรนั่นอีก แม้เขาจะเป็นนายกเทศมนตรี แต่ในสายตาของฉัน เขาก็แค่เด็กเมื่อวานซืนกระจอกไม่ได้เรื่อง ถ้าแกยังดื้อดึงอีกฉันจะกระทืบแก อย่าคิดว่าพี่ชายของแกเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วเราจะทำอะไรไม่ได้ การที่แกกล้าต่อต้านพวกเรามันก็เหมือนกับต่อต้านผู้ว่าการเทศมณฑล ดังนั้นต่อให้แกดิ้นรนสู้ตายไปก็เปล่าประโยชน์ ฉันจะถามเป็นครั้งสุดท้าย แกจะขายหรือไม่ขาย”


    ในตอนนี้ รอบๆ ด้าน ผู้คนก็เริ่มมามุงดูแล้ว สำหรับชาวบ้านทั่วไปเขาไม่ได้สนใจอะไร จุดประสงค์ของเราคือการเชือดไก่ให้ลิงดู เขาอยากจะบอกชาวบ้านทั่วไปว่า ต่อให้เป็นน้องชายของผู้ใหญ่บ้าน แต่ไห่เยว่กรุ๊ปของเราก็กล้ากระทืบ แล้วนับประสาอะไรกับคนธรรมดา


    เมื่อพวกหลิวชิงหยู่มาถึงก็ได้ยินสิ่งที่หลัวกังพูด มันทำให้หลิวชิงหยู่สีหน้าเปลี่ยนแปลงไป ก่อนที่เขาเดินแหวกเข้าไปในฝูงชน