“โอ้! ม่าย!!!!! พักร้อนของช้าน!” เสียงของเทพสาวผมทองดังลั่นห้อง ซึ่งมันไม่ใช่ห้องของตัวเธอเอง“นี่! เบาๆหน่อยสิมิลลี่ แค่ทำงานนี้ให้เสร็จเธอก็ไปลาหยุดยาวได้แล้ว งานมันด่วนจริงๆนะจะให้ทำยังไงได้ล่ะ” เทพชายชราหนวดขาวยาวอย่างกับพ่อมดกล่าวเตือนเทพสาวที่หน้าบอกบุญไม่รับตรงหน้า“ใจเย็นๆก่อนนะมิลลี่ เดี๋ยวพวกเราช่วยกันแป๊บเดียวก็ทำเสร็จแล้ว” คายะที่ยืนอยู่ข้างๆกล่าวปลอบใจเพื่อนสนิท“แต่ข้าคิดว่าเรื่องนี้มันไม่ง่ายหรอกนะคายะ” เทพชรากล่าวย้ำด้วยความเคร่งเครียด ดูเหมือนว่างานนี้จะยากเกินความคาดเดาของเทพสาวจริงๆในตอนแรกสองเทพธิดามาที่ห้องทำงานของหัวหน้าของพวกเธอ ก็เพื่อทำเรื่องลางานก่อนที่จะเดินทางไปยังโลกมนุษย์ แต่กลับกลายเป็นว่ามีงานด่วนเข้ามาเสียก่อน จึงทำให้แผนการตามสอดแนมกามเทพหนุ่มต้องเลื่อนออกไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด ส่วนงานด่วนที่ต้องตกมาถึงมือของสองสาวแผนกจัดการข้อมูลของฮอลล์ออฟไชน์ ที่วันๆทำแต่งานน่าเบื่อกับตัวเลข และตัวหนังสือบนหน้าจอมันย่อมจะไม่ใช่งานธรรมดาๆแน่นอน ยิ่งเมื่อเทพชราเปิดแฟ้มเอกสารบนโต๊ะตรงหน้าเขา สองสาวก็ได้เห็นใบปะหน้าที่มีโลโก้รูปดาบปักหัวลงพร้อมปีกสีทองเด่นสง่า“นี่มัน...คำสั่งจากกองทัพ!” คายะโพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจเพียงแค่เห็นสัญลักษณ์นั้น“เรื่องมัน...ร้ายแรงมากเหรอคะ?” มิลลี่ถามย้ำด้วยอีกคน เพราะเธอก็เข้าใจความสำคัญของหน่วยงานนี้ดี“ก็ยังไม่ร้ายแรงอะไรหรอก แค่ทางเบื้องบนก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของที่หายไปมาก และหน่วยสอบสวนยังทำงานไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เลยสั่งให้กองทัพช่วยด้วยอีกแรงหนึ่ง แต่ทางนั้นก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายสืบสวนเท่าไร พวกเขาเลยต้องการพวกเจ้าสองคนที่พอจะมีข้อมูลเรื่องนี้ไปช่วยแทน” หัวหน้าแผนกการจัดการข้อมูลอธิบายถึงที่มาที่ไปของงานนี้ว่าทำไมถึงต้องเป็นพวกเธอเท่านั้น“เข้าใจแล้วค่ะ แล้วจะเริ่มเมื่อไรคะ?” ถึงแม้ว่าคายะเสียดายอยู่บ้างที่ยังไม่ได้ไปเจอกร แต่เมื่องานตรงหน้านี้เร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับงานที่เธอเคยริเริ่มเอาไว้จึงสามารถทำใจได้อย่างรวดเร็ว“หลังจากเตรียมตัวพร้อมแล้วก็ไปรายงานตัวที่ไลท์ ฟอร์ทภายในวันนี้ได้เลย นี่คือเอกสารรายงานตัวของพวกเจ้า” เทพชรายื่นกระดาษที่มีตัวหนังสือเต็มไปหมดให้แก่เทพสาวทั้งสอง ซึ่งพวกเธอก็รับมันไว้ด้วยความเต็มใจ เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องปกติในแดนเทพจริงๆ ทางด้านของกรในตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างเดินทางไปยังจังหวัดตราด เพื่อทำเควสเผยแผ่ความศรัทธาตามที่ได้รับมอบหมายจากถังลู่ แต่เนื่องจากผู้ดูแลโบสถ์ต้องคอยปลอบโยนยมทูตสาวให้ใจเย็นลง งานต่างๆจึงมอบหมายให้เดวิดเป็นผู้จัดการแทน ทำให้การเดินทางครั้งนี้มีเพียงแค่บาทหลวงสองคน
ซึ่งนั่นก็ทำให้กามเทพฝึกหัดรู้สึกผ่อนคลายสบายใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่ต้องเจอยอดฝีมือจอมอาฆาตแค้นมาตามหาเรื่องเขาไปสักพัก จนกรนั้นรู้สึกว่าเขากำลังมาเที่ยวพักผ่อนยังไงยังงั้น ตลอดทางนอกจากจะดูหนังฟังเพลงแล้วก็เพียงแค่กินกับนอนเท่านั้น ส่วนเดวิดเองก็ไม่ต่างกัน เขาไม่ได้เข้มงวดอะไรกับกรแถมยังตื่นเต้นกับการได้แวะเที่ยวถ่ายรูปตามแหล่งท่องเที่ยวข้างทางมากกว่ากามเทพหนุ่มเสียอีก ในเรื่องของอาหารการกินเทพหมอก็หาข้อมูลร้านดังประจำจังหวัดเอาไว้แล้วด้วย เรียกได้ว่านี่คือการมาเที่ยวมากกว่ามาทำงานด้วยซ้ำ“เอ่อ...คุณเดวิดครับ ของฝากตอนนี้ก็แทบจะเต็มรถแล้วนะครับ ทำไมถึงรีบซื้อตั้งแต่ขาไปล่ะครับ?” กรเอ่ยถามเทพหมอในขณะที่ทั้งสองกำลังหอบหิ้วขนม และของที่ระลึกมากมายมาเก็บบนรถ“ของพวกนี้ผมซื้อไปให้เด็กๆที่บนเกาะต่างหาก คนที่นั่นเขาไม่ค่อยได้ขึ้นฝั่งหรอกเพราะเกาะอยู่ไกลมาก เพราะที่จริงมันเป็นหนึ่งในเขตแดนทางทะเลของประเทศไทย ส่วนระยะทางถึงฝั่งของประเทศเพื่อนบ้านนั้นก็ไม่ใกล้เช่นกัน เรียกว่าเป็นประตูสู่น่านน้ำสากลก็ว่าได้ แต่ที่นั่นถือว่าเป็นสวรรค์บนดินที่แท้จริงเลยทีเดียว” เดวิดพูดไปยิ้มไปเหมือนกับว่าเขาคุ้นเคยกับผู้คนบนเกาะนั้นเป็นอย่างดี และมีความสุขที่ได้อยู่ที่นั่น เมื่อกรได้เห็นท่าทางที่ดีอกดีใจของเดวิดก็อดนึกเปรียบเทียบกับเหล่าเทพในไลเทนเนียไม่ได้ พวกนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแข่งขันที่จะก้าวหน้าในฐานะเทพ ไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากเควสของตัวเอง และดูถูกผู้ที่ต่ำต้อยกว่า พวกเขาเป็นเทพที่ไม่มีความสุขเอาเสียเลยไม่ต่างจากผู้คนในเมืองใหญ่สักนิด‘เฮ้อ! ช่างมันเถอะคิดมากไปก็เท่านั้น ว่าแต่คนขับรถหายไปไหนล่ะเนี่ย ให้ยืนถือของตากแดดแบบนี้มันร้อนนะเว้ย’ กรที่ตอนนี้ร้อนกับแดดยามบ่ายแต่ไม่สามารถขึ้นรถได้เพราะมันล็อก ก็ได้แต่บ่นในใจพร้อมสอดส่ายสายตาหาลุงคนขับรถ“มาแล้วๆ ขอโทษด้วยครับผมไปซื้อน้ำหอมใส่รถน่ะ ช่วงนี้ผมรับงานเยอะยังไม่ได้เอาไปรถคาร์แคร์กลัวว่าพวกคุณจะเหม็นกลิ่นอับน่ะครับ มาๆเดี๋ยวผมช่วยจัดของ” ชายวัยประมาณห้าสิบปีผู้เป็นสารถีขับรถตู้กล่าวด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน เพราะด้วยรู้สึกผิดต่อลูกค้า“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่ซื้อน้ำหอมกลิ่นอะไรมาเหรอครับผมนี่ชอบกลิ่นตะไคร้หอมมากเลยนะ” เดวิดไม่ถือสากับลุง เพราะเขากำลังนึกถึงหน้าตาดีใจของพวกเด็กๆที่ได้รับของฝากจากตน“เป็นกลิ่นลาเวนเดอร์ครับ ลูกค้าบอกว่าชอบกลิ่นนี้ทั้งนั้น แต่สเปรย์ไล่ยุงตะไคร้หอมผมก็มีนะ” คนขับรถตอบกลับไปตามมารยาท และอัธยาศัยที่ดี“ลาเวนเดอร์! ลุงว่ากลิ่นลาเวนเดอร์เหรอ?” กรจู่ๆก็โพล่งขึ้นมาเสียงดัง แล้วถามกับลุงย้ำๆถึงกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศรถยนต์ นั่นทำให้ทั้งลุงคนขับรถ และเดวิดชะงักไปด้วยความประหลาดใจกับท่าทางของกรที่ดุร้อนรนเกินปกติ สุดท้ายหลังจากพวกเขาออกรถเดินทางกันต่อ กรก็บอกกับคนขับรถไปว่าเขานั้นชอบกลิ่นลาเวนเดอร์มากๆแค่ดีใจเกินเหตุไปหน่อยเท่านั้น ซึ่งมันก็เป็นความจริงตามนั้นเพียงแต่ว่าสิ่งที่ทำให้กามเทพฝึกหัดต้องตกใจจนตะโกนออกมาก็คือเรื่องราวของดอกไม้ชนิดนี้ ความทรงจำในอดีต และเรื่องที่กรเคยคุยกับคายะ แต่ถ้าจะให้พูดกับเดวิดตอนนี้คนขับรถก็ต้องได้ยินแน่นอน และจะหาว่าพวกเขาเป็นคนบ้าอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมันเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเทพนั่นเอง ทางเดียวที่จะคุยกับเดวิดได้ก็คือส่งข้อความทางโซเชียลมีเดียในสมาร์ทโฟนเท่านั้น ซึ่งกามเทพหนุ่มก็พิมพ์ข้อความเล่าเรื่องทั้งหมดตามความเป็นจริง ตั้งแต่ที่เขาได้กลิ่นลาเวนเดอร์ครั้งแรกในแดนเทพที่ห้องของคายะ จนเกิดภาพความทรงจำในอดีตแทรกเข้ามา แต่เมื่อถามกับเทพสาวแล้วเธอกลับบอกว่ามันเป็นดอกไม้ที่มีแค่บนสวรรค์เท่านั้น ไม่มีในโลกมนุษย์ แต่ในตอนนี้มันกลับปรากฏเป็นน้ำหอมที่แพร่หลายไปทั่วโลกเสียอย่างนั้นเดวิด : ลาเวนเดอร์เป็นดอกไม้ที่ใครๆในโลกก็รู้จัก แต่ที่คุณคายะไม่รู้จักนั้นก็มีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้อยู่เพียงข้อเดียวก็คือ ทุกครั้งที่เธอลงมาทำเควสบนโลกเธอไม่ได้พบกับลาเวนเดอร์เลยแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนคุณกรตอนที่เจอดอกไม้นี่ครั้งแรกก็ไม่รู้ใช่ไหมว่ามันมีบนโลกด้วยน่ะกรณ์ : ใช่แล้วครับเป็นอย่างนั้นเลย แต่พอผมได้รู้จากคุณเดวิดว่าภาพความทรงจำที่ผมเห็นเป็นภาพจากชาติก่อน ผมก็เลยพอจะเดาได้ว่าลาเวนเดอร์ต้องมีบนโลกด้วย แต่ก็ลืมเรื่องนี้ไปแล้วจนมาวันนี้นี่แหละกรณ์ : แล้วถ้าเกิดว่าผมได้บังเอิญเจอกับคนที่รู้จักในชาติก่อนผมจะจำเขาได้ไหมครับ เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้เดวิดก็เงียบไปไม่พิมพ์ตอบ กรที่สงสัยจึงเงยหน้าจากมือถือขึ้นมาสบตาบาทหลวงด้านข้าง แต่ปรากฏว่าเดวิดยังคงก้มหน้ามองข้อความที่ค้างไว้อยู่อย่างนั้นไม่ไหวติง เหมือนกับว่าเทพแห่งการรักษาจะเข้าสู่ภวังค์ความคิดเหม่อลอยของตัวเองไปแล้ว