“ถึงแม้ปรมาจารย์โอสถท่านนี้จะหลอมได้แต่โอสถวิเศษขั้นเลี่ยนชี่แต่ฉันอยากให้เกียรติและขวัญกำลังใจเขา จึงขอซื้อในราคาหนึ่งแสน แล้วมันจะเป็นอะไร?”
พลังจิตอันเยือกเย็นอำมหิตเพ่งมาที่ศาสดาจารย์อู่เว่ยตอนนี้ร่างเขาสั่นเทิ้มไปทั้งตัว สักพักจึงได้ยินเสียงอ้อยอิ่งดังขึ้น“ฉันไม่ถือโทษโกรธเคืองนายหรอก ฉะนั้น ถอยไปซะ”
ที่เกินความคาดหมายก็คือจินตันเจินเหรินไม่ถือสาเขา
สำหรับศาสดาจารย์อู่เว่ยที่โดยปกติสามารถเรียกลมเรียกฝน[1]ได้ตั้งแต่เขาประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงมา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ลิ้มลองรสชาติของการถูกบีบให้ยอมจำนนและเป็นครั้งแรกที่มีคนมาวิจารณ์สถานะศาสดาจารย์ของหนึ่งในวิชาสายเสริมว่า‘นายมันมือไม่ถึง ถอยไปซะ’
แต่มันเป็นเรื่องจริง จินตันเจินเหรินที่อยู่ตรงนี้ทุกคนไม่เคยใช้ยาเหลวมาก่อนสักคนเดียว!
สมัยที่พวกเขาเริ่มฝึกตน ตอนที่ตบะเพิ่งอยู่ในขั้นเลี่ยนชี่อย่างน้อยพวกเขาคงสัมผัสกับโอสถวิเศษในราคาทั่วไปมากันแล้วไม่มากก็น้อยและโอสถวิเศษราคาทั่วไปนั้นเหนือกว่ายาเหลวหลายเท่าตัว จนยาเหลวไม่ใช่สิ่งที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับโอสถวิเศษได้เพราะมันอยู่คนละชั้นกันอย่างลิบลับ! และยิ่งไปกว่านั้นเจินเหรินท่านนี้ยังเป็นผู้ที่ตระหนักถึงอิทธิฤทธิ์ของโอสถวิเศษเป็นอย่างดีเพราะโอสถวิเศษเพียงเม็ดเดียวทำให้เขาได้ขึ้นมานั่งบนบัลลังก์ของจินตันได้!
และนี่ก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เหล่าจินตันเจินเหรินสนใจงานประมูลครั้งนี้
ใบหน้าของศาสดาจารย์อู่เว่ยเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด อยากตอบโต้แต่ทำไม่ได้ผ่านไปพักใหญ่จึงถอนหายใจเฮือกยาว พลันหันกลับไปมองที่โหลหยกในมือของสวีหยางอี้โค้งคำนับลงลึก และนั่งเข้าที่อย่างไม่พูดจา
ได้เห็นศาสดาจารย์อู่เว่ยแห่งศาสตร์ยาเหลวผู้ยิ่งใหญ่นิ่งเงียบไม่พูดจา ผู้คนมากมายก็ยิ่งตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของการปรากฏตัวของศาสตร์หลอมโอสถ
“ท้องฟ้าคงเปลี่ยนสีในเร็ววัน...” ผู้เฒ่าแก่หงำเหงือกคนหนึ่งหรี่ตาพูด“ศาสตร์หลอมโอสถปรากฏขึ้น ยาเหลวกับยาแคปซูลถึงคราต้องจบสิ้น พวกเราปฏิเสธคุณประโยชน์ของโอสถวิเศษต่อโลกผู้ฝึกตนไม่ได้ถ้าไม่ปรับตัวไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป... สุดท้ายจะถูกยุคสมัยใหม่เนรเทศออกไปเอง...”
“หลังจากนี้อีกไม่นาน...เกรงว่าธุรกิจสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำอย่างยาเหลวและยาแคปซูลคงถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์แน่นอน...”ผู้ฝึกตนวัยรุ่นคนหนึ่งถอนหายใจเอ่ยอย่างสลด
ฉากเมื่อครู่ หาได้เป็นการสาดน้ำเย็นใส่บรรยากาศในงานไม่แต่เป็นการสาดน้ำมันเชื้อเพลิงใส่เข้าไปเต็มๆ !
บรรยากาศที่เรียบนิ่งคล้ายเมฆบางลมแผ่ว แท้จริงกลับร้อนระอุดั่งถ่านไฟแดงฉาน!
“เรียนท่านอาวุโสเจินเหริน” ขณะนั้น เสียงของสวีหยางอี้เปล่งขึ้นเขาโค้งคำนับเอ่ย “ท่านอาวุโสไม่ต้องกังวลเพราะยังมีโอสถวิเศษชนิดยารองอีกหนึ่งเม็ดครับ”
คำพูดเรียบง่ายนี้ทำให้หลายคนโล่งอก
บรรยากาศเงียบลงไปหลายวินาที น้ำเสียงจากศาลาสีดำจึงดังขึ้นอีกครั้ง“ยารองเฉิงตัน... ไม่ได้ยินชื่อนี้มานานจริงๆ ...โอสถหลอมแกนพลังจินตันที่ฉันกินไปวันนี้ เป็นของยาช่วยจั่วตันเท่านั้น...ช่างเถอะ... ประมูลต่อเถอะ”
ในเวลาไล่เลี่ยกัน!
ศาสดาจารย์อู่เว่ยที่ดูเหมือนถอดใจไปก่อนหน้านี้เพียงเสี้ยวอึดใจภายในใจก็ลั่นกลองฮึดสู้อีกครั้ง ครั้งนี้เขาไม่สนใจสายตาเย้นหยันที่ล้อมรอบตัวไม่สนใจภาพลักษณ์ของตัวเอง ลุกขึ้นพรวดพราดตะเบ็งเสียงตะโกนอย่างเสียอาการ“หกหมื่น! หกหมื่นก้อนหินวิญญาณระดับกลาง!พร้อมตำราโอสถตั้งแต่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับปลายถึงขั้นจินตันสิบตำรา!หากคนไหนมีตำราโอสถในมือมากกว่าฉัน! หรือล้ำค่าหายากกว่าฉัน! ฉันยอม!”
สะเทือนอารมณ์!
บทสนทนากับจินตันเมื่อครู่เสียดแทงใจศาสดาจารย์อู่เว่ยยิ่งนัก!
ไม่ว่าอย่างไร โอสถวิเศษเม็ดนี้ เขาจะต้องได้ไปเท่านั้น!
“เจ็ดหมื่น!” “เจ็ดหมื่น!”
น้ำเสียงเขาเพิ่งสิ้นสุดลงได้ไม่นานน้ำเสียงสองเสียงจากอีกสองปากก็ดังลั่น
“แก...” ศาสดาจารย์อู่เว่ยหันขวับไปทางต้นเสียงทันทีหนึ่งในนั้นเป็นคนสนิทที่คุ้นเคยยิ่งนัก!
คนในสายชีพเดียวกัน ศาสดาจารย์จืออวี่จากเทียนเทียน!
อีกคน... คือศาสดาจารย์ประดิษฐ์อาวุธ ศาสดาจารย์เกามู่หยา!
ตะลึงอยู่หลายวินาที เขาก็เงยหน้าหัวเราะลั่น “ได้! ก็ดี!”
เมื่อหัวเราะจนพอใจ ศาสดาจารย์อู่เว่ยก็มองทั้งสองคนด้วยสายตาลุ่มลึก“ถ้างั้น... พวกเรามาวัดกัน ศาสดาจารย์จากวิชาเวทสายเสริมอย่างพวกเราที่อยู่บนจุดสูงสุดของสายอาชีพนั้นๆใครจะสามารถเอาชนะใจปรมาจารย์โอสถท่านนี้ได้!”
เนื่องจากตื่นเต้นและลุ้นระทึก ทำให้ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวอย่างประหลาด“หนึ่งในตำราโอสถที่ฉันมี ได้มาในวันที่ฉันบรรลุเป็นมหาปรมาจารย์ยาเหลวในช่วงที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับตันฉันกับสหายสามสิบคนได้บุกเข้าไปที่วิหารสุสารวารี ลึกลงไปจากผิวน้ำทะเลสองพันสามร้อยเมตรมีตำหนักที่ทำจากทองสำริดทั้งหลังไม่มีร่องรอยสึกหรอแม้แต่น้อย”
“ด้านในตำหนักมีโลงศพทองคำขนาดใหญ่สิบเมตรอยู่หนึ่งโลงเปิดออกมามีชุดโลงศพที่วางเรียงต่อกันอีกเก้าโลง และเมื่อเปิดชุดโลงศพทั้งเก้าสหายของฉันล้มตายหมดจนเหลือฉันเพียงคนเดียว สุดท้ายถึงได้ตำราโอสถมาหนึ่งฉบับ”
เขาเลียลิ้มฝีปากตัวเอง มองสองคนที่เหลือ “ชื่อของตำราโอสถนั้นก็คือ...โอสถอี๋อิ่ง หรือโอสถหลอมวิญญาณ”
ครั้นศาสดาจารย์อู่เว่ยพูดจบมวลพลังจิตทั้งสิบสองก้อนก็ถาโถมมาที่เขาทันที!
หลอมวิญญาณ!
ในโลกของผู้ฝึกตน หากบอกว่าหลอมการหลอมแกนพลังหรือสร้างฐานพลังเป็นความฝันสูงสุดของผู้ฝึกตนมากมายแต่สำหรับจินตันเจินเหรินผู้สูงส่งทั้งสิบสองท่านความฝันและความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขามีเพียงหนึ่งเดียว...
หลอมวิญญาณเพื่อบรรลุขั้นหยวนอิง[2]!
“หวืด ๆ ๆ ...” หมอกควันเอ่อทะลักออกมาจากศาลาสีส้ม นาทีนี้ หมอกสีเทาแผ่ปกคลุมรัศมีในอากาศหลายสิบเมตรแล้วอยู่ๆ ม่านหมอกก็ถูกแหวกออก ทันใดนั้นก็ปรากฏลูกตามีเส้นแตกแขนงทั่วเบ้าและรูม่านตาสีทองขึ้นมันกำลังจ้องมองศาสดาจารย์อู่เว่ยที่อยู่เบื้องล่างอย่างพินิจ
ในเวลาเดียวกัน ศาลาสีเขียวก็มีน้ำใสพิสุทธิ์เอ่อออกมาปกคลุมทั่วทั้งหลังพร้อมกับดอกบัวขนาดหลายสิบเมตร และทันใดนั้นก็บานออกแตกเป็นกลีบดอกบัวขนาดหลายเมตรเก้ากลีบโดยมีผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์นั่งอยู่เก้าคนตรงใจกลางที่เป็นเกสรพลันปรากฏกลุ่มแสงสีแดงเรืองรองคล้ายรูปร่างคนแล้วก็ลืมตาขึ้นมาฉับพลัน
ณ ศาลาสีขาวคนยักษ์สูงสองเมตรสามสิบสี่กำลังสวาปามอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่สนใจบรรยากาศในงานแม้แต่น้อยแต่เมื่อคำว่า “โอสถหลอมวิญญาณ” ลอยเข้าหู เขาที่กำลังกัดน่องขาของสัตว์บางชนิดอยู่ก็หยุดชะงักลงพลันเช็ดมือตามตัวและเพ่งมองลงไปเบื้องล่างเป็นครั้งแรก
ศาสดาจารย์อู่เว่ยเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก พลังกดดันวิญญาณของเจินเหรินถาโถมเข้ามาอย่างจงใจราวกับสื่อถามเป็นนัยว่าสิ่งที่เขาพูดเมื่อครู่เชื่อถือได้แค่ไหน?
เขากัดฟันพูดขึ้นต่อ “และ... ตำราโอสถฉบับนี้สามารถใช้ได้ตั้งแต่ขั้นจู้จีขึ้นไปเพียงแต่โอสถประสบความสำเร็จค่อนข้างต่ำ...”
ไม่มีโครพูดแทรก แม้หลายคนอาจไม่เข้าใจขั้นหยวนอิงอย่างถ่องแท้แต่พลังกดดันวิญญาณของจินตันเจินเหรินได้อธิบายทั้งหมดแล้ว
“จำคำพูดของนายเอาไว้ให้ดี” ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน เสียงสดใสของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นอย่างชัดแจ่มสายตาทุกคนพลันไปรวมไปที่จุดเดียว พร้อมกันนั้น ตัวแทนจาก CSIB ทุกคนต่างพากันโค้งคำนับกันพร้อมหน้า
อั้นเซียงเจินเหริน!
ผู้ฝึกตนผู้หญิงเพียงคนเดียวในเหล่าจินตันเจินเหรินทั้งสิบสองคน!ประมุขแห่ง CSIB!
ศาสดาจารย์อู่เว่ยถอนหายใจเฮือกยาว จากนั้น...ก็มองไปหาคู่แข่งทั้งสองคนด้วยสายตาท้าทาย
“บ้าจริง!” ในเวลาเดียวกันผู้นำตระกูลคนหนึ่งเจ็บใจจนแทบอยากตบหน้าตักตัวเองและก็ไม่กล้าทำลายความเงียบในตอนนี้ลง จึงได้แต่กำหมัดยึกยักอยู่ในอากาศลมหายใจอัดอั้นอยู่เต็มอก ใบหน้าแดงเรื่อ!
“ท่านผู้นำ!” “เกิดอะไรขึ้นครับ?”
“ตำราโอสถ!” ผู้นำตระกูลกัดฟันพูดขึ้นอย่างเจ็บใจ “ตำราโอสถ!!!”
น้ำเสียงของเขาพร่าสั่น!
เพียงแค่ประโยคเดียวทำเอาทุกคนในงานอึ้งค้างทันทีใบหน้าฉายแววเจ็บใจออกมาตามๆ กัน!
ใช่แล้ว... ตำราโอสถเชียวนะ!
แต่ไม่มีใครกล้าพูดประโยคนี้ออกไป
“สิ่งของอย่างตำราโอสถ... เมื่อวานจะเป็นเพียงสมบัติล้ำค่าคู่ควรแก่การเก็บสะสมเท่านั้นแต่ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป มันจะกลายเป็นสมบัติล้ำค่าประเมินค่าไม่ได้!”ผู้ฝึกตนข้างๆ กัดฟันพูด “ลืมไปเลย! ทำไมถึงลืมคิดเรื่องนี้!”
“ไม่มีใครคาดคิดว่าศาสตร์หลอมโอสถจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง!จึงไม่มีใครเตรียมตำราโอสถมาเป็นข้อต่อรอง!” ผู้ฝึกตนอีกคนคิดได้เช่นนี้ก็รีบยืนขึ้นออกคำสั่ง “จงตรวบสอบดูว่ามีตำราโอสถโบราณในตระกูลของพวกเราหรือไม่!เดี๋ยวนี้!”
นี่...เป็นเพียงโอกาสเดียวที่จะสามารถดึงความสนใจของปรมาจารย์โอสถเพียงหนึ่งเดียวท่านนั้นได้!
ศาสดาจารย์จืออวี่กับเกามู่หยาสีหน้าตึงเครียดลงทันที เขาคิดไม่ถึงว่าศาสดาจารย์อู่เว่ยจะงัดไม้เด็ดออกมาทันทีแบบนี้!
เงียบลงไปพักใหญ่ ในที่สุดดวงตาของศาสดาจารย์จืออวี่ก็วาวประกายขึ้นพร้อมกับพูดกับสวีหยางอี้บนเวที “สหายสวี ฉันรบกวนฝากข้อความไว้ด้วย”
“เชิญครับ” สวีหยางอี้ไม่แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจออกมาแม้แต่น้อยเขาเพียงประสานมือ
“ฝากเรียนไปถึงท่านปรมาจารย์โอสถ...ท่านคงรู้จักภูตวิญญาณโอสถว่าคืออะไร...”
สวีหยางอี้ที่ก้มหน้าอยู่เผลอเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นเต้นทว่าก็รีบปรับสีหน้าเป็นปกติชนิดที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น
ภูตวิญญาณโอสถ... ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะรู้จักภูตวิญญาณโอสถด้วย!
เป็นเพราะตัวเขาสยบภูตวิญญาณโอสถได้จึงได้รู้เรื่องนี้...แต่นี่ยังไม่สำคัญเท่า... หรือว่า...ตำราโอสถของศาสดาจารย์จืออวี่มีบางอย่างเกี่ยวข้องกับภูตวิญญาณโอสถ?
“สิ่งที่ฉันมีไม่ใช่ตำราโอสถแต่เป็นวิชาเวทที่เป็นประโยชน์ต่อปรมาจารย์โอสถยิ่งนัก วิชาเวทนี้มีชื่อว่า...เวทปลุกภูตวิญญาณ”
“วิชาเวทนี้ ฉันได้มาจากคัมภีร์โบราณม้วนหนึ่งมันสามารถเรียกปลุกภูตวิญญาณโอสถตั้งแต่ขั้นจู้จีขึ้นไปได้”ศาสดาจารย์จืออวี่มองสวีหยางอี้ด้วยสายตาลุ่มลึก “ไม่รู้เมื่อไหร่กว่าท่านปรมาจารย์โอสถจะได้ใช้ตำราโอสถหลอมวิญญาณ แต่วิชาเวทนี้ สามารถใช้ได้ตั้งโอสถขั้นจู้จีขึ้นไปและฉันยังมีตำราโอสถขั้นจู้จีมอบให้อีกสามตำรา!”
ศาสดาจารย์อู่เว่ยมองศาสดาจารย์จืออวี่อย่างตกตะลึงเขาคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีไม้เด็ดซ่อนอยู่เช่นกันวิชาเวทนี้เป็นประโยชน์ต่อปรมาจารย์โอสถพอๆ กับตำราโอสถของตัวเองเลย!
แถมยังใช้ได้เร็วกว่าด้วย!
จริงอยู่ที่โอสถหลอมวิญญาณของตัวเองมีประโยชน์อันใหญ่หลวงเหมือนกันแต่ต้องใช้กับผู้ฝึกตนขั้นจินตันจึงจะเห็นผล...สำหรับปรมาจารย์โอสถมือใหม่ที่ยังหลอมไปแค่โอสถวิเศษขั้นเลี่ยนชี่ก้าวต่อไปของเขาก็ต้องเป็นขั้นจู้จีไปโดยปริยาย!ดังนั้นวิชาเวทปลุกภูตวิญญาณอีกฝ่ายจึงได้เปรียบกว่าโอสถหลอมวิญญาณของเขาในแง่ของเวลาการใช้!
เกามู่หยาเงียบลงไปสักพัก และแล้วก็เอ่ยปากพูดขึ้น“โครงอาวุธเวทมนตร์ตั้งต้นระดับ A หนึ่งชิ้นพร้อมกับเจ็ดหมื่นก้อนหินวิญญาณระดับกลาง”
ตอนนี้ ทุกคนหุบปากเงียบกริบ
เห็นได้อย่างชัดเจนพวกเขาไม่มีทางสู้ข้อเสนอของศาสดาจารย์อู่เว่ยและศาสดาจารย์จืออวี่ได้เลย!
มีเพียงคนในแวดวงเดียวกันเท่านั้นที่รู้ว่าสิ่งไหนพอหักล้างกันได้!
งานประมูลครั้งนี้ ได้กำหนดคู่แข่งการประมูลเอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มงานแล้ว
ไป๋เสออึ้งไปเลย อึ้งแล้วอึ้งอีก อึ้งไปแล้วไม่รู้กี่รอบ
เขาไม่สามารถประเมินราคาของสิ่งที่คนเหล่านี้เสนอขึ้นมาได้แล้ว!
หลังจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป...เกรงว่าราคาของตำราโอสถโบราณคงพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าอย่างแน่นอน!
แทบไม่อยากนึกถึงตัวเลขของราคาตำราโอสถหลอมวิญญาณหนึ่งตำรา!ส่วนราคาของเวทปลุกภูตวิญญาณ อันนี้จะประเมินราคาอย่างไรในเมื่อตัวไป๋เสอเองยังไม่เคยได้ยินชื่อของมันมาก่อน!
“สหาย...” เขาส่งสายตาเป็นเชิงถามสวีหยางอี้ว่าจะเอายังไง
ตอนนี้ สวีหยางอี้ก็รู้สึกลำบากใจเช่นกัน
เพราะเขาต้องการทั้งสองอย่างนี้! แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้! ส่วนโครงอาวุธเวทมนตร์ตั้งต้นนั้นตัดออกไปก่อนได้เลย!
และถ้าตอนนี้ เขาตัดสินเลือกขึ้นมา เช่นนั้นทุกคนในที่แห่งนี้อาจสงสัยได้ว่าตัวเขาคือปรมาจารย์โอสถคนนั้น!
เพราะเขาจะตัดสินใจแทนปรมาจารย์โอถคนนั้นได้อย่างไร?
ปลา[3]เขาก็ต้องการ อุ้งตีนหมี เขาก็อยากได้
ห้ามลังเลนานเกินไป!
แววตาสวีหยางอี้ไหวกระเพื่อมเล็กน้อยจากนั้นก็ประสานมือเอ่ย“ขอท่านอาวุโสทั้งสองอยู่ต่อหลังเลิกงานประมูล เพื่อตกลงเจรจาถึงเงื่อนไขการประมูลตอนนี้ผมไม่สามารถให้คำตอบและตัดสินใจแทนท่านปรมาจารย์โอสถได้”
คำตอบนี้ แขกในงานประมูลก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน
สิ่งของที่ทั้งสองฝ่ายเสนอขึ้นมาไม่อาจประเมินราคาได้ตอนนี้ตัวสวีหยางอี้มีตบะอยู่แค่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางแต่หากวันข้างหน้าเขามีโอกาสหลอมวิญญาณเพื่อบรรลุขั้นหยวนอิงขึ้นมาจริงๆ ล่ะ?
วันนั้นตัวเองจะเป็นเหมือนเหล่าจินตันเจินเหรินที่นั่งค้ำจุนบัลลังก์มาเป็นร้อยๆปีแบบนี้ไหมนะ?
และเวทปลุกภูตวิญญาณ เขาต้องการมันตอนนี้!
“ความสำเร็จมักมาจากรายละเอียดเล็กๆ ...” นาทีนี้ เขาตัดสินใจขึ้นมาแล้ว“หากไม่มีวาสนาชี้ทางปรากฏต่อหน้า ผมก็คงได้แค่หน้าระวังหลังระแวง[4]!”
ไม่มีใครพูดถึงเกามู่หยาเลยแม้ว่าโครงอาวุธเวทมนตร์ตั้งต้นที่เขาเสนอขึ้นจะล้ำค่าก็ตามแต่เทียบไม่ได้กับสองคนที่เหลือ
เกามู่หยาก็รู้ตัว จึงได้แต่ถอนหายใจและนั่งลงอย่างเงียบๆ
ศาสดาจารย์จืออวี่กับศาสดาจารย์อู่เว่ยมองตากัน ก่อนแค่นเสียงหึในลำคอพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมายและนั่งลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
“เป็นอันสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านั้นการประมูลโอสถวิเศษห้าเม็ดแรกเสร็จสิ้นแล้ว” เสียงของไป๋เสอดังขึ้นอย่างถูกจังหวะ“ต่อจากนี้ไป ได้โปรดรอสักครู่ หลังจากนี้ยี่สิบนาที จะทำการเปิดประมูลโอสถวิเศษห้าเม็ดสุดท้าย”
--------------------------------------------------------------------------------
[1] เรียกลมเรียกฝนหมายถึงสามารถครอบงำสิ่งธรรมชาติได้
[2] ขั้นหยวนอิง ตามความเชื่อของลิทธิเต๋าหลังจากหลอมแกนพลังหรือผลึกพลังเพื่อบรรลุขั้นจินตันได้สำเร็จมีผลึกพลังภายในร่างกายตัวเองแล้ว จากนั้นก็คือการขัดเกลาและบำเพ็ญวิญญาณของตัวเองสามารถถอดจิตวิญญาณออกจากกายสังขารตัวเองได้ บ้างบอกว่าขั้นนี้มีรูปวิญญาณบ้างบอกว่าในขั้นนี้ไร้สภาพและรูปวิญญาณ เป็นเพียงกลุ่มพลังงานเท่านั้น
[3] ปลาและอุ้งตีนหมีเป็นคำที่มีจากสำนวนคำพูดของเล่าจื่อที่ว่า “ปลาและอุ้งตีนหมีได้มาพร้อมกันไม่ได้”หมายถึง เรื่องดีๆ สองสิ่งไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ง่ายๆซึ่งปลากับอุ้งตีนหมีคือของมีค่าสำหรับคนจีนในสมัยก่อน
[4] หน้าระวังหลังระแวงหมายถึงเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ระมัดระวังจนเกินไป