‘เมิ่งฉาง?’
นั่นนามของนางหรือ?
ฉู่เหินมองดรุณีทั้งสองหายไปจากประตูหอประคองเมฆร่างอรชรสวมชุดกระโปรงสีขาวตัวยาวดวงหน้างามเลิศราวกับภูตพรายหลอมละลายเข้าไปในห้วงคิดของเขา
เมื่อครู่ที่นิ้วมือของทั้งสองสัมผัสกันโดยไม่ได้ตั้งใจนั้นดวงใจฉู่เหินเหมือนถูกกระแทกเข้าอย่างจังเป็นความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดได้เลย
ความอบอุ่นยังคงอยู่ ความสดชื่นจางๆ นั้น...
“เฮอะๆ ข้าเองก็ใช่ย่อย ทำเหมือนไม่เคยเห็นผู้หญิงสวยอย่างนั้นแหละ”
ฉู่เหินตบหน้าผากตัวเองเบาๆ แล้วหัวเราะอย่างอ่อนใจ
แต่ว่ากันตามจริง นางคืออิสตรีที่เลอโฉมที่สุดเท่าที่ฉู่เหินเคยพบพานมาเลย
ไม่ว่ารูปลักษณ์หรือบุคลิกลักษณะ ล้วนแล้วแต่เย้ายวนชวนหลงใหล
ฉู่เหินส่ายหน้า ทิ้งความคิดฟุ้งซ่านสารพัดในหัวออกไปเขาเดินไปยังโต๊ะคิดเงินด้านข้าง ชี้กำไลสีน้ำเงินวงนั้นพลางถาม “ราคาเท่าไรหรือ?”
“ยี่สิบหินผลึกหยวนขั้นกลางเจ้าค่ะ ให้ข้าห่อให้เลยไหม?” สาวหน้าตาสะสวยตอบอย่างสุภาพ
“อื้ม!”ฉู่เหินพยักหน้าแล้ววางหินผลึกหยวนขั้นกลางยี่สิบก้อนไว้บนโต๊ะทันที
หลังแลกเปลี่ยนอย่างง่ายกันเสร็จสิ้นฉู่เหินก็นำกำไลสีน้ำเงินในกล่องไหมเก็บเข้าแหวนเก็บของไป
มาหอประคองเมฆคราเดียวเหลือหินผลึกหยวนแค่ไม่กี่เม็ดแล้ว
ดีที่เรื่อง ‘อาวุธ’ เสร็จสิ้นไปแล้ว ที่เหลือก็แค่จัดการเรื่อง ‘หนี้สิน’ ที่เหลือให้เรียบร้อยก็ฝึกวิทยายุทธต่ออย่างสบายใจได้แล้ว
...
หลังจากนั้น ฉู่เหินก็กลับมาถึงสำนักดาราสวรรค์
มู่เฟิงไม่รู้ไป ‘กร่าง’ ที่ไหนแล้ว เขาไม่ได้อยู่ในห้องแต่อย่างใด
หลังรู้จักกันมาในระยะเวลาสั้นๆ ฉู่เหินกลับรู้สึกว่ามู่เฟิงนั้นน่าคบหาเป็นอย่างยิ่งลำพังแค่เรื่องที่หลินเทามาหาเรื่องตนเพราะจะชิงตำแหน่งเมื่อสายนี้หากเป็นคนธรรมดาคงไม่กล้ายุ่งย่ามอันใดมาก
แต่มู่เฟิงกลับรับหน้าแทนเขาตั้งหลายครั้งเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายหาใช่พวกขี้ขลาดตาขาว
แต่กระนั้นฉู่เหินก็ไม่อาจรับนิสัยพูดเป็นต่อยหอยกับช่างเย้าแหย่ของเขาได้
...
ฉู่เหินกลับมาถึงห้องของตนเอง ปิดประตูเสร็จแล้วก็ลงมือฝึกตนต่อ
เขาเคลื่อนใช้เคล็ดวิชาประทับมังกรเก้าวิญญาณจนวนได้หลายรอบจึงหยิบม้วนหยกออกมา
กางม้วนหยกออกกลับพบว่าว่างเปล่าไร้แม้หนึ่งตัวอักษร
ม้วนหยกนี้คือสมบัติล้ำค่าที่หลีอู๋ซางมอบให้ฉู่เหินมาเมื่อคราวจากเขาเทพสาขาม้วนหยกซ่อนเร้นวิชายุทธไว้เกือบร้อยวิชาด้วยกันมีเพียงผู้ครองขีดจำกัดสายเลือดกายศักดิ์สิทธ์เนตรปีศาจเท่านั้นจึงจะอ่านดูได้
ในสถานการณ์ปกติ ฉู่เหินจะไม่รีบร้อนฝึกวิชายุทธถัดไปแต่อย่างใด
ในเมื่อเขายังไม่ได้เข้าใจฝ่ามือน้ำตกทลายภูผาทั้งหมดซ้ำยังเพิ่งจะได้สัมผัสเคล็ดวิชาประทับมังกรเก้าวิญญาณเท่านั้นเองแต่ฉู่เหินเลือกจะใช้หอกยาว ‘ราชาแห่งศาสตราวุธทั้งปวง’ เป็นอาวุธหลัก จึงต้องฝึกกระบวนยุทธ์ที่ข้องเกี่ยวกับ ‘วิชาหอก’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ไม่รู้ว่าม้วนหยกที่ผู้อาวุโสหลีให้มาจะมีกระบวนยุทธ์เกี่ยวกับ ‘วิชาหอก’ หรือเปล่า?”
ฉู่เหินพึมพำกับตนเอง หากไม่มีแล้วไซร้คงต้องหาทางอื่น
ฉู่เหินไม่คิดมากไปกว่านั้น เขาปลดปล่อยพลังเนตรปีศาจออกมาทันใดดวงตากระจ่างใสดำสนิทวาวแสงสีม่วงงามประหลาดทันตา
ตึงๆ
สิ้นคลื่นพลังประหลาด สรรพสิ่งตรงหน้าของฉู่เหินก็แปรผันรวดเร็ว
เพียงพริบตา โลกมโนสำนึกของฉู่เหินก็ปรากฏกลุ่มแสงสว่างไสวนับร้อยดวง
กลุ่มแสงล่องลอยแน่นิ่งในอากาศ ขนาดประมาณกำปั้นกลุ่มแสงส่วนใหญ่เป็นสีแดง ส่วนน้อยเป็นสีทอง สองกลุ่มเป็นสีขาว...
กลุ่มสีแดงเป็นวิชากระบวนยุทธ์ที่ฉู่เหินยังมีพลังไม่มากพอจะฝึกฝน
ส่วนสีทองนั้นฝึกได้
สีขาวอีกสองสีนั้นคือได้ฝึกไปแล้วเป็นกลุ่มแสงเคล็ดวิชาที่ซ่อนเร้นทั้งฝ่ามือน้ำตกทลายภูผาและมังกรดาวเหนือจรเอาไว้
...
เทียบกันกับครั้งแรกที่มาแล้วกลุ่มแสงสีทองเพิ่มจำนวนขึ้นมาสองสามอันเห็นจะได้
นี่ย่อมเกี่ยวข้องกับการที่ฉู่เหินพลังเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเอง ฉู่เหินเริ่มลองหากระบวนยุทธ์ที่เกี่ยวกับวิชาหอกในวิชายุทธที่สามารถฝึกได้
“เพลงกระบี่เมฆาพรั่นพรึง เพลงกระบี่ระดับขั้นเชื่อมเมล็ดพันธุ์กระบี่ดำเนินเป็นคมมีด ใช้อานุภาพปลิดชีวิต...”
“ดาบมารแปดบาทา วิชาดาบระดับขั้นเชื่อมเมล็ดพันธุ์ แรงดาบเยียบเย็นดาบเดียวสะท้านโลกันตร์ พลังทำลายล้างสูงยิ่ง...”
...
ฉู่เหินพลิกดูวิชากระบวนยุทธ์หน้าแล้วหน้าเล่ารู้สึกซาบซึ้งใจในหลีอู๋ซางและตกใจกับความอุดมและหลากหลายของวิชากระบวนยุทธ์ทั้งหลายไปพร้อมๆกัน
“หอกสลาตันเงาโลหิต?” กลุ่มแสงเรืองรองอ่อนโยนดลให้ฉู่เหินยินดีมีวิชากระบวนยุทธ์เกี่ยวกับวิชาหอกอยู่จริงด้วย
“หอกสลาตันเงาโลหิต วิชาหอกระดับขั้นเชื่อมเมล็ดพันธุ์ สลาตันไร้เงาได้ทั้งรุกทั้งรับ อานุภาพหอกเร็วแรงดุจสายลม เฉียบคมไร้เทียมทาน...”
ได้ข้อมูลในห้วงคิดแล้วฉู่เหินก็ยิ่งพอใจขึ้นอีก
มันก็แล้วกัน!
จากนั้นฉู่เหินก็ส่งจิตสำนักเข้าไปในแสงทองกลุ่มนั้นสิ้นการสั่นไหวของพลังงานเพียงเล็กน้อย วิชาหอกสลาตันเงาโลหิตก็ปรากฏขึ้นในสมองของฉู่เหินอย่างหมดจด
...
พริบตา หนึ่งวันก็ผ่านพ้นไป
ฉู่เหินไม่ได้ออกจากห้องเลยนับแต่เย็นวานจนเช้าตรู่วันนี้
แต่ฟ้าสางไม่ทันไร ประตูห้องก็เปิดออกตาม
ฉู่เหินสวมอาภรณ์รัดกุมเดินออกมา
แกร๊ก!
บังเอิญเหลือเกินว่ามู่เฟิงก็ออกมาพร้อมกันด้วยแต่พอเห็นฉู่เหินแต่งตัวเช่นนั้นแล้วก็ให้อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้“เจ้าจะไปไหนนี่?”
“ออกจากเมือง!” ฉู่เหินตอบตามตรง
“ออกจากเมือง? ไม่ใช่กระมัง! เพิ่งเข้าสำนักไม่ถึงสามวันเจ้าก็รีบร้อนจะออกไปแล้วหรือ?”
“อืม! มีธุระบางอย่าง”
“ข้าว่าสมองเจ้าต้องผิดปกติอะไรสักอย่างกว่าจะได้ตำแหน่งศิษย์อาจารย์ซีหลานมาไม่ใช่เรื่องง่าย ไฉนไม่รออยู่ที่สำนักดีๆเสียเล่า? ช่างสำเริงสำราญเหลือเกิน”
มู่เฟิงเบ้ปากไม่พอใจ
“ข้ารีบ มีธุระอันใดค่อยว่ากัน”
ว่าจบฉู่เหินก็หันหลังเดินออกจากเรือนไปอย่างเร่งรีบ
อีกไม่นานนักก็จะถึงเวลาตลาดในเมืองหลวงเปิดแผง ถนนหนทางมีผู้คนสัญจรไปมาย่อมจะเสียเวลาเป็นแน่ ออกเดินทางไวหน่อยเป็นการดี
“เฮ้ย เจ้าจะกลับมาเมื่อใดกันเล่า? อย่าพลาดเวลา ‘ประชุมใหญ่ดาวชิงดวง’ เชียวนะศิษย์อัจฉริยะชั้นยอดจากสำนักยุทธขั้นสูงทั้งหมดจะเข้าร่วมกัน...”มู่เฟิงตะโกนเรียกสองสามที แต่ฉู่เหินจากไปไกลแล้ว ไม่ได้ตอบกลับมาแต่อย่างใด
“พิลึกคนเสียจริง ข้าเสี่ยวเฟิงเฟิงผู้ฉกาจฉกรรจ์หนึ่งในใต้หล้าไฉนถึงต้องมาร่วมชายคาเดียวกันกับคนผู้นี้ได้”
มู่เฟิงบ่นกระปอดกระแปด
“ศิษย์น้องฉู่เหิน ศิษย์น้อง เจ้าตื่นแล้วหรือไม่?” ทันใดนั้นเองที่เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากนอกประตู
“เอะอะมะเทิ่งอะไรกัน? ยังเช้าอยู่เลยอย่าโวยวายนักจะได้ไหม?กางเกงในหายหรืออย่าง...เอ่อ ศิษย์พี่กู้ชิงนี่นา! คือว่า เมื่อวานมีคนมาขโมยกางเกงในข้าน่ะ แฮะๆ ข้าไม่ได้ด่าท่านนะ”
กู้ชิงหน้าตามืดมัว ในใจคิดว่ากางเกงในที่ ‘มีแต่กลิ่นเมถุนเต็มไปหมด’ อย่างนั้นใครจะไปอยากแตะ
“ศิษย์น้องฉู่เหินอยู่ไหม?”
“แฮะๆ ท่านมาช้าไปก้าวหนึ่ง ฉู่เหิ่นเพิ่งออกไปเมื่อครู่นี้เองแต่ผู้หล่อเลิศในปฐพียังอยู่ มีการใดจะบอกกล่าวข้าหรือเปล่า!”
“เจ้าตัวไม่ได้มาหาเจ้า ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับเจ้าเลย”
“โอ๊ะ? มีคนมาหาฉู่เหินหรือ? ชายหรือหญิงเล่า?”มู่เฟิงแววตา ‘ทะเล้น’ เต็มเปี่ยม เขาเสริมอย่างอารมณ์ดี “เช้าปานนี้โฉมงามต้องยังไม่ตื่นแน่ผู้มาคงขี้เหร่กระมัง ถูกหรือไม่เล่า?”
“พูดเหลวไหลอะไร? ผู้มาเยือนศิษย์น้องฉู่เหินคือหลงเสวียนซวงแห่งสำนักจันทร์สกาวนะ”
“อะไรนะ? หลง หลง หลงเสวียนซวง...” มู่เฟิงพูดจาอ้ำๆอึ้งๆ ถามทั้งเบิกตากว้าง “หนึ่งในสี่โฉมสะคราญแห่งนครหลวงหลงเสวียนซวงน่ะหรือ?”
“ถูกต้อง หลงเสวียนซวงนั่นแหละ รีบบอกข้ามาว่าศิษย์น้องฉู่ไปไหน? ข้าจะได้ดูว่าตามเขาไปทันหรือเปลา คุณหนูหลงยังรออยู่ที่ลานเจ็ดดาวนะ!”
ฟ้าว
กู้ชิงไม่ทันเอ่ยจบ มู่เฟิงก็หายวับไปกับตา เขายืนงงงวยอยู่ที่เดิมเมื่อครู่รู้สึกเหมือนมีลมพัดผ่านแล้วมู่เฟิงก็หายไปไร้แม้เงา
...
ลานเจ็ดดาว!
ร่างอรชรงดงามแสนเย็นชาดึงดูดสายตาฝูงชนรอบข้างดวงหน้างามลออเหลือใดจะปานของหลงเสวียนซวงฉายรัศมีราวโฉมฉายบนเขาน้ำแข็งก็มิปาน
ผู้คนรอบด้านมองนางด้วยอาการตะลึงทุกคนไป
“นางคือหลงเสวียนซวงนี่นา! งดงามเหมือนที่เขาเล่าลือกันโดยแท้”
“นางมาสำนักดาราสวรรค์ของพวกเราได้เช่นไรกัน?”
“ไม่รู้หรอก ดูท่าทางนางน่าจะกำลังรอใครอยู่นะ”
...
หลงเสวียนซวงยืนนิ่งอยู่กับที่ นิ่งเสียจนไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
“ฮ่าๆๆๆ...”
ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะร่าราวกับเป็นประสาทก็ดังลั่นมากะทันหัน “เช้าตรู่เช่นนี้คนงามตื่นขึ้นเพราะความงามแห่งนาง มีแต่คนอัปลักษณ์เท่านั้นที่ยังหลับต่อได้คุณหนูหลง ข้ามีนามว่ามู่เฟิง ยินดีที่ได้พบๆ”
ฝูงชนโดยรอบอดอึ้งไม่ได้ หลงเสวียนซวงมาหามู่เฟิงหรือ?
แต่ดูอย่างไรก็ไม่น่าใช่!
“คือว่า คุณหนูหลง ศิษย์น้องฉู่เหินเพิ่งรีบรุดออกเดินทางไปไม่นานมีการอันใดให้ข้าช่วยเหลือหรือไม่?” มู่เฟิงสะบัดหน้าเล็กน้อยใบหน้าประดับยิ้มที่หลงนึกไปเองว่างามสง่าเสียเหลือเกิน
หลงเสวียนซวงช้อนตาขึ้นมอง กลีบปากแดงเผยอขึ้นเป็นคำถามเรียบนิ่ง“เขาไปไหนแล้วหรือ?”
“เขาออกจากเมืองไปแล้ว อีกหลายวันกระมังกว่าจะกลับมา ส่วนไปที่ไหนแน่นั้นหาได้บอกไม่...”
“ขอบคุณที่บอกให้รู้!”หลงเสวียนซวงตอบรับแล้วจึงหันหลังเดินจากไปทันใด
“เดี๋ยวๆๆ คุณหนูหลง พานพบกันนับเป็นโชคชะตา ศิษย์น้องฉู่เหินไม่อยู่มีการอันใดให้ข้าช่วยไหม? หรือเขาติดเงินเจ้าหรือ? มิน่าเล่าวันนี้ถึงได้รีบรุดออกเดินทางนัก คงหนีหนี้เป็นแน่ แฮะๆศิษย์น้องฉู่เหินติดเงินท่านเท่าใดเล่า! ข้าใช้คืนแทนเขาได้นะจะว่าไป จะขอเชิญคุณหนูหลงไปดื่มน้ำชา ถกเรื่องปรัชญาชีวิตคนกันเสียหน่อย เดี๋ยวๆคุณหนูหลง ข้ายังพูดไม่จบเลยนะ! อย่าเพิ่งไปสิ...”
แผ่นหลังของหลงเสวียนซวงค่อยๆ ไกลออกไป มู่เฟิงถูกคนทั้งหลายกลอกตาใส่
“พับผ่า ข้าหล่อเหลาเอาการปานนี้ยังไม่สนอีกหรือ? คุณหนูหลงคงยังหลับไม่ตื่นดีจนเห็นหน้าข้าไม่ชัดกระมัง”มู่เฟิงพยักหน้าพูดเองเออเอง
“แต่จะว่าไปแล้ว ฉู่เหินกับหลงเสวียนซวงเกี่ยวข้องกันอย่างไรนี่?”
...
กระนั้น ห้วงเวลานี้ฉู่เหินได้เหยียบย่างบนเส้นทางไปเทือกเขาไร้กระดูกแล้ว
เทือกเขาห่างจากเมืองหลวงสองร้อยลี้ ป่าไม้กว้างใหญ่ไพศาลเขาลึกที่เชื่อมต่อกันไร้จุดสิ้นสุด สัตว์ปีศาจมากมายแหล่งรวมสัตว์ร้ายนับไม่ถ้วนไว้ในที่เดียวกัน
หลังฉู่เหินไปจากนครหลวงก็แบกหอกเงามืดไว้บนหลังตลอดเวลา
หอกเงามืดหนักห้าสิบชั่งมีน้ำหนักพอตัว ฉู่เหินย่างเท้าเหาะเหินมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาไร้กระดูกชนิดห้อตะบึง ดวงตาลุ่มลึกวาววามแสงคมกริบ
…………………………