เสียงปะทะของสองขั้วพลังอันยิ่งใหญ่ที่ดังกึกก้องมาจากบริเวณใจกลางป่ามรกตในยามนี้สร้างความหวาดกลัวให้แก่เหล่าผู้คนจำนวนมาก สายฟ้าที่ฟาดลงมาจากท้องนภาราวกับเป็ทัณฑ์แห่งทวยเทพที่กำลังพิพากษาโลก เพลิงอัคคีสีแดงฉานที่ลุกโชนเข้าปะทะกับสายฟ้าที่ฟาดลงมาก็ราวกับว่ามันเป็ไฟจากนรกที่กำลังจะแผดเผาผืนป่าแห่งนี้ให้สูญสิ้นไป แม้จะอยู่ไกลนับสิบกิโลเมตรก็ยังคงรับรู้ได้ถึงความน่าหวาดกลัวของสิ่งที่เกิดขึ้น
นี่คือการปะทะกันระหว่างสองนักเวทผู้ยิ่งใหญ่ในระดับเซียนมนตรา มันเป็การต่อสู้ที่เดิมพันไปด้วยชีวิต ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงเหตุผลของการต่อสู้ในครั้งนี้ สิ่งที่รับรู้ได้มีเพียงกระแสพลังเวทอันแข็งแกร่งทั้งสองสายที่ทำลายล้างกันไปมาเท่านั้น จิตใจของผู้คนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หากการปะทะนั่นย้ายที่มาใกล้กับเมืองที่พวกเขาอยู่อาศัยแล้วล่ะก็ นั่นหมายถึงการสูญสลายของเมืองที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่เป็แน่ แม้จะไม่รู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของการต่อสู้ แต่เหล่าผู้คนก็คาดเดาว่านี่คงเป็การ่ชิงอำนาจที่จะอยู่เหนือสุดบนโลกเวทมนตร์แห่งนี้
นักเวทในระดับเซียนมนตรานั้นคือตัวตนที่ราวกับเทพเ้า เป็ตัวตนที่ผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง เพียงแค่ฝ่ามือเดียวก็สามารถลบเมืองทั้งเมืองให้หายไปจากแผ่นดินได้ พลังของนักเวทในระดับเซียนมนตรานั้นราวกับเทพผู้ยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้ การปะทะกันของสองผู้ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้จึงสร้างความหวาดกลัวให้กับเหล่าผู้คนเป็อย่างมาก ทุกครั้งที่สายฟ้าฟาดลงมาแผ่นดินก็สั่นะเืราวกับจะพังทลาย ยิ่งอยู่ใกล้เท่าใดก็ยิ่งรับรู้ได้ เปลวไฟที่ลุกโซนอยู่นั้นแม้จะอยู่ห่างไกลก็ยังคงรับรู้ได้ถึงกระแสความร้อนที่แผ่ออกมา หากใจกลางการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่ป่ามรกตแต่เปลี่ยนเป็ศูนย์กลางอาณาจักรแห่งใดแห่งหนึ่งแล้วล่ะก็ อาณาจักรนั้นก็คงจะถึงคราวล่มสลายเป็แน่
ณ ศูนย์กลางป่ามรกต ภาพนักเวทผู้ยิ่งใหญ่สองคนที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด บุรุษผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมสีดำสลับลวดลายสีขาวใบหน้าสง่างามราวทวยเทพ แต่ดวงตาของบุรุษผู้นี้ช่างดูแปลกประหลาด มันเป็สีฟ้าครามราวหยดน้ำในมหาสมุทร ดวงตานี้ช่างดูมีมนตร์เสน่ห์อันลึกลับจนอาจจะหยั่งถึงความคิดภายในจิตใจของชายผู้นี้ หากสังเกตอย่างถี่ถ้วนจะเห็นว่าภายในดวงตาคู่นี้มีสายฟ้าวิ่งผ่านไปมาอยู่มันทำให้ชายผู้นี้ดูลึกลับและสง่างามอย่างน่าแปลกประหลาด
ส่วนบุรุษอีกผู้หนึ่งแต่งกายด้วยชุดเกราะสีทองที่ใบหน้าของชายผู้นี้มีปานสีแดงรูปเปลวเพลิงที่สั่นไหวไปมาราวกับมันมีชีวิต ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวราวกับสัตว์ป่า ลักษณะของชายผู้นี้ราวกับอัศวินผู้ที่ผ่านศึกามาอย่างโชกโชน
ทั้งคู่ต่างตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ไม่ต่างกันนักสายโลหิตที่ชโลมกายของทั้งคู่ดูคล้ายผู้ที่เปียกปอนจากสายฝน แต่มันคงเป็ฝนแห่งความตาย หนึ่งสวมเสื้อคลุมที่ขาดวิ้นร่างกายเต็มไปด้วยาแ กับอีกหนึ่งที่สวมชุดเกราะที่เต็มไปด้วยรอยบุบสลายและแตกร้าว
“ เรนเดลเ้ามันสุนัขลอบกัด ! “
บุรุษผู้สวมเสื้อะโออกมาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“ การศึกย่อมไม่เลือกวิธีการ หากจะโทษก็จงกล่าวโทษในความโง่เขลาของเ้าเอง “
ผู้ที่ถูกขานนามว่าเรนเดลกล่าวตอบด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเ็า
“ ทั้งๆที่ข้าคิดว่าเ้าเป็สหาย แต่เ้ากับใช้วิธีสกปรกลอบวางยาพิษข้า อั๊กกก !! “
ทานอสกัดฟันพูดออกมาด้วยความโกรธแค้นก่อนที่จะกระอักเืออกมากองใหญ่ เืที่กระอักออกมานั้นเป็สีดำสนิทส่งกลิ่นเน่าเหม็นคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นไอของคำสาปอันชั่วร้ายและร่องรอยของยาพิษบางอย่าง
“ โลกใบนี้ไม่ได้้าราชันย์ถึงสองคนหรอกทานอสเ้าเองก็น่าจะเข้าใจดี“
เรนเดลกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่เ็าแววตาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งการฆ่าฟันที่ลุกโชน มีเพียงการหลั่งโลหิตเท่านั้นที่จะจบเื่ราวทุกอย่างลงได้
เมื่อได้ฟังคำตอบของเรนเดลที่กล่าวออกมาทานอสก็เหมือนตัดสินใจบางอย่างได้ สายตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว จิตใจลุกโชนไปด้วยความโกรธแค้นและความเจ็บช้ำ เขากำดาบสีเงินในมือแน่นก่อนที่จะดาบเล่มนั้นกรีดลงที่มือแล้วใช้โลหิตของตัวเองเขียนวงแหวนเวทบางอย่างออกมาด้วยความรวดเร็ว ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มปั่นป่วนราวกับคลื่นลมในมหาสมุทร เมื่อท้องฟ้าเริ่มแยกออกก็ปรากฏสายฟ้านับหมื่นที่ฟาดฟันลงมายังเบื้องล่างราวห่าฝน ดาบสีเงินลอยขึ้นไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มสายฟ้านับหมื่น สายฟ้าเ่าั้เริ่มรวมตัวกันแล้วก่อตัวเป็ดาบสีทองขนาดั์รูปร่างของมันราวกับดาบในตำนานของเหล่าทวยเทพ นี่เป็ทักษะโจมตีที่มีพลังรุนแรงที่สุดที่ทานอสามารถใช้ออกมาได้
“ดาบเทพอัสนีพิโรธ” ในการร่ายทักษะเช่นนี้ออกมาหากตามปกติคงใช้ได้อย่างมากสุดคือสองครั้ง แต่เวลานี้มันต่างออกไปจากยามปกติไม่เพียงแต่ถูกลอบวางยาพิษแต่เขายังใช้พลังเวทออกไปในการต่อสู้เป็จำนวนมากเขาสามารถใช้ดาบเทพอัสนีพิโรธได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เขากับกับเรนเดลต่อสู้กันมาถึงสามวันสามคืนทำให้แทบไม่มีพลังเวทที่หลงเหลืออยู่มากมายนัก หากไม่ใช่เพราะว่าเขาเสียสละพลังชีวิตบางส่วนก็คงไม่อาจจะร่ายเวทเช่นนี้ออกมาได้
“ ถึงกับยอมเสียสละพลังชีวิตเพื่อทักษะเด็กเล่นพรรณ์นี้ เ้าคิดว่าจะทำอะไรข้าได้รึไงทานอส “
แม้จะกล่าวออกมาด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยคำดูถูกแต่เรนเดลก็หาได้ดูถูกพลังของดาบเทพอัสนีดังที่กล่าวออกไป เขากำดาบสีดำในมือแน่นก่อนที่จะเรียกใช้ทักษะเวทบางอย่างออกมา ทันใดนั้นปานสีแดงรูปเปลวเพลิงบนใบหน้าของเขาก็เริ่มสั่นไหวไปมาแล้วค่อยๆขยายขนาดออกจนครอบคลุมไปทั่วใบหน้า พลังเวทกลายเป็เข้มข้นและแข็งแกร่งขึ้น เปลวไฟอันร้อนแรงและบ้าคลั่งถูกจุดขึ้นมาจากการร่ายเวทของเรนเดลมันค่อยๆรวมตัวกันกลายเป็ัเพลิงขนาดั์ ทุกที่ที่มันบินผ่านก็กลายเป็เพียงเศษเถ้าถ่านและเศษเถ้าธุลีไปในพริบตา มันบินมันวนไปรอบๆดาบสีดำในมือของเขาจนดูคล้ายกับว่าดาบและัเพลิงกำลังรวมกันกลายเป็หนึ่งเดียว นี่เป็ทักษะที่แข็งแกร่งที่สุดของเรนเดลเช่นกันมันมีชื่อว่าทักษะ”ัเพลิงทมิฬ ”
ทั้งสองจ้องมองไปยังอีกฝ่ายโดยไร้ซึ่งคำพูดใดๆสายตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยจิตสังหาร ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่านี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่จะตัดสินชะตาชีวิตว่าใครจะคือผู้ที่อยู่เหนือกว่า เมื่อดาบเทพอัสนีพิโรธฟาดฟันลงมาเรนเดลก็กำดาบในมือแน่น เปลวเพลิงจากดาบในมือของเรนเดลชราวกับเพลิงจากขุมนรกที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกสิ่ง เมื่อทั้งสองเข้าปะทะกันเสียงะเิดังกึกก้องไปทั่วทั้งป่ามรกตราวกับวันสิ้นโลก ฝูงสัตว์อสูรน้อยใหญ่ในป่ามรกตที่ทนแรงกดดันจากการปะทะของทานอสและเรนเดลไม่ได้ก็สิ้นใจตายไปบ้างก็โดนลูกหลงกลายเป็ละอองโลหิตหรือเศษเถ้าธุลี
เมื่อการปะทะจบลงก็เผยให้เห็นร่างของทั้งสอง ร่างหนึ่งสูญเสียแขนไปหนึ่งข้าง อีกร่างหนึ่งค่อยๆร่วงลงสู่พื้นดิน บนร่างเต็มไปด้วยร่องรอยจากเปลวเพลิง จากนักเวทที่แข็งแกร่งบัดนี้เหลือเพียงลมหายอันรวยรินพร้อมที่จะหายไปได้ตลอดเวลา เรนเดลคือผู้ชนะในศึกครั้งนี้แต่การเขาก็สูญเสียไปไม่ใช่น้อยเช่นกันการโจมตีของทานอสนั้นจู่โจมไปยังแก่นเวทภายในร่างของเรนเดล การจะฟื้นฟูรอยแตกร้าวของแก่นเวทนั้นไม่ใช่เื่จะทำได้โดยง่าย
ทานอสไม่ได้กล่าวอะไรแม้แต่คำเดียว แม้จะพ่ายแพ้แต่ก็เป็การพ่ายแพ้ที่เขารู้ดีว่ามันไม่ยุติธรรมแม้แต่น้อย หากไม่ถูกลอบวางยาพิษเขาคงไม่ต้องมีจุดจบเช่นนี้ ยาพิษนั่นมันไม่เพียงแต่ส่งผลต่อร่างกายแต่มันยังส่งผลต่อการไหลเวียนของพลังเวทในร่างอีกด้วย แต่เขารู้ดีว่าหากกล่าวโทษสิ่งใดไปก็เท่านั้นในเมื่อจุดจบของเขาก็คือความพ่ายแพ้อยู่ดี เขาหัวเราะออกมาเป็ครั้งสุดท้ายให้กับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้เสียงของเขาดังกึกก้องไปทั่วทั้งป่ามรกต มันเป็น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจและความอาฆาต เสียงนั้นค่อยๆเงียบลงก่อนที่ภาพที่อยู่เบื้องหน้าของทานอสจะกลายเป็เพียงภาพเบลอแล้วค่อยๆเลือนหายไป
เรนเดลหลับตาลงก่อนหันหลังจากไปโดยไม่ได้หันมองร่างอันไร้ลมหายใจออกทานอสอีก ภายในใจกลับรู้สึกถึงความอ้างว้างอยู่ลึกๆ ตอนนี้เขาได้สูญเสียทั้งสหายและศัตรูคนเดียวในชีวิตของเขาไปแล้ว เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าใกล้ๆร่างของทานอสมีรอยแยกมิติเล็กๆเกิดขึ้น และบางสิ่งบางอย่างได้ถูกแยกออกจากร่างของทานอส มันมีรูปร่างเหมือนกับทานอสอย่างไม่มีผิดเพี้ยนหากแต่ว่าโปร่งใสกว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกว่าดวงิญญา รอยแยกมิติได้ดูดกลืนดวงิญญาของทานอสเข้าไปก่อนที่จะจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย