ร้าน PITAเริ่มมีคนเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ถึงจะยังไม่ดีมากเท่าเมื่อก่อนแต่ก็ถือว่ายังทำกำไรให้ร้านสามารถพยุงตัวต่อไปได้ในเศรษฐกิจแบบนี้
น้ำหนึ่งมองดูโมนิคที่มาที่ร้านนี้บ่อยขึ้นภายในสัปดาห์นี้เธอมาที่นี่มากกว่าสามวันและไปกลับพร้อมกับอธิปเสมอทำให้เธอรู้สึกใจคอไม่ดีเลยกลัวจะโดนโมนิคแย่งความสนใจจากอธิปไป
‘ไม่น่าเสนอให้เชฟช่วยเธอเลย ให้ตายสิ’ น้ำหนึ่งได้แต่คิดอย่างเสียดาย ที่เธออยากเอาหน้าโดยการช่วยเหลือเขาจนทำให้โมนิคกับอธิปใกล้ชิดกันแบบนี้
เธอใช้่เวลาที่มีคนน้อยเดินเข้าไปหาโมนิคที่กำลังเขียนรายละเอียดคร่าวๆเกี่ยวกับรสชาติอาหารหลายจานที่เธอสั่งทานไปใน่นี้อยู่
“เอ่อ คุณโมนิคคะไม่ทราบว่าตอนไหนที่คุณจะให้แมนเชสรีวิวร้านของเราคะ”
“ฉันก็กำลังทำอยู่นี่ไงคะ กำลังเลือกว่าเมนูไหนมันโดดเด่นที่สุดที่จะนำไปลงเพจไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันมีขั้นตอนการทำงานของฉันเอง” โมนิคบอกด้วยคำพูดที่ตรงๆ ตามสไตล์ของคนต่างชาติที่ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไร
“ไม่ใช่ว่าคุณอยากประวิงเวลาอยู่กับเชฟหรอกใช่ไหมคะ” น้ำหนึ่งเผลอถามออกมาด้วยความกังวลใจทำให้โมนิคมองใบหน้าของเธอที่ดูไม่สบายใจนั้นแล้วยิ้มให้บางๆ
“ฉันไม่ชอบแย่งคนรักของใคร สบายใจได้นะคะฉันไม่ยุ่งกับแฟนคุณหรอก ถึงประเทศที่ฉันจากมาจะเปิดเสรีในเื่ของเซ็กส์แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะมั่ว เปิดเสรีในที่นี้คือการแสดงออกด้านความรักที่มีต่อกันอย่างเปิดเผยแต่เราก็ถือเื่มือที่สามเหมือนกัน ไม่ต้องกังวลนะคะ” โมนิคบอกเธอให้สบายใจ
รู้ว่าส่วนหนึ่งที่น้ำหนึ่งคิดมาก อาจเป็เพราะคนไทยบางคนอาจติดภาพว่าคนต่างชาตินั้นฟรีเซ็กส์แล้วจะมามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอธิป ซึ่งมันก็เป็เฉพาะกลุ่มเท่านั้น ไม่ต่างกับต่างชาติที่มักเข้าใจผิดว่าคนไทยกินเนื้อสุนัขซึ่งมันก็เป็เฉพาะกลุ่มเช่นกัน
น้ำหนึ่งได้แต่อมยิ้มน้อยๆโมนิคยังคงเข้าใจว่าเธอเป็คนรักของอธิป รู้อย่างนี้เธอก็เบาใจแล้วแต่ก็ยังไม่วางใจอยู่ดี เพราะผู้หญิงผู้ชายก็เหมือนไฟกับน้ำมัน
“โมนิค เข้ามาในครัวหน่อยสิ” อธิปออกมาเรียกเธอด้วยตัวเองในตอนนั้นทำให้น้ำหนึ่งถึงกับแอบกำมือแน่น
โมนิคเก็บสมุดลงในกระเป๋าสะพายข้างของเธอแล้วตามเขาเข้าไปในครัวพร้อมกับกระเป๋ากล้องเพราะไม่อยากรบกวนฝากน้ำหนึ่งหรือใครให้ดูให้
“เอากระเป๋าเข้ามาด้วยทำไม”เขาถามเธอด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็เผื่อมันหายมาฉันก็ไม่อยากโทษร้านหรือโทษใคร”เธอบอกเหตุผลแก่เขาตามจริง แล้วนำมันไปวางไปตรงเคาน์เตอร์ด้านหลังที่ว่างอยู่ก่อนจะขยับไปยืนข้างๆ เขา
“ชิมให้ผมหน่อย” เขาถามความเห็นจากเธอ
นทีมองเ้านายที่ปกติไม่เคยขอความเห็นจากใครมาก่อนแม้กระทั่งเขาแต่กลับขอความเห็นกับผู้หญิงที่เขาเคยบอกว่าเธอด้อยประสบการณ์
เขาไม่ได้อิจฉาแต่เขารู้สึกได้ว่าอธิปสนิทสนมกับโมนิคขึ้น และสายตาเขาก็ดูมองเธอต่างไปจากเดิมมากทำให้เดาได้ว่าอธิปเริ่มไว้ใจเธอแล้ว
โมนิคชิมซอสสูตรที่เขาทำขึ้นมาโดยใช้ช้อนตักขึ้นมาแล้วใช้นิ้วก้อยแตะชิมหลับตาพิจารณาอยู่สักครู่ก็ชิมอีกรอบในปริมาณเดิม ก่อนจะชิมครั้งที่สามจากช้อนนั้นโดยตรง
“คุณจะใช้ซอสนี้ทำอะไร” เธอถามเขา
“ผมยังไม่รู้ว่ามันเหมาะกับอะไร”
“ฉันชิมดูแล้วนะรสชาติมันลงตัวมากแล้วแตะด้วยปลายนิ้วเล็กน้อย และทานในปริมาณเยอะแบบติดปลายช้อนก็ยังเข้มข้นอยู่เหมาะกับนำไปผัดกับเส้นพาสต้า หรือทานกับอะไรที่จืด ไม่ได้ปรุงรสเพิ่ม เช่นใช้เป็ดิปซอสกับมันฝรั่งทอด” เธอวิเคราะห์อย่างที่เธอรู้สึก
“แต่..ฉันไม่เคยทานซอสรสชาติแบบนี้มาก่อนมันเค็มติดปลายลิ้นและหอมกลิ่นเกลือ เลยพูดไปตามที่รู้สึกเท่านั้น”เธอบอกเขาอย่างรอบคอบ แล้วหันไปมองหน้าเขาว่าจะพูดอะไรต่อ
“ซอสนี้ทำจากไข่แดงเค็ม คุณรู้จักไหม”เขาบอกเธอแล้วมองเธอด้วยสายตาที่ดูพึงพอใจในการวิเคราะห์ของเธอมาก
“ไข่แดงที่มาจากไข่เป็ดที่แช่ด้วยน้ำเกลือใช่ไหมแต่ฉันเคยกินไข่เค็ม รสชาติมันไม่หอมอย่างนี้”
“ผมนำไข่แดงของไข่ไก่ มาแช่ในเกลือโดยตรงให้เกลือทับถมมันอยู่สามวัน ไข่แดงจะแข็งหลังจากนั้นนำไข่แดงเหล่านี้ออกมาเข้าเตาอบ แล้วนำมาขูดเป็ผงเพื่อทำเป็ส่วนผสมใสซอส”เขาอธิบายกับเธอคร่าวๆ
“มิน่าล่ะฉันรู้สึกว่ามันเค็มๆ มันๆแต่ว่ากลับไม่เค็มมาก คุณคงตีมันเข้ากับเนยให้รสชาติให้นุ่มลงปรุงรสด้วยน้ำตาลเล็กน้อย และเพิ่มของเหลวสักอย่างให้มันเนียนขึ้น น่าจะเป็นม”เธอวิเคราะห์ออกมา
“คุณพูดเกือบถูก แต่ของเหลวจริงๆ แล้วผมใช้เป็กะทิแบบไทยๆแทน เพราะลูกค้าของเราบางคนแพ้นมวัวก็สามารถสั่งเมนูที่ใช้ซอสนี้ได้”อธิปบอกแล้วพยักหน้าให้นทีนำอาหารออกมาสามอย่าง ที่เขาทำใส่ถ้วยชิมใบเล็กเอาไว้
“สปาเกตตีซอสไข่เค็ม กุ้งผัดซอสไข่เค็มและไก่ทอดราดซอสไข่เค็ม” เขาบอกเมนูที่เขาใช้ซอสไข่เค็มตรงหน้าให้เธอลองชิม
โมนิครับมาชิมทีละอย่างแล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ
“สปาเกตตีเข้ากันมากเลยค่ะ เบคอนกรอบๆเข้ากับซอสไข่เค็มมาก กุ้งผัดซอสไข่เค็มก็หวานเนื้อกุ้งเข้ากับซอสรสเค็มกำลังดีค่ะส่วนไก่ทอด ฉันขอแนะนำว่าไม่ควรราดซอสนะคะ ไก่หมักรสชาติพอดีอยู่แล้ว พอมาเจอกับซอสนี้เข้าเลยติดเค็มไปหน่อยแต่หากจะราดจริงๆ ก็ให้เป็ไก่ทอดเปล่าแบบไม่หมักจะดีกว่านี้ค่ะ”
นทีถึงกับปรบมือรัวในการวิจารณ์อาหารของเธอเขาไม่อยากเชื่อเลยว่าโมนิคจะชิมอาหารเพียงคำเดียวแล้วกล้าวิจารณ์ออกมาตรงๆอย่างนี้
ในขณะที่อธิปยิ้มออกมา เป็รอยยิ้มที่กว้างกว่าทุกครั้งที่โมนิคไม่เคยเห็นรวมไปถึงนทีเองเขาก็ไม่เคยเห็นรอยยิ้มของเ้านายผู้เคร่งขรึมและจริงจังอย่างเขามาก่อน
“คุณช่วยผมได้เยอะเลย” อธิปลดยิ้มลงนิดหน่อยแล้วกล่าวชื่นชมเธอออกไปตรงๆ
“มัมเคยสอนว่า ‘อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูควายกินเนื้อวัวอย่าคายให้ลูกนั่งเล่น’ มันแปลว่าฉันไปอาศัยคุณอยู่ก็ควรสร้างประโยชน์แก่คุณบ้าง”
นทีขำก๊ากออกมาในขณะที่อธิปนั้นเอามือเท้าเอวแล้วอมยิ้มส่ายหัวด้วยความขบขัน
“ฉันพูดอะไรผิดไปเหรอคะ”เธอถามเมื่อเห็นท่าทีของนทีกับอธิปที่ดูจะขำกับคำพูดของเธอ
“เขาพูดว่า ‘อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดายปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น’ ต่างหากล่ะครับ”นทีรีบบอกเธอ
“โอ๊ย!”โมนิคยกสองมือปิดหน้าด้วยความอับอายที่ตัวเองอยากแสดงทักษะการพูดสำนวนไทยแต่กลับจำผิด
อธิปหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ในตอนนั้นโมนิคกับนทีมองหน้าเขา ก่อนที่เขาจะกระแอมปิดปากเล็กน้อยแล้วทำตัวปกติ
“มองอะไร ไปทำอาหารสิใบออร์เดอร์ของนายมีอีกใบนี่” เขาหันไปบ่นให้นที
“งั้นฉันออกไปนั่งรอข้างนอกนะคะ”เธอบอกเขาแล้วอมยิ้มนิดๆ ก่อนจะรีบเก็บกระเป๋าออกไปจากห้องครัว เพราะหัวใจเธอดันเต้นแรงกับรอยยิ้มกว้างและเสียงหัวเราะของเขาเข้าให้แล้ว
**********************