ปรุงรักนักชิมรส

    บทที่ 13 ความพยายาม

            ร้าน PITAเริ่มมีคนเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ถึงจะยังไม่ดีมากเท่าเมื่อก่อนแต่ก็ถือว่ายังทำกำไรให้ร้านสามารถพยุงตัวต่อไปได้ในเศรษฐกิจแบบนี้

            น้ำหนึ่งมองดูโมนิคที่มาที่ร้านนี้บ่อยขึ้นภายในสัปดาห์นี้เธอมาที่นี่มากกว่าสามวันและไปกลับพร้อมกับอธิปเสมอทำให้เธอรู้สึกใจคอไม่ดีเลยกลัวจะโดนโมนิคแย่งความสนใจจากอธิปไป

            ‘ไม่น่าเสนอให้เชฟช่วยเธอเลย ให้ตายสิ’ น้ำหนึ่งได้แต่คิดอย่างเสียดาย ที่เธออยากเอาหน้าโดยการช่วยเหลือเขาจนทำให้โมนิคกับอธิปใกล้ชิดกันแบบนี้

            เธอใช้๰่๭๫เวลาที่มีคนน้อยเดินเข้าไปหาโมนิคที่กำลังเขียนรายละเอียดคร่าวๆเกี่ยวกับรสชาติอาหารหลายจานที่เธอสั่งทานไปใน๰่๭๫นี้อยู่

            “เอ่อ คุณโมนิคคะไม่ทราบว่าตอนไหนที่คุณจะให้แมนเชสรีวิวร้านของเราคะ”

            “ฉันก็กำลังทำอยู่นี่ไงคะ กำลังเลือกว่าเมนูไหนมันโดดเด่นที่สุดที่จะนำไปลงเพจไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันมีขั้นตอนการทำงานของฉันเอง” โมนิคบอกด้วยคำพูดที่ตรงๆ ตามสไตล์ของคนต่างชาติที่ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไร

            “ไม่ใช่ว่าคุณอยากประวิงเวลาอยู่กับเชฟหรอกใช่ไหมคะ” น้ำหนึ่งเผลอถามออกมาด้วยความกังวลใจทำให้โมนิคมองใบหน้าของเธอที่ดูไม่สบายใจนั้นแล้วยิ้มให้บางๆ

            “ฉันไม่ชอบแย่งคนรักของใคร สบายใจได้นะคะฉันไม่ยุ่งกับแฟนคุณหรอก ถึงประเทศที่ฉันจากมาจะเปิดเสรีในเ๹ื่๪๫ของเซ็กส์แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะมั่ว เปิดเสรีในที่นี้คือการแสดงออกด้านความรักที่มีต่อกันอย่างเปิดเผยแต่เราก็ถือเ๹ื่๪๫มือที่สามเหมือนกัน ไม่ต้องกังวลนะคะ” โมนิคบอกเธอให้สบายใจ

            รู้ว่าส่วนหนึ่งที่น้ำหนึ่งคิดมาก อาจเป็๲เพราะคนไทยบางคนอาจติดภาพว่าคนต่างชาตินั้นฟรีเซ็กส์แล้วจะมามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอธิป ซึ่งมันก็เป็๲เฉพาะกลุ่มเท่านั้น ไม่ต่างกับต่างชาติที่มักเข้าใจผิดว่าคนไทยกินเนื้อสุนัขซึ่งมันก็เป็๲เฉพาะกลุ่มเช่นกัน

            น้ำหนึ่งได้แต่อมยิ้มน้อยๆโมนิคยังคงเข้าใจว่าเธอเป็๞คนรักของอธิป รู้อย่างนี้เธอก็เบาใจแล้วแต่ก็ยังไม่วางใจอยู่ดี เพราะผู้หญิงผู้ชายก็เหมือนไฟกับน้ำมัน

            “โมนิค เข้ามาในครัวหน่อยสิ” อธิปออกมาเรียกเธอด้วยตัวเองในตอนนั้นทำให้น้ำหนึ่งถึงกับแอบกำมือแน่น

            โมนิคเก็บสมุดลงในกระเป๋าสะพายข้างของเธอแล้วตามเขาเข้าไปในครัวพร้อมกับกระเป๋ากล้องเพราะไม่อยากรบกวนฝากน้ำหนึ่งหรือใครให้ดูให้

            “เอากระเป๋าเข้ามาด้วยทำไม”เขาถามเธอด้วยความไม่เข้าใจ

            “ก็เผื่อมันหายมาฉันก็ไม่อยากโทษร้านหรือโทษใคร”เธอบอกเหตุผลแก่เขาตามจริง แล้วนำมันไปวางไปตรงเคาน์เตอร์ด้านหลังที่ว่างอยู่ก่อนจะขยับไปยืนข้างๆ เขา

            “ชิมให้ผมหน่อย” เขาถามความเห็นจากเธอ

            นทีมองเ๯้านายที่ปกติไม่เคยขอความเห็นจากใครมาก่อนแม้กระทั่งเขาแต่กลับขอความเห็นกับผู้หญิงที่เขาเคยบอกว่าเธอด้อยประสบการณ์

            เขาไม่ได้อิจฉาแต่เขารู้สึกได้ว่าอธิปสนิทสนมกับโมนิคขึ้น และสายตาเขาก็ดูมองเธอต่างไปจากเดิมมากทำให้เดาได้ว่าอธิปเริ่มไว้ใจเธอแล้ว

            โมนิคชิมซอสสูตรที่เขาทำขึ้นมาโดยใช้ช้อนตักขึ้นมาแล้วใช้นิ้วก้อยแตะชิมหลับตาพิจารณาอยู่สักครู่ก็ชิมอีกรอบในปริมาณเดิม ก่อนจะชิมครั้งที่สามจากช้อนนั้นโดยตรง

            “คุณจะใช้ซอสนี้ทำอะไร” เธอถามเขา

            “ผมยังไม่รู้ว่ามันเหมาะกับอะไร”

            “ฉันชิมดูแล้วนะรสชาติมันลงตัวมากแล้วแตะด้วยปลายนิ้วเล็กน้อย และทานในปริมาณเยอะแบบติดปลายช้อนก็ยังเข้มข้นอยู่เหมาะกับนำไปผัดกับเส้นพาสต้า หรือทานกับอะไรที่จืด ไม่ได้ปรุงรสเพิ่ม เช่นใช้เป็๲ดิปซอสกับมันฝรั่งทอด” เธอวิเคราะห์อย่างที่เธอรู้สึก

            “แต่..ฉันไม่เคยทานซอสรสชาติแบบนี้มาก่อนมันเค็มติดปลายลิ้นและหอมกลิ่นเกลือ เลยพูดไปตามที่รู้สึกเท่านั้น”เธอบอกเขาอย่างรอบคอบ แล้วหันไปมองหน้าเขาว่าจะพูดอะไรต่อ

            “ซอสนี้ทำจากไข่แดงเค็ม คุณรู้จักไหม”เขาบอกเธอแล้วมองเธอด้วยสายตาที่ดูพึงพอใจในการวิเคราะห์ของเธอมาก

            “ไข่แดงที่มาจากไข่เป็ดที่แช่ด้วยน้ำเกลือใช่ไหมแต่ฉันเคยกินไข่เค็ม รสชาติมันไม่หอมอย่างนี้”

            “ผมนำไข่แดงของไข่ไก่ มาแช่ในเกลือโดยตรงให้เกลือทับถมมันอยู่สามวัน ไข่แดงจะแข็งหลังจากนั้นนำไข่แดงเหล่านี้ออกมาเข้าเตาอบ แล้วนำมาขูดเป็๲ผงเพื่อทำเป็๲ส่วนผสมใสซอส”เขาอธิบายกับเธอคร่าวๆ

            “มิน่าล่ะฉันรู้สึกว่ามันเค็มๆ มันๆแต่ว่ากลับไม่เค็มมาก คุณคงตีมันเข้ากับเนยให้รสชาติให้นุ่มลงปรุงรสด้วยน้ำตาลเล็กน้อย และเพิ่มของเหลวสักอย่างให้มันเนียนขึ้น น่าจะเป็๞นม”เธอวิเคราะห์ออกมา

            “คุณพูดเกือบถูก แต่ของเหลวจริงๆ แล้วผมใช้เป็๲กะทิแบบไทยๆแทน เพราะลูกค้าของเราบางคนแพ้นมวัวก็สามารถสั่งเมนูที่ใช้ซอสนี้ได้”อธิปบอกแล้วพยักหน้าให้นทีนำอาหารออกมาสามอย่าง ที่เขาทำใส่ถ้วยชิมใบเล็กเอาไว้

            “สปาเกตตีซอสไข่เค็ม กุ้งผัดซอสไข่เค็มและไก่ทอดราดซอสไข่เค็ม” เขาบอกเมนูที่เขาใช้ซอสไข่เค็มตรงหน้าให้เธอลองชิม

            โมนิครับมาชิมทีละอย่างแล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ

            “สปาเกตตีเข้ากันมากเลยค่ะ เบคอนกรอบๆเข้ากับซอสไข่เค็มมาก กุ้งผัดซอสไข่เค็มก็หวานเนื้อกุ้งเข้ากับซอสรสเค็มกำลังดีค่ะส่วนไก่ทอด ฉันขอแนะนำว่าไม่ควรราดซอสนะคะ ไก่หมักรสชาติพอดีอยู่แล้ว พอมาเจอกับซอสนี้เข้าเลยติดเค็มไปหน่อยแต่หากจะราดจริงๆ ก็ให้เป็๞ไก่ทอดเปล่าแบบไม่หมักจะดีกว่านี้ค่ะ”

            นทีถึงกับปรบมือรัวในการวิจารณ์อาหารของเธอเขาไม่อยากเชื่อเลยว่าโมนิคจะชิมอาหารเพียงคำเดียวแล้วกล้าวิจารณ์ออกมาตรงๆอย่างนี้

            ในขณะที่อธิปยิ้มออกมา เป็๞รอยยิ้มที่กว้างกว่าทุกครั้งที่โมนิคไม่เคยเห็นรวมไปถึงนทีเองเขาก็ไม่เคยเห็นรอยยิ้มของเ๯้านายผู้เคร่งขรึมและจริงจังอย่างเขามาก่อน

            “คุณช่วยผมได้เยอะเลย” อธิปลดยิ้มลงนิดหน่อยแล้วกล่าวชื่นชมเธอออกไปตรงๆ

            “มัมเคยสอนว่า ‘อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูควายกินเนื้อวัวอย่าคายให้ลูกนั่งเล่น’ มันแปลว่าฉันไปอาศัยคุณอยู่ก็ควรสร้างประโยชน์แก่คุณบ้าง”

            นทีขำก๊ากออกมาในขณะที่อธิปนั้นเอามือเท้าเอวแล้วอมยิ้มส่ายหัวด้วยความขบขัน

            “ฉันพูดอะไรผิดไปเหรอคะ”เธอถามเมื่อเห็นท่าทีของนทีกับอธิปที่ดูจะขำกับคำพูดของเธอ

            “เขาพูดว่า ‘อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดายปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น’ ต่างหากล่ะครับ”นทีรีบบอกเธอ

            “โอ๊ย!”โมนิคยกสองมือปิดหน้าด้วยความอับอายที่ตัวเองอยากแสดงทักษะการพูดสำนวนไทยแต่กลับจำผิด

            อธิปหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ในตอนนั้นโมนิคกับนทีมองหน้าเขา ก่อนที่เขาจะกระแอมปิดปากเล็กน้อยแล้วทำตัวปกติ

            “มองอะไร ไปทำอาหารสิใบออร์เดอร์ของนายมีอีกใบนี่” เขาหันไปบ่นให้นที

            “งั้นฉันออกไปนั่งรอข้างนอกนะคะ”เธอบอกเขาแล้วอมยิ้มนิดๆ ก่อนจะรีบเก็บกระเป๋าออกไปจากห้องครัว เพราะหัวใจเธอดันเต้นแรงกับรอยยิ้มกว้างและเสียงหัวเราะของเขาเข้าให้แล้ว

    **********************