“เจ้าหยุดพูดมากแล้วฟังข้า หากว่าใต้เท้าจินนั่นมาขอให้เจ้าช่วยอันใดเจ้าก็อย่าได้ตกปากรับคำเขา เข้าใจหรือไม่”
เฉินอี้จะส่ายหน้าปฏิเสธแต่จางฝูลู่จับหน้าเขาเอาไว้แน่น
“ห้ามเจ้าอยู่กับเขาตามลำพังด้วย เข้าใจหรือไม่” จางฝูลู่มองเฉินอี้ที่ทำหน้าดื้อใส่เขาก็นึกหมั่นเขี้ยว จึงเปลี่ยนเป็นหยิกแก้มสองข้างของเขาแทนเฉินอี้โวยวายและปัดมือเขาออก
“แค่นี้ทำมาเป็นโวยวาย เมื่อวานตอนโดนมีดบาดที่คอเจ้าได้ร้องออกมาสักคำหรือไม่” จางฝูลู่กล่าวอย่างรู้ทันเฉินอี้จึงเงียบเสียงและยกมือขึ้นลูบแก้มของตนเองเพื่อบรรเทาความเจ็บ
จางฝูลู่เห็นหน้าสลดของเฉินอี้ก็นึกสงสาร“แผลเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ยังเจ็บอยู่ไหม”
“ไม่แล้ว” เฉินอี้ตอบ มือแตะไปที่คอตนเองและนึกถึงความฝันเมื่อคืน
“ไม่เจ็บก็ดีแล้ว วันนี้ก็ไม่ต้องออกไปไหน พักผ่อนอยู่ที่บ้านนี่ล่ะ”จางฝูลู่กล่าวไปพลางก็หวีผมให้เฉินอี้ไปด้วย
เขาก็บ่นเฉินอี้เรื่องสระผมไปเพียงเท่านั้นมิได้จริงจังอันใด ความจริงแล้วเขาชอบเส้นผมของเฉินอี้มาก เพราะมันนุ่มลื่นมือและ หอมมากด้วยผิดกับเขาที่เป็นคนขี้เกียจ นานๆ จึงจะสระผมสักครั้งถ้าวันก่อนเฉินอี้ไม่บังคับให้เขาเข้าไปในหอนางโลมด้วยกันก็คงอีกหลายวันเขาจึงจะได้สระผม
“ที่จริงวันนี้ ข้ารับปากกับท่านนักพรตว่าจะนำสมุนไพรไปให้เพราะท่านนักพรตกำลังจะเดินทางกลับ ประเดี๋ยวข้าก็ต้องออกไปอารามผิงจิ้งแล้ว”เฉินอี้กล่าว
“เช่นนั้นหรอกหรือ ข้าไปกับเจ้าด้วยดีไหม”
“ไม่เป็นไร เจ้าไปทำงานเถิด ช่วงนี้ที่โรงไม้คงจะมีงานมากเมื่อวานเจ้าก็ออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามิใช่รึ” เฉินอี้ตอบจางฝูลู่
“อืม ก็ใช่ แต่ข้าเป็นห่วงเจ้าน่ะสิ” จางฝูลู่กล่าว
“จะห่วงอันใด ข้ามิได้อยู่คนเดียวเสียหน่อย อาหลิ่งก็อยู่กับข้าด้วย”เฉินอี้ยิ้ม จางฝูลู่นึกขึ้นได้ มองไปรอบๆ และยิ้มแหยๆ
“เอ่อ จริงด้วย ฝากแม่นางอาหลิ่งด้วยนะขอรับ” จางฝูลู่รู้สึกใจหวิวๆ
อาหลิ่งขำท่าทางของจางฝูลู่จึงแกล้งเดินไปกระซิบข้างหูของเขา “ได้อยู่แล้ว”
จางฝูลู่สะดุ้งเฮือกเพราะรู้สึกราวกับอยู่ดีๆ ก็มีลมเย็นเฉียบพัดผ่านมาข้างแก้มเขาวูบหนึ่งตอนนี้ขนที่แขนของเขาลุกตั้งชันอยู่เพียงข้างเดียว
“อะ....อาอี้…..เจ้า….อย่าลืมกินข้าวด้วยนะ ข้า…..ข้าไปทำงานก่อนล่ะ”กล่าวจบจางฝูลู่ก็วิ่งออกจากบ้านไปทันที
เฉินอี้กับอาหลิ่งหัวเราะขึ้นพร้อมกันหลิวซูเจี๋ยมองจางฝูลู่แล้วก็รู้สึกขายหน้านิดๆ และหายตัวตามเขาไป
จินลี่หยางที่ไปถึงกองทหารรักษาเมืองแล้วก็เรียกซุนเฉิงมาพบที่ห้อง และนำสมุนไพรที่เฉินอี้ฝากมาให้กับเขาซุนเฉิงนั้นยังอิดโรยอยู่เล็กน้อย แต่ก็มิได้เป็นอันใดมากเมื่อรู้ว่าเฉินอี้ฝากสมุนไพรมาให้ตนเอง ก็มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นมาทันที
“สีหน้าดีขึ้นแล้วนี่ คงมิต้องกินสมุนไพรแล้วล่ะมั้ง” เหอผิงกล่าวเย้าแหย่
“ได้อย่างไร คุณชายเฉินมีน้ำใจกับข้าเช่นนี้ ขมแค่ไหนข้าก็จะกิน”ซุนเฉิงยิ้มและถือต้นชวนชินเลี่ยนอย่างระมัดระวัง
“แต่ก็ไม่น่าเชื่อเลยนะขอรับพี่จินคุณชายเฉินมีความรู้เรื่องสมุนไพรและการรักษาโรค ทั้งยังมีไหวพริบดีขนาดนี้แต่กลับต้องมาตาบอดแบบนั้น ช่างน่าสงสารนัก” เหอผิงกล่าว จินลี่หยางพยักหน้าน้อยๆ
“อ้อ ตอนนี้ในเมืองมีข่าวลืออยู่เรื่องหนึ่งขอรับหัวหน้าจิน เขาลือกันว่าเมื่อไม่นานมานี้ มีผู้หยั่งรู้คนหนึ่งได้ช่วยเหลือเด็กในร้านบะหมี่เอาไว้ เห็นว่าสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้และยังมีพลังวิเศษเคลื่อนย้ายสิ่งของได้ด้วยนะขอรับ”ซุนเฉิงเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ผู้หยั่งรู้หรือ คนแบบนั้นจะมีจริงได้อย่างไรกัน เป็นพวกหมอดูหมอเดาหรือพวกหลอกลวงชาวบ้านเสียมากกว่าล่ะมั้ง”เหอผิงแค่นหัวเราะ
“ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนั้น เลยลองไปที่ร้านบะหมี่นั่นดูปรากฏว่าที่ร้านนั่นคนเยอะมาก ต้องต่อแถวกันยาวเหยียดกว่าจะได้เข้าไปนั่งในร้านเด็กในร้านคนนั้นชื่อว่าฟู่จี๋หมิ่นและมิว่าใครจะถามอันใดเกี่ยวกับผู้หยั่งรู้คนนั้นก็ตามเด็กนั่นก็จะพูดอยู่แค่ประโยคเดียวขอรับ”
ซุนเฉิงหยุดพูดและกระแอมในคอเล็กน้อยเหอผิงที่แม้ว่าจะทำเหมือนไม่ได้สนใจ แต่หูก็คอยเงี่ยฟัง
“เด็กคนนั้นพูดเพียงว่า ดวงตาสีม่วงลึกล้ำ ใบหน้างดงามดั่งเทพเซียน”เมื่อซุนเฉิงกล่าวจบก็หันไปมองหน้าจินลี่หยาง “หัวหน้าจินท่านคิดเหมือนข้าหรือไม่ขอรับ”
เหอผิงที่ยืนนิ่งอยู่ก็หันไปมองจินลี่หยางเช่นเดียวกัน “เอ่อคุณชายเฉิน ก็มีดวงตาสีม่วงเช่นเดียวกันใช่ไหมขอรับพี่จิน”
จินลี่หยางที่นั่งนิ่งอยู่แม้มิได้กล่าวอันใดออกมา แต่ในใจก็คิดไปถึงเฉินอี้เช่นเดียวกัน
เขานึกถึงเรื่องวันนั้นที่หอนางโลมชิงอ้ายภาพสิ่งของที่กระจัดกระจายและผู้คนที่เซออกมาราวกับถูกแรงกระแทกเป็นวงกว้างอยู่รอบตัวเฉินอี้ที่ใส่หมวกปิดบังใบหน้าไว้ยังติดตาเขาอยู่
เฉินอี้ที่แต่งกายเรียบร้อยแล้วกำลังเดินสะพายตะกร้าสมุนไพรไปบนเส้นทางที่นำไปสู่อารามผิงจิ้ง
และบรรยากาศของเส้นทางนี้ก็มิได้ทำให้เขาผิดหวังเช่นเคย
แม้จะสายจนดวงอาทิตย์ขึ้นสูงแล้วแต่อากาศก็มิได้ร้อน ยังคงเย็นสบาย สายลมพัดเอากลิ่นดอกไม้ลอยมาแตะจมูกให้สูดดม
แต่วันนี้เส้นทางสัญจรมิได้มีเขาเพียงผู้เดียวมีชาวบ้านเดินสวนกันมาบ้างประปราย
อาหลิ่งที่เดินนำหน้าเฉินอี้อยู่รู้สึกว่าคนที่เดินสวนมาหันมาสนใจเฉินอี้กันค่อนข้างมากแต่เฉินอี้นั้นมิได้รู้สึกอันใด ยังคงเดินถือไม้เท้าอย่างอารมณ์ดี
“เจ้าดูชายหนุ่มคนนั้นสิ จะใช่เขาหรือเปล่านะ” เสียงหญิงสาวพูดคุยกันผ่านมากระทบหูของเฉินอี้แต่เขาก็มิได้สนใจ
“อาหลิ่ง” เฉินอี้เรียกนางแต่อาหลิ่งกลับบอกให้เฉินอี้อย่าเพิ่งกล่าวสิ่งใดกับนางในตอนนี้เฉินอี้มีสีหน้างงเล็กน้อย แต่ก็ปฏิบัติตาม
อาจจะเป็นเพราะว่าวันนี้มีคนเดินสวนมาตลอดเส้นทาง อาหลิ่งจึงไม่อยากให้เขาดูเหมือนพูดอยู่คนเดียวจนตกเป็นเป้าสายตาของผู้อื่น
เมื่อเข้าเขตอารามผิงจิ้งอาหลิ่งจึงได้หันมาพูดคุยกับเขา
“เฉินอี้ เห็นท่านบอกว่าเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ มีอันใดเกิดขึ้นหรือไม่”
“อ้อ ไม่มีอันใด เมื่อคืนข้าเพียงแค่ฝันร้าย พอตื่นขึ้นมาก็เลยนอนไม่ค่อยหลับเท่านั้นเอง”
“เช่นนั้นหรือ”
เฉินอี้พยักหน้าอาหลิ่งยิ้ม “ไม่รู้ว่าข้ารู้สึกไปเองหรือไม่แต่วันนี้ผู้คนจ้องมองท่านมากผิดปกติ” อาหลิ่งบอกเฉินอี้
“คงไม่มีอันใดหรอก ก็เป็นเช่นนี้บ่อยๆ มิใช่หรือเวลาที่ข้ามิได้ใส่หมวกปิดบังใบหน้า” เฉินอี้กล่าวพลางยิ้ม อาหลิ่งจึงพยักหน้า
“คงเป็นเช่นนั้น” อาหลิ่งกล่าว
ตงฮุ่ยฉือที่ยืนรอเฉินอี้อยู่เป็นผู้นำเขาเข้าไปหานักพรตเหลิงจิ้นเต๋อเช่นเคย
ขณะที่กำลังเดินเข้าไปหานักพรตตงฮุ่ยฉือก็เอ่ยถามเฉินอี้ “พี่ชายเฉินเมื่อวานนี้ที่ท่านขึ้นเขาไป เป็นอันใดมากหรือไม่”
“มิเป็นอันใดมากหรอก เพียงเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น เอ๋? เหตุใดเจ้าจึง…..”เฉินอี้กล่าวแล้วก็นึกขึ้นมาได้
เรื่องที่ตัวเขาขึ้นไปบนเขาฝั่งตะวันตกและกลับลงมาพร้อมบาดแผลที่คอไม่น่าจะมาถึงหูของท่านนักพรตเร็วขนาดนี้
เพราะกว่าจะกลับลงมาและเดินไปที่ร้านยาไท่อันถังก็เย็นมากแล้วและวันนี้เขาก็เดินทางมาที่อารามผิงจิ้งค่อนข้างเร็ว
ตัวของเขาเองก็มิใช่บุคคลที่คนทั่วไปจะรู้จักถึงขนาดที่ชาวบ้านต้องกล่าวถึงอย่างรวดเร็วปานนั้นเสียที่ไหน
แล้วนักพรตน้อยผู้นี้รู้ได้อย่างไรว่าเมื่อวานนี้เกิดอันใดขึ้นกับเขา