จ้าวหยางจื่อ นายน้อยตระกูลแม่ทัพแห่งราชวงศ์ถัง

    ตอนที่ 32 ซื้อของ

    ขณะที่ทั้งสี่คนเข้าไปในเมือง จ้าวหยางจื่อก็สังเกตรอบตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น ว่าเมืองในยุคโบราณเช่นนี้จะแตกต่างไปจากเมืองที่เขาจากมาหรือไม่ ปรากฏว่าแตกต่างอย่างมาก! ทุกอย่างไร้สีสัน ไร้คอนกรีต จะคล้ายคลึงแต่การตั้งแผงขายของ และเสียงพ่อค้าแม่แค่ตะโกนเชิญชวนพวกเขา

    พอก้าวเท้าเข้าสู่เมืองเข้ามาก็เป็นย่านตลาดทันที ทางข้างหน้าของจ้าวหยางจื่อเต็มไปด้วยแผงลอยและร้านค้าตั้งเรียงรายตามถนน ซึ่งขายทุกอย่างตั้งแต่พวกผ้าต่างๆ ไปจนถึงเครื่องเทศแปลกใหม่

    ขณะที่เดินตามหานมิ่ง จ้าวหยางจื่อก็เลือกดูหลายร้าน เวลาพวกเขาเดินผ่านพวกเขาก็ได้รับการต้อนรับทันทีจากสายตาของพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลาย พลางตะโกนนำเสนอสินค้าของพวกเขาให้จ้าวหยางจื่อรับรู้

    จ้าวหยางจื่อ ซีซวน ซีห่าว ต่างถูกเสียงเหล่านั้นดึงดูดอย่างช่วยไม่ได้ เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ถือว่าเป็นอะไรใหม่สำหรับพวกเขา ก่อนหน้านี้ที่เมืองหลวงฉางอันพวกพ่อค้าแม่ค้าต่างไม่กล้าตะโกนเรียกพวกเขาเช่นนี้เพราะเกรงกลัวบารมีตระกูล

    ทันใดนั้นหานมิ่งก็พูดขึ้น

    “ถ้าพวกเจ้าไม่อยากได้สินค้า ก็อย่าได้ไปเหลียวมอง ประเดี๋ยวจะโดนบังคับซื้อ!”

    ได้ฟังเช่นนั้นทั้งสามคนก็ไม่สนใจพวกพ่อค้าแม่ค้าอีก รีบเดินตามหลังหานมิ่งต้อยๆ

    ยิ่งทั้งสี่คนเดินผ่านถนนสายหลักมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งทิ้งห่างตลาดไปมากเท่านั้น ครึ่งก้านธูปต่อมาทั้งสี่คนก็เดินผ่านย่านตลาดเข้าสู่ย่านบ้านเรือนของผู้คน

    อย่างไรก็ตามย่านนี้ไม่ได้มีแค่บ้านเรือนอย่างเดียว มีเหลาสุรา ร้านสมุนไพร แม้แต่ภัตตาคารอาหารและโรงเตี๊ยม ผสมปนเปกันไป

    เวลานี้หานมิ่งกับสามพี่น้องยืนอยู่หน้าภัตตาคารแห่งหนึ่ง ร้านที่หานมิ่งส่งสัตว์ป่าประจำ

    “รอที่ด้านนอก ทำธุระเสร็จประเดี๋ยวข้าออกมา” พูดจบหานมิ่งก็นำสัตว์ที่เขาล่าได้ เข้าไปในภัตตาคาร

    ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ ภัตตาคารตรงข้ามกันนั้น ได้มีผู้คนที่จ้าวหยางจื่อคุ้นตาเดินออกมา ราวกับมีแรงดึงดูดอย่างน่าประหลาด ทำให้ทั้งสองคนสบตากันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งยังเอ่ยปากพูดพร้อมกัน

    “เจ้า!/ท่าน!”

    เห่อเหลียนสังเกตเห็นว่าเจ้าเด็กหยาบคายจากหมู่บ้านตระกูลหาน ยืนอยู่ที่ร้านฝั่งตรงข้าม ก็พูดออกมาด้วยความไม่พอใจทันที “เจ้าเด็กตัวเหม็น เจ้าเข้าเมืองมาทำอันใด!”

    “ข้าเข้ามาในเมืองต้องรายงานต่อท่านด้วยรึ!” จ้าวหยางจื่อพูดอย่างไม่สนน้ำใจชายวัยกลางคนตรงหน้านัก เมื่อไม่สุภาพต่อเขาก่อน ก็อย่าหวังว่าข้าจะสุภาพกับเจ้า!

    “เจ้า!!” เห่อเหลียนเหมือนมีบางอย่างติดอยู่ที่คอ ทำให้ไม่สามารถพูดโต้ตอบได้

    ขณะเดียวกันทางด้านหลังเห่อเหลียนมีชายชราผมขาวทั้งศีรษะเครายาวถึงต้นคอแต่งตัวภูมิฐานด้วยผ้าไหมราคาแพงเดินออกมา สังเกตเห็นลูกจ้างอารมณ์ฉุนเฉียวพลางถามอย่างนึกสงสัย

    “เจ้าเป็นอันใดรึเห่อเหลียน หรือภรรยาของเจ้าไม่ให้เข้าบ้านอีกแล้ว”

    เห่อเหลียนได้ฟังก็แสดงสีหน้าอับอายออกมา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็หันไปกล่าวกับเถ้าแก่ของเขาด้วยรอยยิ้มแย้มว่า “ไม่มีอันใดขอรับเถ้าแก่ พอดีข้าพบคนรู้จัก”

    เห่อเหลียนไม่พูดถึงเรื่องปลาแต่อย่างใด ถ้าเขาบอกเรื่องนี้ไปเขาก็ไม่ได้ส่วนต่างพอดี จึงต้องปล่อยผ่านและหาวิธีจัดการทีหลัง

    “เช่นนั้นรึ? ทักทายกันเสร็จหรือยัง ถ้ายังไม่เสร็จก็เร่งเข้า จะได้รีบไปซื้อวัตถุดิบเข้าร้าน”

    “เสร็จแล้วขอรับ”

    “ดี พาข้าไปตลาดหน้าประตูเมือง เผื่อว่าพวกชาวบ้านจะเอาอะไรดีๆ มาขาย” ขณะพูดเถ้าแก่หวังจ้องมองมาที่เกวียนของหานมิ่งไม่วางตา พลางอิจฉาภัตตาคารฝั่งตรงข้ามอยู่ในใจ ที่มีนักล่ามือดีหาวัตถุดิบในป่ามาให้ทุกวันเช่นนี้

    “ขอรับ”

    ขณะลากเกวียนออกไป เห่อเหลียนปรายตามองจ้าวหยางจื่ออย่างเย็นชา ไม่รู้ว่าในใจคิดอะไรอยู่

    ..

    พอเถ้าแก่กับลูกจ้างคนนั้นจากไปไกล ซีซวนก็ถามจ้าวหยางจื่ออย่างนึกสงสัย

    “เจ้าใบหน้าคล้ายหนูนั่นเป็นใครหรือเจ้าคะ?”

    ซีห่าวกับจ้าวหยางจื่อลอบขำกับคำถามของซีซวนเกือบจะกลั้นไว้ไม่อยู่ ก่อนกล่าวตอบผู้เป็นน้องสาวว่า“ก็แค่คนนิสัยไม่ดี น้องมิต้องไปจดจำให้รกสมอง”

    “เจ้าค่ะ”

    ทันใดนั้นเองหานมิ่งก็เดินออกมาจากภัตตาคารด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ดูท่าเขาคงทำกำไรได้ไม่น้อยเลยจากการขายแพะกับสัตว์ป่าพวกนั้น

    จ้าวหยางจื่อเห็นพี่ใหญ่มีความสุข เขาก็พูดขึ้นด้วยท่าทีหยอกล้อ“ได้กำไรงามหรือขอรับ”

    “ไม่เท่าเจ้าหรอก ข้าได้ข่าวว่าหนึ่งวันเจ้าได้เกือบสิบตำลึงเงิน”

    “ไม่มากขนาดนั้นขอรับ”

    พูดคุยเรื่องเงินก็ประมาณนี้ ต่างคนก็ต่างไม่เต็มใจจะให้คนอื่นรับรู้เงินในกระเป๋าของตนเอง

    “ไปกัน เจ้าอยากได้อันใดบอกมาข้าจะพาไปซื้อ”

    “ชิ้นแรกเป็นธนูขอรับ”

    “เช่นนั้นก็ตามข้ามา..”

    หลังจากนั้นหานมิ่งก็พาไปซื้อธนูร้านที่เข้าเคยซื้อ ซึ่งจ้าวหยางจื่อเลือกธนูคันเล็กว่าของหานมิ่งเล็กน้อย คันใหญ่แบบหานมิ่งในร้านไม่มีเหลือแล้วเพราะมันเป็นที่ต้องการของผู้คน เขาเลยซื้ออันนี้อย่างช่วยไม่ได้

    จากการซื้อธนูก็เป็นแป้งสาลีหนึ่งกระสอบ ต่อด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ ซึ่งจ้าวหยางจื่อซื้อผ้าฝ้ายให้คนละสองชุด หมดไปราวๆ หกตำลึงเงินเลยทีเดียว

    ของที่ต้องซื้อไม่หมดเพียงเท่านั้น จ้าวหยางจื่อยังซื้อหม้อเหล็กขนาดใหญ่หนึ่งอัน จากนั้นเขาก็ไปที่ร้านขายสมุนไพร

    ทว่าร้านสมุนไพรนั้นว่างเปล่า มีขายแค่พวกเมล็ดพันธุ์และสมุนไพรอบแห้งที่หาได้ทั่วไปเท่านั้น ของดีๆ ทางการหรือก็ไม่โรงหมอชิงซื้อไปก่อนแล้ว 

    ทว่าจ้าวหยางจื่อก็ไม่กลับออกมาจากร้านสมุนไพรมือเปล่า เขาซื้ออบเชยกับเมล็ดชาสองสามชนิดมาด้วย ครานี้แหละในมิติย่อยของเขาจะมีต้นชาปลูกแล้ว

    ยังไม่เพียงเท่านั้น จ้าวหยางจื่อยังขอให้หานมิ่งพาไปซื้อบังเหียนกับอานม้าเพิ่มอีกคู่หนึ่งด้วย เพื่อเอาไปใส่ม้าตัวที่เรือนกับอีกตัวในอนาคต ได้ธนูมาใหม่แล้ว คงได้เวลาที่เขาต้องไปล่าม้า..

    การใช้จ่ายเงินของจ้าวหยางจื่อในครั้งนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบขัดอกขัดใจซีซวนเป็นที่สุด นางกล่าวหาว่าเขาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายบ้างล่ะ กล่าวหาว่าเขาไม่เห็นค่าของเงินบ้างล่ะ

    จนสุดท้ายนางได้ต่อราคาของที่เขาซื้อด้วยตนเองจึงพึงพอใจ ทว่าท่ามกลางความพึงพอใจของนางนั้น เต็มไปด้วยความทุกข์ทนของพวกพ่อค้าแม่ค้า.. 

    ..

    ยามเซิน (15:00-16:59 น.) สามพี่น้องก็กลับถึงเรือน พังพอนขาวสังเกตเห็นจ้าวหยางจื่อกลับมาแล้ว มันก็วิ่งออกมาต้อนรับอย่างดีใจ

    ทว่าการวิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือของมันก็ถูกคว้าโดยซีซวนเอาไว้ก่อนจะ มันดิ้นพล่านยกใหญ่กว่าจะหลุดจากเงื้อมมือของปีศาจน้อยซีซวนได้

    พอหลุดมาได้มันก็ร้องกิ้วๆ เพื่อรายงานแก่จ้าวหยางจื่อว่าไม่มีใครมาที่เรือน จ้าวหยางจื่อพยักหน้ารับ ก่อนจะเหลือบไปเห็นหม้อใบใหญ่

    “พักกันเสร็จแล้วใช่หรือไม่ ยังพอมีเวลา พวกเราไปต้มเกลือกันเถอะ!”





    สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็นกำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ

    ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ

    หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel