สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 57 หญิงลึกลับ

            “ท่านพี่นาตาชา ท่านน่าจะเห็นแล้วว่าผู้ชายหยาบกระด้างคนนั้นจะเป็นราชาที่มีเกียรติได้อย่างไร?ข้าเห็นเป็นแค่ชายป่าเถื่อนที่แสนหยาบคายและโอหังคนหนึ่งเท่านั้น...เขาวางตัวเสมอพวกเราเขาไม่เห็นศักดิ์ศรีและเกียรติยศขององค์จักรพรรดิเซนิทของพวกเราอยู่ในสายตาเลยสักนิด...”

            องค์ชายน้อยโตรบินสกี้ยังนึกหวาดกลัวกับการข้ามสะพานที่ชำรุดไปยังชายฝั่งเหนือของแม่น้ำจูลี่ที่สร้างขึ้นชั่วคราวด้วยการใช้เชือกและแผ่นไม้ ขณะที่เข้าสู่เมืองแซมบอร์ดเขายังคงพูดถึงเรื่องแย่ๆของซุนเฟยไม่หยุดไม่ว่าจะเป็นความประทับใจอันเลวร้ายในครั้งแรกที่ซุนเฟยฟาดตัวเองและเหล่าผู้ติดตามจนกระเด็นต่อมาก็คือพฤติกรรมเมินเฉยไม่แยแสและทอดทิ้งให้คณะทูตราชอาณาจักรเซนิทอยู่ที่ริมแม่น้ำสิ่งเหล่านี้ทำให้โตรบินสกี้ไม่พอใจต่อราชาของเมืองแซมบอร์ดองค์นี้มากนัก

            ความจริงแล้วคนที่ไม่พอใจไม่ใช่แค่องค์ชายโตรบินสกี้คนเดียวคนอื่นก็เช่นกัน สำหรับอัศวินที่สูงส่งของราชอาณาจักรเซนิทในฐานะที่เป็นคณะทูตตัวแทนพระองค์ มาถึงถิ่นทุรกันดารนี้ถือว่าเป็นบุญคุณล้นฟ้าสำหรับเมืองแซมบอร์ดแล้วอีกทั้งในฐานะราชาของอาณาจักรบริวารที่ยังไม่ได้สวมมงกุฎอย่างเป็นทางการแล้วควรที่จะทิ้งมาดราชาแล้วไสหัวออกมาต้อนรับพวกเขาด้วยทัศนคติเช่นนี้ทำให้หลายคนไม่พอใจ

            “จิมมี่ กฎระเบียบอัศวินบอกพวกเราว่าไว้อย่างไรเวลาที่ตำหนิผู้อื่นว่าไร้มารยาท ก็ยิ่งสมควรคิดย้อนไปถึงพฤติกรรมที่ตัวเองกระทำ”

            เสียงอ่อนแรงในรถม้าดังขึ้นนางไม่ฟังคำบ่นของน้องชายตัวเอง และยังคงใช้น้ำเสียงอ่อนแรงพูดด้วยจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็วในฐานะที่ครั้งนี้เป็นเอกอัครราชทูตจากราชอาณาจักรเซนิทมาที่เมืองแซมบอร์ดเพื่อดำเนินการแต่งตั้งราชาสำหรับการต้อนรับอย่างเย็นชาทั้งหมดที่ตัวเองได้รับก่อนหน้านี้ในแบบที่คาดไม่ถึงองค์หญิงนาตาชาก็ไม่คิดมาใส่ใจ ไม่มีใครรู้ว่าองค์หญิงองค์นี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ตลอดทางนางอยู่แต่ในรถม้าไม่ยอมออกมาสักที

            ประตูเมืองแซมบอร์ด

            หัวหน้ามหาดเล็กเบสท์สวมเสื้อคลุมผ้าลินินที่ก่อนหน้านี้เป็นผู้นำทางเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสีดำที่ดูสวยงามยิ่งทำให้เขาดูสง่างามและน่าเกรงขามมากขึ้น ตอนนี้เขากำลังรออยู่ที่ประตูกับข้ารับใช้อีกสองคน

            เมื่อเห็นรถม้าขององค์หญิงมาถึงเบสท์ก็รีบเดินเข้าไปทำความเคารพเป็นอย่างแรกพลางอธิบายว่า “องค์หญิง องค์ชายราชาของข้าได้รับบาดเจ็บหนักจากการต่อสู้ครั้งนี้ ดังนั้นจึงไม่อาจเสด็จออกมาต้อนรับทั้งสองพระองค์ได้ด้วยพระองค์เององค์ราชาเองก็ทรงเสียพระทัยมากๆ กับเรื่องนี้แต่พวกเราได้จัดเตรียมสถานที่พักผ่อนสำหรับคณะทูตเรียบร้อยแล้วขอรับ”

            พูดตามจริงเมื่อสามสี่ชั่วโมงก่อน มีเรื่องให้ชายแก่หน้าหล่อคนนี้ต้องวุ่นวายใจ

            องค์ราชาอเล็กซานเดอร์มัวแต่เห็นอกเห็นใจและคิดถึงเรื่องประชาชนและทหารของตัวเองเบสท์จำเป็นต้องกระตือรือร้นมารับมือกับคณะทูตราชอาณาจักรเซนิทสะพานหินที่พังทลายนอกเมืองแซมบอร์ด เขาก็ต้องจัดการหาคนไปซ่อมมันอย่างเร่งด่วนอำนาจของหัวหน้ามหาดเล็กเบสท์ในเมืองแซมบอร์ดลดลงฮวบฮาบ เพราะเรื่องที่เขา‘หลบหนีออกจากเมือง’ มีคนไม่กี่คนที่ยอมช่วย ‘ตาแก่’จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ผู้โลภมากคนนี้ แต่ตาแก่จิ้งจอกก็ยังคงเป็นจิ้งจอกเขาแค่พูดประโยคเดียวว่า “หากซ่อมสะพานหินนี้เสร็จไม่ทันงานเลี้ยงคณะทูตก็จะยกเลิกพิธีราชาภิเษกของราชาอเล็กซานเดอร์”นั่นทำให้เหล่าชาวบ้านและทหารในเมืองแซมบอร์ดทุ่มเทในการสร้างสะพานหินอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทันทีแม้กระทั่งทหารที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยก็อาสามาช่วยทำงานเช่นกันในไม่ช้าเชือกจำนวนมาก็ถูกผูกเชื่อมสะพานทั้งสองฝั่งด้านบนก็ปูด้วยแผ่นไม้ที่แข็งแรง ทำให้รถม้าและเหล่าอัศวินม้าข้ามมาได้

            ในตอนนี้เองเบสท์ก็มองอย่างประหลาดใจ

            ขั้นตอนทุกอย่างเสร็จเร็วกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ตั้งสองชั่วโมงดูเหมือนว่าองค์ราชาอเล็กซานเดอร์จะครองใจประชาชนเมืองแซมบอร์ดมากมากกว่าราชาองค์ก่อนเสียอีก ดูเหมือนว่าหากถึงคราวจำเป็น เหล่าทหารและชาวบ้านพวกนี้คงยินดีที่จะสละชีวิตเพื่อองค์ราชา

            “นำทางเถอะ”

            หลังได้ฟังคำอธิบายของเบสท์เสียงขององค์หญิงนาตาชาผู้ที่ไม่เคยออกมาจากรถม้าก็ดังขึ้น น้ำเสียงของนางยังคงอ่อนล้าและเฉยเมยด้วยคำตอบแบบนี้ไม่มีใครสามารถคาดเดาความคิดใดๆ จากนางได้ องค์หญิงแห่งราชอาณาจักรเซนิทพระองค์นี้ราวกับมีเพียงอารมณ์เดียวไม่เปลี่ยนแปลง

            เบสท์พยักหน้าก่อนจะโค้งกายทำความเคารพจากนั้นก็หันหลังเดินนำทางพวกเขา

            เขาไม่แปลกใจกับเรื่องนี้ตลอดเวลาที่เดินทางจากเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแห่งราชอาณาจักรเซนิทองค์หญิงลึกลับองค์นี้ก็มีท่าทีแบบนี้มาตลอดความสงสัยในตอนแรกของเบสท์จนมาถึงตอนนี้ก็เริ่มสงบลง ความจริงแล้วเขาคุ้นเคยกับท่าทางเช่นนี้แล้ว

            หลังจากเข้าเมืองมาคณะทูตก็ถูกพาไปพักที่คฤหาสน์ของตุลาการทหารคอนก้า

            เนื่องจากว่าตุลาการทหารคอนก้าถูกองค์ราชาอเล็กซานเดอร์สังหารด้วยมือของพระองค์ในข้อหากบฏดังนั้นคฤหาสน์หรูหราโอ่โถงหลังนี้จึงถูกยึดเป็นสมบัติของคลังหลวงเมืองแซมบอร์ดก่อนหน้านี้ที่เบสท์จัดการคัดเลือกให้ข้ารับใช้จำนวนหนึ่งมาทำความสะอาดคฤหาสน์หลังนี้ทั้งยังตกแต่งใหม่อีกนิดหน่อย การจัดการแบบนี้ทำให้ความโกรธขององค์ชายโตรบินสกี้และเหล่าอัศวินที่สูงศักดิ์รู้สึกพอใจอย่างมาก

            คณะทูตนำข้ารับใช้และนางกำนัลจำนวนมากมาด้วยทำให้เบสท์ไม่ต้องมากังวลในเรื่องนี้ชายแก่หน้าหล่อแสดงความสามารถในด้านการจัดการบริหารได้อย่างดีเยี่ยมแม้ว่าจะเคยได้รับสายตาเย็นชาของเหล่าอัศวินที่สูงส่งพวกนั้นแต่ทว่าตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้เขายังคงรักษากิริยามารยาทไว้ได้เสมอต้นเสมอปลายไม่แสดงท่าทางดูแคลนหรือหยาบคายแม้แต่เล็กน้อย

            “องค์หญิง องค์ชายขอรับ องค์ราชาอเล็กซานเดอร์จะจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่พระราชวังฉลองชัยชนะในการต่อสู้รักษาเมืองแซมบอร์ดถ้าหากท่านทั้งสองพระองค์สามารถเสด็จไปร่วมงานเลี้ยงได้ถือว่าเป็นเกียรติอย่างที่สุดของพวกเราพะยะค่ะ”

            อีกไม่นานงานเลี้ยงก็จะเริ่มแล้วเบสท์เชื้อเชิญทั้งสองพระองค์อย่างสุภาพ

            ความจริงแล้วซุนเฟยไม่ได้มีความคิดอยากจะเชิญคนของคณะทูตมาร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้เลยสักนิดแต่ตาแก่เบสท์คิดว่า บางทีงานเลี้ยงครั้งนี้อาจจะเพิ่มความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายได้ถือโอกาสละลายความรู้สึกไม่ชอบหน้ากันก่อนหน้านี้เสีย ดังนั้นเขาจึงเชื้อเชิญด้วยตัวเอง

            “อะไรนะ? เฉลิมฉลอง? ฮ่าๆเขายังคิดจะเฉลิมฉลองหรือ? ทหารเกราะดำทุกคนถูกอัศวินอย่างพวกเราจัดการทั้งหมด...หากไม่ใช่เพราะอัศวินแห่งราชอาณาจักรเซนิทผู้กล้าหาญมาทันเวลาเกรงว่าราชาคนนั้นคงถูกจับไปและเมืองก็คงล่มสลายไปแล้วกระมัง? ฮ่าๆๆ ดีๆๆ บอกราชาผู้โง่เขลาของพวกเจ้าด้วยว่า ข้าจะไปเข้าร่วมอย่างแน่นอนข้าอยากไปดูหนังหน้าของชายหน้าด้านคนนั้นจะให้คนอื่นมาเอาความดีความชอบของพวกข้าได้อย่างไร!”

            องค์ชายโตรบินสกี้ได้ยินก็พลันตอบอย่างทระนง

            ……

            ……

            อาทิตย์อัสดง

            เมืองแซมบอร์ดล้อมรอบไปด้วยภูเขาที่อาบด้วยแสงสีทองและแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกรากดูเงียบสงบราวกับเป็นภาพวาดภูเขาสายธารที่งดงาม ทำให้ผู้คนต่างหลงใหล

            บนถนนในเมืองมีผู้คนเดินขวักไขว่จำนวนมาก

            นอกจากองค์ราชาจะได้รับชัยชนะจากสงครามแล้วยังจัดการผลพวงของสงครามมากมายด้วยแต่ชาวเมืองแซมบอร์ดก็ยังมีเรื่องมากมายที่พวกเขาต้องไปทำ บางคนรื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายท่อนซุงไม้หนามที่ทำเป็นเครื่องมือป้องกันข้าศึกขนก้อนหินและวัตถุหนักๆ ที่จำเป็นกลับบ้าน ช่วยกันขนย้ายศพทหารไปฝังและนำศพของข้าศึกที่อยู่นอกเมืองไปเผาเพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยและมีกลิ่นเหม็น...สงครามสิ้นสุดนั่นหมายถึงเป็นจุดเริ่มต้นของขั้นตอนการเก็บกวาด

            ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าบนถนนในเมืองมีแขกผู้มาเยือน

            หญิงสาวลึกลับที่สวมผ้าคลุมหน้าสีดำเดินเล่นด้วยท่าทางสบายๆ ภายใต้การคุ้มกันของอัศวินสาวที่มีอาวุธครบมือ พวกนางคอยอารักขาอยู่ด้านหลังโดยมีชายรูปร่างสูงใหญ่เดินตามมาอย่างเงียบๆเป็นนักรบผมสีทองที่มีรอยยิ้มบนหน้าอยู่ตลอดเวลา

            “ฝ่าบาท คาดไม่ถึงเลยว่าทัศนียภาพของเมืองเล็กๆ นี้จะไม่เลวนักถนนกว้างขวางและเป็นระเบียบเรียบร้อยแม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แต่สำหรับอาณาจักรบริวารระดับหกแล้วถือว่าหาได้ยากยิ่ง”

            “ซูซาน ความคิดของข้าและเจ้าค่อนข้างตรงข้ามเลย...”

            หญิงสาวลึกลับที่ใช้ผ้าสีดำคลุมหน้าส่ายหัวเบาๆก่อนจะพูดช้าๆ ว่า “เมื่อก่อนมีข่าวว่าองค์ราชาที่ชื่อว่าอเล็กซานเดอร์เป็นคนปัญญาอ่อนที่มีสติปัญญาเทียบเท่าเด็กสามสี่ขวบ แต่ตอนนี้ คำพูดนี้เห็นได้ชัดว่ามันโง่มาก ข้าเห็นชาวบ้านบนท้องถนนแม้ว่าสงครามที่น่าเศร้าจะเพิ่งสิ้นสุดลง บางคนที่ต้องสูญเสียคนสำคัญตัวเองไปแต่รอยยิ้มบนหน้าของพวกเขากลับแสดงออกให้เห็นถึงความสุขที่ออกมาจากในใจได้ยินที่พวกเขาทักทายกันด้วยคำว่า ‘ราชาจงทรงพระเจริญ!’ ไหม? หากเป็นเพียงราชาโง่เง่าคนหนึ่งจะได้ความจงรักภักดีจากชาวบ้านหรือ?แม้แต่พระราชวังที่ยิ่งใหญ่นั่น...หากสังเกตตรงสีของหินให้ดีจะเห็นว่าอย่างน้อยก็น่าจะสร้างมาได้ประมาณแปดสิบกว่าปีและดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับราชาที่ชื่ออเล็กซานเดอร์คนนี้เลย...”

            พูดถึงตรงนี้หญิงลึกลับก็ชะงักไปครู่หนึ่งและพูดต่อไปว่า “ซูซาน เรากลับกันไปเตรียมตัวกันเถอะคืนนี้ข้าจะไปเข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง”

            “ฮึๆๆ ฝ่าบาทดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่พระองค์ยินดีที่จะเข้าร่วมงานเลี้ยง ข้าจะแจ้งให้หัวหน้ามหาดเล็กที่ชื่อเบสท์ทราบให้เขาส่งคนมารับ...” เห็นได้ชัดว่านักดาบสาวซูซานแปลกใจมาก

            “ไม่ต้องแจ้ง พวกเราแอบไปดูน่าจะดีกว่า...ไม่ใช่ว่างานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ต้องมีบัตรเชิญก็สามารถเข้าร่วมได้ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือชาวบ้านก็เข้าได้ไม่ใช่หรือ? พวกเราก็ปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาๆไปเข้าร่วมนั่นแหละ” หญิงสาวลึกลับพูด

            “โอ้ แบบนี้ยิ่งดีเลย อย่างน้อยก็ไม่ต้องรับมือพวกขุนนางเฒ่าทั้งหลายในงานเลี้ยงฮิๆ...ใช่แล้วฝ่าบาท แล้วจะทำอย่างไรกับผู้ชายที่น่ารังเกียจคนนั้นดี?” นักดาบหญิงพูดพลางชี้ไปที่นักรบผมทองด้านหลังที่ตามมาเงียบๆ

            “หัวหน้าอัศวินโรมัน เจ้าก็ต้องไปกับพวกข้า” หญิงสาวลึกลับพูดขึ้นมา

            นักรบผมทองที่ยิ้มอยู่ตลอดเวลาก็พยักหน้า“นี่ถือว่าเป็นเกียรติของข้าขอรับ ฝ่าบาท”

            ……

            ……

            ดวงอาทิตย์ลาลับความมืดเริ่มปกคลุมทั่วผืนดิน

            โคมไฟในเมืองถูกจุดขึ้นทั่วทั้งเมืองแซมบอร์ดสว่างไสว ประชาชนเริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆหลั่งไหลไปยังห้องโถงของราชา ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง นอกจากทหารที่เฝ้ายามแล้วทุกคนในเมืองต่างปรากฏตัวในห้องโถงราชา

            งานเลี้ยงฉลองเริ่มขึ้นแล้ว

            -------------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน