เย่เทียนยังคงบุกเข้าไปในหอคอยเทพสงครามต่อไป
ชั้นที่ 9 ชั้นที่ 10 ชั้นที่11
เย่เทียนแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเขาเขาผ่านชั้นที่ 12 ได้อย่างง่ายดาย
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านชั้นที่12 ได้นั้นมีอยู่น้อยมาก
ในความเป็นจริงเย่เทียนสามารถผ่านชั้นที่สูงกว่านี้ได้แต่เขาเลือกที่จะหยุดอยู่เพียงแค่นี้ก่อน
เพราะตอนนี้เขาได้รับคะแนนมามากพอแล้ว
385 คะแนน มันเพียงพอที่จะทำให้เขาสามารถใช้ศิลาเทพสงครามได้เป็นเวลาถึง1 ปี ยิ่งไปกว่านั้นเขายังประสบความสำเร็จในการเข้าสู่การจัดอันดับของระดับศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ถ้าเขายังคงบุกไปยังชั้นที่13 แล้วละก็เขาจะต้องติดสิบหกอันดับแรกในรายชื่อการจัดอันดับระดับศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน
แต่ถึงแม้ว่าเขาจะผ่านเพียงชั้นที่12 แต่ผลการต่อสู้เช่นนี้ก็ทำให้ผู้คนตกตะลึงแล้ว
นอกหอคอยเทพสงคราม
สายตาของผู้คนจับจ้องไปที่อันดับที่25 ที่เพิ่งปรากฏขึ้น
[อันดับที่25 ของการจัดอันดับศักดิ์สิทธิ์ : เย่เทียน (พันธมิตรพเนจร) พลังการต่อสู้ระดับมหาปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ผ่านชั้นที่ 12 ของหอคอยเทพสงคราม]
พลังการต่อสู้ระดับมหาปราชญ์คืออะไร?
ต้องมีพลังโจมตีถึง 100 มังกร ไม่เพียงแค่นั้นยังต้องมีความเร็วและพลังป้องกันที่แข็งแกร่งหากมีความเร็วและพลังป้องกันไม่เพียงพอ ต่อให้มีพลังโจมตีระดับมหาปราชญ์ก็ไม่มีทางที่จะได้รับการขนานนามว่าเป็นระดับมหาปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ได้
โดยปกติแล้วการผ่านชั้นที่11 ได้ก็เพียงพอแล้วที่จะกลายเป็นระดับมหาปราชศักดิ์สิทธิ์แต่เย่เทียนสามารถผ่านชั้นที่ 12 ของหอคอยเทพสงคราม นี่ถือได้ว่าความแข็งแกร่งของเขาเหนือกว่ายอดฝีมือระดับมหาปราชญ์ทั่วไปมาก
หากสามารถผ่านชั้นที่ 13 ของหอคอยเทพสงครามได้เขาจะได้รับฉายาราชาศักดิ์สิทธิ์
ฐานจงไห่มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับฉายาราชาศักดิ์สิทธิ์อยู่เพียง16 คน บางทีอาจจะมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ได้แสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมาอยู่ด้วยเช่นกันแต่อย่างมากก็มีผู้ที่มีพลังต่อสู้ระดับราชาศักดิ์สิทธิ์อยู่ไม่เกิน 20 คน
และพลังต่อสู้ที่เย่เทียนแสดงออกมานั้นเกือบจะถึงระดับราชาศักดิ์สิทธิ์แล้วเขาสามารถบดขยี้ระดับมหาปราชญ์ทั่วไปได้อย่างง่ายดาย
และนี่เป็นเพียงการท้าทายหอคอยเทพสงครามครั้งแรกตั้งแต่เขาทะลวงเข้าสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์เขาสามารถกลายเป็นระดับมหาปราชญ์ได้ในทันที พลังการต่อสู้เช่นนี้สามารถจินตนาการได้เลยว่าพรสวรรค์ของเขามันสูงแค่ไหน!
เพียงไม่นาน ชื่อของเย่เทียนก็ดังไปทั่วฐานจงไห่ดึงดูดความสนใจของจักรพรรดิจำนวนมาก
เดิมทีเย่เทียนเป็นเพียงระดับราชาเท่านั้นระดับจักรพรรดิเหล่านั้นจึงไม่ได้ใส่ใจเย่เทียนมากนัก แต่ตอนนี้เย่เทียนกลับแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วตอนนี้ใกล้จะมีพลังการต่อสู้ระดับราชาศักดิ์สิทธิ์แล้ว
พวกเขาจึงไม่สามารถละเลยเรื่องนี้ได้อีกต่อไป
ในเวลานี้เย่เทียนได้กลับบ้านและเริ่มสร้างห้องฝึกฝนระดับสูงสุดของตัวเอง
เขารวบรวมวัตถุดิบได้เพียงพอแล้วดังนั้นเขาจึงสามารถสร้างห้องฝึกฝนสามห้องได้ในทันที
หนึ่งสำหรับตัวเขาเอง หนึ่งสำหรับเย่หยูอีกหนึ่งสำหรับเสี่ยวเซวี่ย เสี่ยวจิน และเสี่ยวจื่อ
สามวันต่อมา ห้องฝึกฝนระดับสูงสุดสามห้องก็ถูกสร้างขึ้น
ด้วยห้องฝึกฝนระดับสูงสุดและเทคนิคการบ่มเพาะขั้นสูงสุดระดับ5 ความเร็วในการบ่มเพาะของเย่หยูจะต้องเร็วขึ้นเป็นอย่างมาก
ในเวลานี้เย่หยูบรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์แล้วคาดว่าอีกไม่นานเธอก็จะไปถึงจุดสูงสุดของขอบเขตปรมาจารย์และสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับราชาได้
ในห้องฝึกฝนระดับสูงสุดของเสี่ยวเซวี่ย
เสี่ยวเซวี่ยกำลังฝึกฝนและทำความเข้าใจความลึกลับของพรสวรรค์อยู่จากนั้นมันก็เห็นเย่เทียนเดินเข้ามา
“เสี่ยวเซวี่ยครั้งนี้ฉันออกไปนอกฐานจงไห่และได้รับสมบัติมาชิ้นหนึ่ง ฉันคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์ต่อแกลองทดสอบดู!”
เย่เทียนหยิบลูกแก้วมังกรวารีออกมา
เขาคิดว่าลูกแก้วมังกรวารีนี้คงจะมีประโยชน์กับเสี่ยวเซวี่ย
“ลูกแก้วมังกรวารี!”
เสี่ยวเซวี่ยจ้องมองลูกแก้วมังกรวารีด้วยความปรารถนาดวงตาของมันเบิกกว้างและอยากจะพุ่งเข้าไปกลืนลูกแก้วมังกรนี้ในทันที
“นายท่าน ภายในลูกแก้วมังกรวารีนี้มีพลังทางสายเลือดของมังกรอยู่มากมายอันที่จริงตอนที่ข้าเกิด ข้ายังขาดสารอาหารอยู่เล็กน้อย ในเผ่ามังกรโลหิตนั้นข้าถือได้ว่าเป็นทารกที่คลอดก่อนกำหนดหากมีสิ่งนี้ ข้าจะสามารถชดเชยข้อบกพร่องของข้าและกลายเป็นมังกรโลหิตที่แข็งแกร่งที่สุดได้แม้แต่พรสวรรค์ของข้าก็จะเปลี่ยนไป นายท่านลูกแก้วมังกรวารีนี้ข้าต้องการมัน!”
เสี่ยวเซวี่ยพูดอย่างกระตือรือร้น
“เดิมทีฉันก็ต้องการมอบให้แกอยู่แล้วแกเอาไปเถอะ!”
เย่เทียนโยนลูกแก้วมังกรวารีให้เสี่ยวเซวี่ย
เสี่ยวเซวี่ยกลืนลูกแก้วมังกรวารีลงไปทันทีพลังสายเลือดมังกรที่บริสุทธิ์แผ่ออกมาถูกเสี่ยวเซวี่ยดูดซึมโดยพลัน
“นายท่าน ข้าเริ่มง่วงแล้วเมื่อข้าตื่นขึ้นมา ข้าจะต้องแข็งแกร่งกว่าท่านอย่างแน่นอน!
เสี่ยวเซวี่ยไม่ลืมที่จะไล่ตามเย่เทียนให้ทันมันต้องการแสดงให้เย่เทียนเห็นว่ามันนั้นแข็งแกร่งกว่าเขา หลังจากทิ้งคำพูดนี้ไว้ มันก็หลับไปอย่างช้าๆ
หลังจากจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จสิ้นเย่เทียนก็เริ่มเก็บตัวเรียนรู้ทักษะดาบระดับทองทั้งสองทักษะอย่างต่อเนื่อง บางครั้งเขาก็เข้าสู่โลกเสมือนจริงของหอคอยเทพสงครามเพื่อทดสอบพลังการต่อสู้และทักษะดาบผ่านแหวนเทพสงคราม
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
ในที่สุดก็ผ่านไปครึ่งเดือน!
ด้วยพรสวรรค์ดาบระดับดาราและพื้นฐานของเจตจำนงแห่งดาบ10 ส่วน เย่เทียนสามารถฝึกฝนทักษะดาบระดับทองเขตแดนดาบสวรรค์และดาบสังหารพริบตาจนบรรลุขั้นสมบูรณ์แบบ
ทักษะดาบระดับทองขั้นสมบูรณ์แบบเขตแดนดาบสวรรค์สามารถเพิ่มพลังโจมตีได้ 18 เท่า แม้ว่าจะไม่มีผลเท่ากับทักษะดาบระดับทองปกติ แต่มันก็เป็นการโจมตีแบบกลุ่ม
ทักษะดาบประเภทโจมตีหมู่จะสามารถเพิ่มพลังโจมตีเท่ากับทักษะดาบระดับทองประเภทโจมตีเดี่ยวได้อย่างไร?
หลังจากฝึกฝนทักษะดาบระดับทองดาบสังหารพริบตาจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ ผลของทักษะนี้เพิ่มพลังโจมตีของเขาขึ้นอย่างมากมันสามารถเพิ่มพลังโจมตีได้ถึง 20 เท่า และยังเพิ่มความเร็วในการโจมตีได้อีก 2 เท่า ด้วยความเร็วเช่นนี้ทำให้มันเป็นทักษะดาบที่น่ากลัวอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ เย่เทียนยังได้เปิดพื้นที่สมองได้ถึง5% ทำให้ความแข็งแกร่งทางร่างกายของเขาเพิ่มขึ้นเป็น500,000 ช้าง
จากที่เย่เทียนคำนวณพลังโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดคร่าวๆด้วยความแข็งแกร่งทางร่างกาย 500,000ช้างเทียบเท่ากับ 0.5 พลังมังกร หลังใช้พลังปราณมันจะเพิ่มเป็น1 มังกร
บวกกับพรสวรรค์พละกำลังระดับลึกลับปลอม90% ที่สามารถเพิ่มพลังโจมตีได้ถึง80 เท่า และผลจากทักษะดาบอีก 20 เท่า
เมื่อคำนวณดูแล้ว การโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของเย่เทียนก็มีพลังถึง1,600 มังกร
1,000 มังกรคือพลังโจมตีระดับราชาศักดิ์สิทธิ์และเย่เทียนยังมีพรสวรรค์มิติระดับสูงสุด ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับราชาศักดิ์สิทธิ์ที่มีความแข็งแกร่งถึง2,000 มังกรก็ไม่ใช่คู่มือของเย่เทียน
หากไม่นับพรสวรรค์มิติ พลังการต่อสู้ที่แท้จริงของเย่เทียนก็อยู่ในระดับราชาศักดิ์สิทธิ์แต่หากรวมกับพรสวรรค์มิติระดับสูงสุด เขาแทบจะไร้เทียมทานในระดับราชาศักดิ์สิทธิ์ อาจกล่าวได้ว่าเขานั้นเป็นราชาไร้เทียมทานในหมู่ระดับราชาศักดิ์สิทธิ์
“ความแข็งแกร่งของเรานั้นแข็งแกร่งมากแล้วเพียงพอที่จะสร้างกองกำลังของตัวเองได้แล้ว!”
เย่เทียนพึมพำ
เขามีความคิดที่จะสร้างกองกำลังมานานแล้วแต่ก่อนหน้านี้เขายังไม่สามารถทำได้
เนื่องจากความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเขาจึงเปลี่ยนสถานที่อยู่อาศัยจากฐานหลินไห่ไปยังฐานทะเลมาร และสุดท้ายก็มาอยู่ในฐานจงไห่
ตอนนี้เขาแข็งแกร่งพอแล้วอย่างน้อยเขาก็อยู่ในฐานจงไห่มาสักพักแล้ว และฐานทัพระดับสุดยอดนี้ก็ถือเป็นฐานระดับสูงสุดแล้วไม่ว่าฐานอื่นๆ จะแข็งแกร่งแค่ไหน มันก็ยังถูกเรียกว่าฐานทัพระดับสุดยอด
เมื่อเป็นเช่นนี้ เย่เทียนจึงไม่ได้วางแผนที่จะย้ายบ้านอีกต่อไปเขาต้องการตั้งรกรากอยู่ที่นี่
ดังนั้นเขาจึงเกิดความคิดที่จะสร้างกองกำลังขึ้นมาในฐานทัพจงไห่
ข้อดีของการสร้างอำนาจคือปัญหาหลายสิ่งหลายอย่างเขาไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตัวเอง และยังสามารถสืบหาข้อมูลสำหรับตัวเองได้ เช่น หากเขาอยากรู้ว่าใครมีพลังระดับลึกลับเขาก็สามารถสั่งคนของเขาสืบหาข้อมูลได้ ข่าวใดๆ จะถูกส่งมาถึงเขาในทันที
ด้วยวิธีนี้เขาจะใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นมาก
นอกจากนี้ ลูกน้องของเขายังต้องออกไปล่าสัตว์อสูรในที่ที่ห่างไกลออกไปอยู่เสมอถ้าอีกฝ่ายได้พบกับสัตว์อสูรที่มีพรสวรรค์น่าสนใจ เขาเองก็จะรู้เช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่นสัตว์อสูรที่มีพรสวรรค์เวลาที่ถูกค้นพบโดยนิกายเทพจันทราหากเขาไม่บังเอิญรับภารกิจของนักบุญหญิง เขาคงไม่ได้รับพรสวรรค์ที่ล้ำค่าเช่นนี้มาเพราะมันคงไม่มีใครมาบอกเขาอย่างแน่นอน
นี่คือประโยชน์ของอำนาจ
และข้อได้เปรียบที่แข็งแกร่งที่สุดของเย่เทียนคือพรสวรรค์ในการคัดลอกเขาสามารถตรวจสอบพรสวรรค์ของทุกคนได้โดยไม่มีความผิดพลาด กองกำลังอื่นๆ แม้ว่าจะมีลูกแก้วทดสอบพรสวรรค์แต่มันก็ไม่สามารถทดสอบพรสวรรค์ทั้งหมดได้อย่างแม่นยำ ลูกแก้วทดสอบพรสวรรค์ส่วนใหญ่สามารถทดสอบพรสวรรค์ได้เพียงอย่างเดียวเช่น ลูกแก้วทดสอบพรสวรรค์ธาตุไฟที่สามารถตรวจสอบได้ว่าคนผู้นี้มีพรสวรรค์ธาตุไฟหรือไม่
พรสวรรค์ที่พบได้บ่อยที่สุดคือพรสวรรค์ในการบ่มเพาะความเร็ว พละกำลัง การป้องกัน ส่วนพรสวรรค์อื่นๆ คือพรสวรรค์ของธาตุทั้งห้า พรสวรรค์อื่นๆยากที่จะทดสอบ
แต่เย่เทียนสามารถค้นพบอัจฉริยะได้อย่างง่ายดาย
“อายุที่ดีที่สุดในการฝึกอัจฉริยะคือตอนที่เพิ่งเริ่มฝึกฝนอายุประมาณ 15 ปี เราควรไปหากลุ่มเด็กๆ วัยเยาว์อายุ 15ปี เพื่อฝึกพวกเขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชากลุ่มแรก!”
เย่เทียนตัดสินใจทันที