นิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว**

    Re-new ตอนที่ 107 สอบปากคำ

    ตอนที่ 107 สอบปากคำ

     

    เสี่ยวเฉาพาเสี่ยวเหลียนขี่เกวียนไปที่ภูเขาตะวันตกที่เชิงเขานางเอากระบอกไม้ไผ่ตักน้ำพุมา และระหว่างทางกลับนางก็แช่หินศักดิ์สิทธิ์ลงในน้ำพุไปด้วยเสียงเบา ๆ แต่ร่าเริงจึงดังขึ้นในใจของนาง [ สบายจริงๆ...น้ำพุในภูเขานี่บริสุทธิ์กว่าจริง ๆ เยี่ยงนี้ก็จะสามารถช่วยให้ข้าฟื้นพลังได้เร็วขึ้นหน่อย...]

     

    เสี่ยวเฉารู้สึกประหลาดใจ ตอนแรกนางคิดว่าหินศักดิ์สิทธิ์ได้ใช้พลังของมันจนหมดและจะหลับไป3 - 5 วันเหมือนคราที่แล้วที่รักษาขาของหยูไห่เสียอีก

     

    ดูเหมือนหินศักดิ์สิทธิ์จะอ่านใจนางได้และเอ่ยออกมาอย่างผู้ชนะว่า[ เจ้าหนูน้อย เจ้าประเมินหินศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ต่ำเกินไปแล้วก่อนหน้านี้ข้าเพิ่งรับเจ้าเป็นเจ้านายและพลังของข้าก็เพิ่งตื่นการช่วยชีวิตคนจึงต้องใช้พลังทั้งหมดที่ข้ามี แต่ตอนนี้มันต่างไปแล้วพลังของหินศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เมื่อครู่ข้าก็แค่พลังหมดชั่วคราวถ้าได้แช่ในน้ำพุก็จะเติมพลังที่ใช้หมดไปได้ใน 3 ชั่วยาม...]

     

    หินศักดิ์สิทธิ์จะไม่ยอมบอกเสี่ยวเฉาหรอกว่าทุกคราที่มันใช้พลังไปจนหมดแรงเพื่อช่วยนางหรือผู้คนรอบๆ ตัวนางนั้น พลังของมันก็จะเพิ่มขึ้นไปอีกนี่เป็นเหตุผลที่มันยอมช่วยมนุษย์อ่อนแอพวกนั้นครั้งแล้วครั้งเล่าถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป วันหนึ่งมันก็จะสามารถฟื้นคืนพลังทั้งหมดของมันได้ จากนั้นมันก็จะทลายพันธการที่คุมขังมันเอาไว้และกลับไปอยู่ข้างกายเจ้าแม่หนี่วาดังเดิม !

     

    เสี่ยวเฉาเงยหน้าขึ้นมาและเห็นเมฆดำครึ้มมาจากทางตะวันตกนางเหยียดยิ้มด้วยแววตาแข็งกร้าวและโกรธจัดที่ซ่อนเอาไว้ จากนั้นก็กระซิบว่า “ 3ชั่วยามสินะ ! เสี่ยวทังหยวน  เจ้าจะยอมช่วยข้าอีกสักคราได้หรือไม่ ? พวกเราไปแก้แค้นให้กับพี่ใหญ่กัน! ”

     

    ยามตะวันตกดิน เมฆหนาทึบลอยต่ำลงมาซ่อนท้องฟ้าสีแดงเข้มอันกว้างใหญ่ทางตะวันตกเอาไว้ ท้องฟ้าดูหนักอึ้งราวกับกำลังจะร่วงลงมาขณะที่สายลมพัดผ่านถนนและทำให้ใบไม้แห้งปลิวขึ้นมา

     

    คนงานในร้านทั้งสองฝั่งถนนเตรียมปิดร้านบนถนนมีคนเดินต้านลมเย็นและรีบกลับบ้านก่อนที่พายุจะมา

     

    ทางเข้าร้านไม้จางจี้จึงถูกล้อมรอบไปด้วยจีนมุงที่อยากรู้อยากเห็นกลางฝูงชนมีเด็กชายที่ใบหน้าซีดปราศจากสีเลือดนอนไร้ชีวิตชีวาอยู่บนเกวียนถัดจากเกวียนคือครอบครัวของเด็กชายที่กำลังเศร้าโศกและโกรธเคืองพวกเขาจ้องมองเจ้าของร้านที่ยืนอยู่หน้าร้านไม้อย่างเกรี้ยวกราด

     

    เจ้าของร้านจางที่หน้าตาน่าเกลียดและดุร้ายยืนอยู่ที่ทางเข้าร้านโดยมีคนงานคนหนึ่งยืนถือไม้อยู่ด้วยเขาตะโกนเสียงดังออกมาว่า “ไอ้พวกบ้านนอกกลุ่มนี้มาจากที่ใดกัน ?  บังอาจมาขู่กรรโชกเฒ่าจางผู้นี้ มิรู้เสียแล้วว่าข้าเป็นใคร! รีบไปเสีย ถ้าอยากก่อเรื่องข้าจะจัดการพวกเจ้าแล้วส่งไปที่ศาลาว่าการ ! ”

     

    เด็กหญิงตัวผอมหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเผชิญหน้ากับเจ้าของร้านผู้ร้ายกาจโดยไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยผมของนางถูกลมพัดจนยุ่งและปลิวไปติดกับใบหน้าเล็ก ๆ ขาวเนียนนั่นไม่ว่าจะเป็นยุคโบราณหรือสมัยใหม่ก็อย่าได้ดูถูกความอยากรู้อยากเห็นของผู้คน ผู้คนมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนทั้งครอบครัวของเสี่ยวเฉาและร้านไม้จางจี้ถูกล้อมรอบไปด้วยผู้คนจำนวนมาก

     

    ดวงตาของเสี่ยวเฉาตอนนี้เป็นเสมือนหลุมลึกไร้ก้นบึ้งนางกวาดสายตาไปรอบ ๆ ฝูงชนและร้องไห้ดูแล้วช่างน่าเวทนายิ่งนัก “ทุกคนเจ้าคะเด็กที่บาดเจ็บสาหัสคนนี้คือพี่ชายคนโตของข้าเองเขาเป็นเด็กฝึกงานของร้านไม้จางจี้ ! ”

     

    “เจ้าของร้านจางเป็นคนใจร้ายและโหดเหี้ยมเขามักจะทุบตี ด่าทอ และทำทารุณกับเด็กฝึกงานของเขาเป็นประจำ เขาทำราวกับเด็กพวกนั้นมิใช่คนพี่ชายของข้ามาทำงานที่นี่ได้มิถึงครึ่งปี แต่ดูสิ มิมีส่วนไหนบนตัวเขาที่มิมีบาดแผลเลย! วันนี้เขาก็ถูกตีจนซี่โครงหักและอวัยวะภายในบาดเจ็บ แม้แต่ท่านหมอซุนแห่งร้านยาถงเหรินก็บอกว่าเป็นการยากที่จะรักษาอาการบาดเจ็บที่ร้ายแรงเช่นนี้ได้! ”

     

    “พี่ชายของข้าอายุเพียงแค่ 10ขวบเท่านั้นเอง แต่ชีวิตของเขาต้องมาแขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นนี้แล้ว ! เจ้าของร้านจาง ท่านจะมิอธิบายให้พวกเราฟังหน่อยรึ ? ”

     

    แม้ว่าร้านไม้จางจี้จะมีชื่อเสียงมากในเมืองถังกู่ตัวเจ้าของร้านจางเองก็มีชื่อเสียในเรื่องความโลภ โหดร้าย และไร้ศีลธรรมมากเช่นกัน

     

    ในหมู่จีนมุง ชายชราผมสีเทาคนหนึ่งถอนหายใจออกมาพลางส่ายหน้า“เวรกรรมจริง ๆ ! เขาทำเรื่องโหดเหี้ยมเช่นนี้กับเด็กตัวแค่นี้ได้เยี่ยงไรกัน? ”

     

    คนงานของร้านข้าง ๆ ร้านไม้จางจี้ไม่ได้แปลกใจและเอ่ยนิ่งๆ ว่า “เจ้าของร้านจางแห่งร้านไม้จางจี้เป็นผู้ที่ชอบใช้ความรุนแรงและระบายความโกรธใส่คนงานในร้านอยู่บ่อยครั้งยิ่งเป็นเด็กฝึกงานยิ่งเข้าขั้นเลวร้าย อาหารที่จัดให้ก็แย่เสียจนแทบจะกินมิได้แต่กลับต้องทำงานที่หนักเยี่ยงทาส อีกทั้งยังถูกทุบตีบ่อยครั้งโดยมิมีเหตุผลเพราะอย่างนี้คนที่มาเป็นเด็กฝึกงานที่ร้านไม้ถึงแทบมิมีผู้ใดอยู่ได้ครบเดือนเลย”

     

    “ข้ารู้จักเด็กหยูฮังนั่นเขาเป็นเด็กที่ขยันแล้วก็ยังซื่อสัตย์อีกด้วย ถึงจะดูผอมแต่เขาทำงานขนไม้หนัก ๆ เกือบทั้งหมดโดยมิมีบ่นเลยสักคำมิคิดเลยว่าเขาก็หนีมิพ้นชะตากรรมที่ต้องโดนตีอย่างโหดร้าย เฮ้อ...พวกท่านน่าจะดูให้ดีกว่านี้นะเหตุใดมิหาข้อมูลก่อนจะส่งลูกไป ? นี่มันมิต่างกับการส่งลูกไปลงนรกเลยนี่” เจ้าของร้านอีกร้านก็กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงสงสารและเสียใจ

     

    “พวกเจ้ากล่าวบ้าอะไรกัน ! ระวังคำพูดหน่อย ! มาใส่ร้ายป้ายสีกันต่อหน้าเช่นนี้คิดรึว่าข้า จางตงหมิง ผู้นี้จะถูกกลั่นแกล้งได้ง่าย ๆ ? ”ตอนที่เจ้าของร้านจางยังหนุ่ม เขาเป็นนักเลงที่ชาวเมืองรู้จักกันดีมีการฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเขามากกว่า 1 ครั้งแต่เขาเป็นน้องเขยของนายทะเบียนที่ผู้พิพากษามณฑลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ทุกคราที่เขาก่อเรื่องปัญหาจะถูกแก้ไขได้อย่างราบรื่น เขาจึงไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ

     

    หลังจากโดนสายตาดุร้ายของเขาข่มขู่ ผู้คนที่กระซิบกระซาบกันอยู่จึงหุบปากลงทันทีบางคนที่ขี้ขลาดก็ถอนตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ด้วยความกลัวว่าเจ้าของร้านจางจะจำพวกเขาได้แล้วจะมาแก้แค้นพวกเขาในอนาคต

     

    นางหลิวที่เริ่มจะหยุดร้องไห้ก็ร้องไห้โฮออกมาอีกคราเมื่อได้ยินคำพูดของเขานางยืนอยู่ข้างเกวียนและแตะใบหน้าซีดเซียวของลูกชายพลางร้องไห้  “ลูกรักของแม่ !เป็นความผิดของแม่เอง ! ตอนนั้นแม่ควรทำทุกอย่างเพื่อมิให้ลูกถูกส่งมาที่นี่ต่อให้ได้ชื่อว่าอกตัญญูก็ตาม ทุกครั้งที่แม่เจอลูก ลูกก็จะบอกพวกเราว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีลูกบอกพวกเราว่าได้กินดีอยู่ดี บอกว่าพวกเรามิต้องเป็นห่วง...เหตุใดถึงได้โง่เยี่ยงนี้? ถ้าลูกเอ่ยกับแม่สักนิด มิว่าจะเกิดอะไรขึ้นแม่ก็จะพาลูกกลับบ้าน ! ”

     

    หยูไห่กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมาเขากัดฟันและเอ่ยว่า “เจ้าของร้านจาง ข้าส่งลูกชายที่แข็งแรงสบายดีมาที่ร้านของท่านแต่เขากลับลงเอยด้วยการถูกตีจนใกล้จะตายอยู่รอมร่อ ข้าอยากรู้ท่านมีเหตุผลอะไรที่ต้องทำเรื่องโหดร้ายถึงเพียงนี้กับเด็ก10 ขวบ ? ”

     

    จางตงหมิงรู้สึกกลัวร่างกายที่สูงใหญ่แข็งแรงของหยูไห่เล็กน้อยแต่เมื่อเขาเห็นผู้หญิงอ่อนแอและเด็กเล็ก ๆ รอบตัวหยูไห่ อีกทั้งข้างกายของเขายังมีคนถืออาวุธอยู่หลายคน  ความมั่นใจของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกครา “ใช่แล้ว ข้าเป็นคนตีมันเองแล้วเจ้าจะทำไม ? ก็มันขโมยอาหารของหัวหน้าช่าง อีกทั้งยังขโมยเงินของร้านไปด้วย ! นี่ถือว่าข้าใจดีแล้วนะที่มิตีไอ้ขโมยนั่นให้ตาย ! ”

     

    “เป็นไปมิได้ ! พี่ใหญ่มิขโมยของ ๆ ผู้อื่นหรอก ! เจ้าใส่ร้ายเขา ! ” ฉีโตวกำหมัดและเหวี่ยงไปทางเจ้าของร้านจางด้วยความแค้น

     

    จางตงหมิงเอามือไพล่หลังและออกคำสั่งคนงานคนหนึ่งที่อยู่ข้างหลังด้วยสีหน้ามั่นใจ  “ไปเอาของที่พวกเราเจอในห้องหยูฮังมา ! ”

     

    ครู่ต่อมา คนงานก็นำเอาผ้าเช็ดหน้าที่ห่อเหรียญอีแปะไว้หลายพวงออกมาแต่ละพวงมีเงินประมาณ 50 อีแปะเจ้าของร้านจางเอาเงินไปโชว์ให้ผู้คนดูและเย้ยหยันว่า “เห็นชัดกันรึยัง ? นี่เงิน150 อีแปะ ทุกคนควรรู้ว่าเด็กฝึกงานจะมิได้รับค่าแรง แต่พวกเราเจอเงินนี่ที่หัวเตียงของหยูฮังถ้าเขามิได้ขโมยมา แล้วมันจะมาจากที่ใด ?นอกจากนี้เพื่อนที่อยู่กับเขาก็บอกว่าเขาได้กลิ่นอาหารตอนกลางดึกอยู่บ่อยครั้ง...หยูฮังเป็นคนยกอาหารไปให้หัวหน้าช่างตลอดเยี่ยงนั้นอาหารที่เขาแอบกินตอนกลางคืนจะมาจากที่ใดได้เล่า ? มันก็ชัดเจนอยู่แล้วนี่! ”

     

    เมื่อเห็นหลักฐานที่เจ้าของร้านจางเอามาให้ดูบรรดาจีนมุงก็เปลี่ยนท่าทีทันทีและเอ่ยว่า “มิคิดเลย หยูฮังดูเป็นเด็กซื่อสัตย์ มิคาดคิดเลยว่าเขาจะทำเยี่ยงนี้ ! ”

     

    “อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก ! เรื่องขโมยอาหารของหัวหน้าช่างพอเข้าใจได้นะเพราะเขายังเป็นเด็กกำลังโตน่าจะทนหิวมิไหว แต่โลภมากจนขโมยเงินเจ้านายนี่มัน...ยกโทษให้มิได้ ! ”

     

    “ถ้าถูกจับเพราะขโมย เยี่ยงนั้นก็มิมีอะไรจะเอ่ยแล้วต่อให้เขาถูกตีจนตายก็เถอะ...”

     

    ...........................

     

    เมื่อเสี่ยวเฉาเห็นผู้คนที่เพิ่งเรียกร้องความอยุติธรรมให้พวกเขาหันมาต่อต้านขโมยกันทีละคนนางจึงยืดหลังตรงและตะโกนเสียงดังว่า “เจ้าของร้านจาง ท่านกล่าวหาว่าพี่ชายของข้าเป็นขโมยแล้วท่านเห็นด้วยตาของตนเองรึเยี่ยงไร ? หรือท่านจับเขาได้ตอนกำลังขโมยเงินได้ ?แค่เจอเงินในห้องของเขาก็ตัดสินว่าเขาเป็นขโมยแล้วเยี่ยงนั้นรึ มันจะมิมีเหตุผลเกินไปหน่อยรึ? พี่ป้าน้าอาทั้งหลาย ข้าสามารถไปกล่าวหาพวกท่านมั่ว ๆ ว่าเป็นขโมยได้ด้วยรึ ถ้าหากข้าเจอเงินในกระเป๋าของพวกท่าน? ”

     

    “มิมีทาง !เงินในกระเป๋าของข้าก็ต้องเป็นของข้าสิ ข้าทำงานหนักเพื่อหามันมา จะเป็นของขโมยไปได้เยี่ยงไร? ”

     

    “ใช่ ใช่ !การกล่าวหาผิด ๆ ก็เป็นอาชญากรรมเช่นกันนะ ! ”

     

    .................................

     

    เสี่ยวเฉากวาดสายตามองหน้าของทุกคน นางเอ่ยด้วยเสียงที่เข้มแข็งและน่าประทับใจ  “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ! นี่ก็เหมือนกัน ท่านพ่อกับข้าเป็นคนเอาเงินให้พี่ใหญ่ตอนที่พวกเรามารับมาส่งน้องชายที่เมืองข้ามิเคยคิดเลยว่าพี่ชายของข้าจะมิยอมใช้เงินสักอีแปะและเก็บเงินเอาไว้แล้วมันก็นำหายนะเช่นนี้มาให้กับเขา ! ”

     

    จางตงหมิงมองนางด้วยสายตาดูถูกและเอ่ยว่า“เจ้าหนูน้อย จะโกหกก็หัดใช้สมองเสียบ้างนะ !ถ้าครอบครัวของเจ้ามีเงิน พวกเจ้าคงมิส่งลูกมาเป็นเด็กฝึกงานหรอก ! เอ่ยมาได้ว่าตนเองเป็นคนเอาเงินมาให้ เจ้าคิดว่าทุกคนเขาโง่กันหรือเยี่ยงไร? ”

     

    เมื่อเผชิญกับสายตาสงสัยของทุกคนเสี่ยวเฉาก็ไม่ได้ตื่นเต้นหรือประหม่าเลย นางเอ่ยออกไปอย่างสงบนิ่งว่า“เมื่อครึ่งปีก่อนครอบครัวของข้าอาจจะทำมิได้ !แต่ตอนนี้ ! ถึงพวกเราจะมิได้มีกิจการใหญ่โตอย่างเจ้าของร้านจางแต่พวกเราก็ทำการค้าเล็ก ๆ อยู่ที่ท่าเรือและมีรายได้ 200 - 300 อีแปะต่อวัน ! ให้ข้าถามท่านบ้าง ข้ารู้สึกเศร้าที่เห็นพี่ใหญ่มิได้กินของดี ๆ และสวมเสื้อผ้าอุ่นๆ ข้าก็เลยส่งอาหารกับเงินมาให้เขา มันผิดตรงไหนเยี่ยงนั้นรึเจ้าคะ ? ”

     

    ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังมาจากฝูงชนว่า“ข้าจำเด็กคนนี้ได้ นางขายเนื้อห่อละ 1 อีแปะอยู่ที่ท่าเรือ ข้าเป็นคนขนสินค้าที่ท่าเรือเคยซื้ออาหารตุ๋นของครอบครัวของนางมาก่อนอาหารตุ๋นที่เสี่ยวเฉาทำอร่อยมากและขายดีมาก ๆ ด้วย ถ้าไปช้าก็จะอดกินเพราะพวกมันถูกขายจนหมดไปแล้ว! ”

     

    เสียงนี้ช่วยยืนยันคำกล่าวของเสี่ยวเฉา นางจึงเอ่ยต่อว่า“เจ้าของร้านจาง เชือกที่ร้อยเงินในมือของท่านน่ะข้าเป็นคนทำไว้เองทั้งหมด ข้าทำเชือกจากด้ายหลายๆ สีที่เหลือจากการเย็บผ้าของท่านแม่ ข้าส่งเงินให้พี่ใหญ่ 2 ครั้งกับอาหาร 1ครั้ง คนงานในร้านของท่านก็น่าจะรู้...”

     

    “ครั้งล่าสุดตอนที่ข้าออกมาซื้อของกับเพื่อนในชั้นแล้วผ่านร้านไม้จางจี้ข้าก็ได้เอาเงินมาให้พี่ใหญ่ 20 อีแปะด้วย...” ฉีโตวน้อยก็เอ่ยขึ้นอีกครา

    คล้ายกับเรื่องนิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน