บทที่ 154 พ่อสื่อแม่สื่อ
หลังจากได้ข่าวใหญ่มาจากหวงซีเฉิง ชิงหมินก็รีบแจ้งเรื่องนี้ต่อท่านพ่อและท่านแม่ของเขาทันที ทั้งสองคนตื่นเต้นอย่างมาก รีบออกคำสั่งให้ข้ารับใช้ในจวนเร่งทำความสะอาดและจัดแต่งสถานที่รองรับแขกเหรื่อให้พร้อม ยังต้องหาซื้อวัตถุดิบดีๆเอาไว้ทำอาหารต้อนรับแม่สื่อของสกุลหวงด้วย
ในการมาสู่ขอ หวงซีเฉิงยังไม่มีบทบาทในเรื่องนี้ เขาต้องส่งผู้หลักผู้ใหญ่ที่นับถือมาที่นี่ก็เท่านั้น และทุกคนก็ไม่ได้คาดคิดเลยว่าผู้ใหญ่ที่อีกฝ่ายพูดถึง แท้จริงแล้วเป็นผู้ใหญ่จริงๆ....
ขบวนเดินทางที่ยิ่งใหญ่ มีการเคาะฆ้องขนาดเท่าสองฝ่ามือเพื่อส่งเสียงเรียกความสนใจจากผู้คนรอบข้างด้วย ทำให้คนอื่นๆรู้ว่าตอนนี้สกุลหลี่กำลังจะมีฤกษ์มงคลเกิดขึ้นแล้ว หลังจากที่แม่ทัพใหญ่ไม่ยอมมาสู่ขอเป็นเวลานาน หลายคนยังคิดว่าเขาอาจจะไม่พอใจในสมรสพระราชทานนี้ก็ได้
ทว่า...เมื่อพวกเขาได้เห็นขบวนของพ่อสื่อแม่สื่อเช่นนี้ ทุกคนก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่
ด้านหน้าสุดเป็นชายชราผู้หนึ่ง แม้ว่าหนวดเคราจะอยู่เต็มใบหน้า และผมก็เปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน แต่ไม่อาจบดบังความดุร้ายของเขาได้เลย คนผู้นี้...แท้จริงแล้วก็คือ “ตำนาน” ของอาณาจักรเซินอีกผู้หนึ่ง เขาเกษียณตนเองไปหลายสิบปีแล้ว เป็นเหตุให้บิดาของหวงซีเฉิงกลายมาเป็นแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรได้
พูดให้ถูก แท้จริงแล้วเขาก็คืออดีตแม่ทัพใหญ่ และเป็นอดีตผู้นำตระกูลหวงด้วย!
เขาคือคนที่ถูกมองว่าเป็นเทวทูตแห่งความตาย ไม่ว่าจะพากองทัพไปที่ไหนล้วนแต่ทำให้ศัตรูต้องพ่ายแพ้ย่อยยับ ตอนที่เขาลาออกจากราชการ อายุของเขาเพียง 45-50 ปีเท่านั้น ร่างกายยังแข็งแกร่งอยู่เลย องค์จักรพรรดิในตอนนั้นพยายามที่จะยื้อเขาเอาไว้ ต้องการให้ทำงานเพื่อราชการต่อ แต่เขากลับไม่ยินยอม
มีคนพูดว่าเขาประกาศต่อองค์จักรพรรดิ ขอใช้เวลาสุดท้ายกับภรรยาที่กำลังป่วยหนัก และเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของเขาด้วย บุรุษที่มีใจมั่นเช่นนั้น...องค์จักรพรรดิจะกล้ารั้งเขาเอาไว้ได้อีกหรือ?
ด้วยการนำของอดีตท่านแม่ทัพใหญ่สองรุ่นก่อนเช่นนี้ ขบวนพ่อสื่อแม่สื่อนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้กลายเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วทั้งอาณาจักรแล้ว อย่างไรก็ตาม...หวงซีเฉิงต้องการแต่งภรรยาทั้งที เขาจะขอร้องเพียงอดีตผู้นำตระกูลได้อย่างไร
ข้างหลังของเขา บนเกี้ยวหาม ที่นั่นมีนักบวชผู้หนึ่งเปล่งรัศมีเรืองรองและทำให้ผู้คนต้องก้มลงกราบกราน เขาต่างหากที่เป็นบุคคลสำคัญอย่างแท้จริง ในเวลานี้...อดีตผู้นำตระกูลหวงที่แก่ชรา กลายเป็นเหมือนทหารองค์รักษ์ที่นำอยู่ด้านหน้าเพื่อปกป้องคนผู้นี้เท่านั้น
“นักบวชศักดิ์สิทธิ์” เป็นนักบวชที่องค์จักรพรรดิก็ยังไม่กล้าที่จะยืนเทียบเท่ากับเขา ยังต้องก้มลงไปกราบเพื่อไม่ให้เกิดความขุ่นเคือง ท่านนักบวชผู้นี้ไม่ค่อยปรากฏตัวให้ผู้คนได้เห็นมากนัก ต่อให้ไปยังอารามของท่าน...ก็จะได้ยินว่าท่านกำลังเก็บตัวฝึกฝน หรือไม่ก็กำลังธุดงค์ไปศึกษาการเข้าถึงนิพพานอยู่
คิดไม่ถึงเลยว่า ท่านนักบวชศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นจะมานั่งอยู่บนเกี้ยวคนหามเพื่อสู่ขอคนให้กับท่านแม่ทัพใหญ่ ไม่มีใครอยากจะเชื่อภาพที่พวกเขาเห็น.....ข่าวการปรากฏตัวของท่านนักบวชศักดิ์สิทธิ์นี้เข้าไปถึงพระเนตรพระกรรณขององค์จักรพรรดิอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ติดที่ว่านี่เป็นการสู่ขอ ถือเป็นวันดีของผู้อื่น พระองค์อาจจะมาที่นี่เพื่อขอพูดคุยกับท่านนักบวชศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว
หลายครั้งที่พระองค์เดินทางขึ้นเขาไปยังอารามเพื่อขอคำชี้แนะ ปรากฏว่าท่านนักบวชไม่ยอมพบเขาเลย ว่ากันว่า...หากองค์จักรพรรดิคนไหนได้มีโอกาสรับคำสั่งสอนจากนักบวชศักดิ์สิทธิ์ในรุ่นนั้นๆ บ้านเมืองจะสงบสุขดี น่าเสียดายที่ตั้งแต่บิดาของเขาจนมาถึงตัวของเขาเอง ยังไม่มีโอกาสได้ขอพรจากท่านนักบวชศักดิ์สิทธิ์เลย...ไม่น่าแปลกใจที่บ้านเมืองทุกวันนี้จะเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย
ด้วยตัวตนระดับนี้ถึง 2 คน พ่อสื่อแม่ชักทั้งหลายที่ติดตามมาในขบวนก็เป็นเพียงเครื่องประดับเท่านั้น แน่นอนว่าเครื่องประดับที่ว่านี้ก็เป็นขุนนางตำแหน่งสูงเช่นกัน เดิมทีพวกเขาไม่พอใจมากเมื่อรู้ว่าแม่ทัพใหญ่เชิญขุนนางมาที่นี่หลายคน ถึงทุกคนจะเป็นมิตรกับสกุลหวงเรื่อยมา แต่ไม่มีใครไม่ต้องการเป็นตัวเอกเพียงคนเดียว
จนกระทั่งพวกเขาได้รู้ความจริงว่าผู้นำขบวนการสู่ขอครั้งนี้เป็นผู้ใด พวกเขาจึงรีบกระดิกหางและขอเป็นส่วนหนึ่งของขบวนที่ยิ่งใหญ่นี้
จากที่โกรธว่าเชิญผู้คนมามากมายและทำให้พวกเขาไม่สามารถเป็นผู้ได้รับความสำคัญเพียงหนึ่งเดียวได้ ตอนนี้พวกเขาคงจะโกรธมากกว่า ถ้ามีโอกาสดีๆเช่นนี้แล้วไม่ยอมเชิญพวกเขามาเข้าร่วมขบวนด้วย!!
ตระกูลหลี่เตรียมพร้อมสำหรับแขกผู้มีเกียรติอยู่แล้ว แต่พวกเขาไม่ได้คาดคิดว่าแขกผู้มีเกียรติที่ว่านี้จะไม่ใช่แค่ขุนนางระดับสูง หากแต่เป็นตัวตนระดับตำนานถึงสองท่าน
ปากของผู้นำตระกูลหลี่จึงสั่นเทาอยู่ตลอดเวลา เขาไม่สามารถควบคุมสติและอารมณ์ของตนเองได้เลย จนหลายครั้งเกือบจะล่วงเกินคนสำคัญไปแล้ว
ดีที่ท่านเจ้ากรมพิธีการอยู่ที่นี่ในฐานะญาติของฝั่งเจ้าสาวด้วย ท่านเจ้ากรมพิธีการจึงสามารถช่วยแก้ไขและทำให้ทุกอย่างราบรื่นไปด้วยดี
ตระกูลหลี่เตรียมที่นั่งเอาไว้เจรจาแล้ว ยังดีที่ตกแต่งไว้ได้สวยงาม ซึ่งหลี่ชิงหมินเองก็ปรากฏตัวอยู่ในงานด้วย เนื่องจากเขาก็คือคนที่จะต้องแต่งเข้าสกุลหวง ยังต้องถามความสมัครใจและความยินยอมของเขาอีกคราหนึ่ง
วันนี้หลี่ชิงหมินสวมชุดสีฟ้าอ่อน ดูสุภาพแต่ก็ไม่ได้ดูเด็กเกินไป ตั้งแต่มาถึง...อดีตผู้นำตระกูลหวงซึ่งมีสายตาคมปราบก็จ้องมองที่หลี่ชิงหมินตลอดเวลา เขาทำราวกับต้องการพิจารณาว่าเหตุใด หลานชายของเขาจึงได้เลือกบุรุษที่ท่าทางเหมือนคนขี้โรคเช่นนี้มาเป็นภรรยาด้วย
แน่นอนว่าเขาเพียงแค่คิดในใจเท่านั้น หากพูดออกไปแล้ว .... ตัวเขาเองก็ไม่มีสิทธิที่จะต่อว่าใครได้เลย เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าฮูหยินของเขามีร่างกายไม่สมบูรณ์ตั้งแต่แรก ทว่าในใจได้หลงรักนางไปแล้ว ครั้นเมื่ออยู่กินกันไปสักพัก นางก็มีอาการกำเริบจริงๆ ช่วงแรกๆเขาต้องหาหมอเทวดามากมายมารักษา แต่ก็ทำได้เพียงประคองอาการเท่านั้น
เขาไม่มีทางเลือกอื่น ไม่สิ! หัวใจของเขาไม่อาจจะเลือกทางอื่นได้ สุดท้ายจึงออกจากการงานแล้วมาดูแลคนรักของตนเองจนโชคชะตาทำให้พวกเขาได้พรากกันไปอย่างแท้จริง เขาจมอยู่กับความเศร้าจนถึงทุกวันนี้
ดังนั้นเมื่อเห็นร่างกายอ้อนแอ้นของว่าที่หลานสะใภ้ ตัวเขาอยากจะเตือนเจ้าหลานชายตัวดีว่าให้คิดใหม่อีกครั้ง ถ้าเลือกได้ก็เอาคนตัวใหญ่และดูแข็งแรงมาเป็นคนรักจะดีกว่า นี่เป็นเพราะเขารู้ว่าความเจ็บปวดในการสูญเสียเป็นเช่นไร
ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งที่เขาคิดในใจเท่านั้น ความรักของคนทั้งสองคน ไม่มีทางที่จะหยุดได้ และเจ้าหลานชายตัวดีที่ถึงกับเชิญเขามาด้วยตนเองนี้ ก็คงจะรักบุรุษร่างกายบอบบางตรงหน้าหมดหัวใจนั่นแหละ
“ไม่ขออ้อมค้อม ข้ามาที่นี่เพื่อสู่ขอภรรยาให้กับแม่ทัพใหญ่หวง หวงซีเฉิง คนของตระกูลหลี่มีสิ่งใดขัดข้องหรือไม่” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจของอดีตแม่ทัพใหญ่ทำให้ผู้คนที่ได้ยินรู้สึกหวาดหวั่น
ต่อให้เด็กสองคนไม่รักกัน ต่อให้ตระกูลหลี่ไม่เต็มใจ เมื่อได้ยินคำถามนี้ พวกเขาจะกล้าตอบว่า “ไม่” ออกมาหรือ?
ผู้นำตระกูลหลี่รีบรับคำอย่างรวดเร็ว ปกติแล้วขั้นตอนการสู่ขอ ฝ่ายหญิงจะต้องสอบถามว่าทางนั้นจะเอาหัวใจของตนเองไปจากตระกูลแล้ว มีสิ่งใดมาแลกกันหรือ? อะไรจะเป็นหลักประกันให้พวกเขาได้รู้ว่าฝั่งบุรุษตั้งใจและจะรับลูกหลานของพวกเขาไปดูแลอย่างดี
เวลานั้น จึงค่อยมีการเจรจาต่อรองสินสอด การเรียกค่าของขวัญและสินน้ำใจ รวมถึงเรื่องอื่นๆ เช่น เรียกของมงคลกี่ประการ ต้องการทองคำในขบวนเท่าไร ม้าเท่าไร เป็นต้น ทว่า...เมื่อผู้นำตระกูลขุนนางเล็กๆได้รับความกดดันที่แผ่ออกมาจากพ่อสื่อคนนี้ เขากลับไม่สามารถย้อนถามอะไรได้เลย
“มะ ไม่มีปัญหาเลยขอรับ ไม่มีปัญหาใดๆ” เขาตอบไปพร้อมกับปาดเหงื่อ ให้ความรู้สึกเหมือนถูกข่มขู่มากกว่าจะเป็นการสู่ขอ
ทางอดีตแม่ทัพใหญ่พยักหน้า เขาเป็นคนขี้รำคาญเหมือนกับพวกลูกหลานของตนเองนี่แหละ ในฐานะอดีตจ้าวตระกูล เขาเป็นคนเผยแพร่นิสัยเช่นนี้ให้กับบุตรชายระหว่างฝึกซ้อมให้กลายมาเป็นแม่ทัพใหญ่คนใหม่ ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อเห็นพวกเขา จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นคนตระกูลหวง
ดูเอาเถอะ ออร่าที่พร้อมจะสังหารคนเช่นนี้ มีแค่พวกเขาเท่านั้นแหละที่ทำได้!
“ไม่มีปัญหาอะไรก็ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้น...การสู่ขอนี้ก็ถือว่าเสร็จสิ้นก็แล้วกัน” คนโบกมือ เหล่าผู้ชมลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ตระกูลหวงไม่ได้พูดถึงสินสอดและของขวัญด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าทุกคนรู้ดี ต่อให้ไม่พูดถึง สินสอดและของหมั้นไม่ควรจะน้อย ทว่า...นี่ไม่ผิดธรรมเนียมไปหน่อยหรือ?
ราวกับรับรู้ความคิดของคนอื่นๆ อดีตผู้นำตระกูลส่งสัญญาณให้คนของเขานำกระดาษหนึ่งปึกมาตั้งเอาไว้ตรงหน้า แยกกองสินสอดและของหมั้นหมายเอาไว้คนละกอง ทั้งหมดสูงเกือบๆ 1 ฝ่ามือ และรายการของในกระดาษนั้นเต็มไปหมด ราวกับไม่มีช่องว่างที่เว้นเอาไว้เลย
“นี่คือรายการสิ่งของ ให้พวกเจ้าแยกเก็บไว้หนึ่งชุด วันที่มาแต่งงาน ให้พวกเจ้าตรวจนับให้ถูกต้องอีกที” เขาว่าแค่นั้นแล้วก็ส่งหน้าที่ต่อให้กับนักบวชศักดิ์สิทธิ์ที่ยังคงนั่งหลับตาตั้งแต่ต้นจนจบ
เมื่อรู้ว่าเป็นหน้าที่ของตนเอง เขาก็เคาะเกี้ยวที่นั่งมา นักบวชผู้ติดตามยกเขาขึ้นด้วยพลังก่อนจะวางแท่นนั่งตรงหน้าของหลี่ชิงหมิน
“อยู่นิ่งๆ ข้าจะตรวจสอบโชคชะตาจากพลังงานฟ้าดินให้เจ้า...” น้ำเสียงที่ทรงพลังและดูลึกลับทำให้หลี่ชิงหมินที่มานั่งเป็นพยานการสู่ขอครั้งนี้ตัวเกร็ง
ในโลกเดิมของเขาก็มีเหมือนกัน เรื่องความเชื่อและดวงชะตาพวกนี้ ทว่า...ชิงหมินเป็นคนง่ายๆสบายๆ เขาไม่ไปหาเรื่องให้ตนเองต้องเดือดร้อน หากหมอดูบอกว่าต้องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล ไม่ใช่ว่าเขาจะต้องไปหาชื่อใหม่มาอีกหรือ? นั่นมันเสียเวลาเกินไป ดังนั้น...เขาเชื่อว่าทุกอย่างที่ตัวเองมีก็คือสิ่งที่ดีแล้ว
อันที่จริง ถ้าย้อนกลับไปได้ ชิงหมินอาจจะไปหาหมอดูสักคน เผื่อจะเตือนเขาล่วงหน้าเกี่ยวกับชีวิตเดิมที่แสนสั้น แล้วต้องมาเริ่มต้นใหม่อยู่ดี
หากเขารู้ก่อน เขาจะไม่มีทางเข้าสู่วังวนแรงงานนรกที่ต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อเก็บเงิน แต่เขาจะลาออกแล้วก็กินกับนอนจนกว่าจะพอใจ...นั่นแหละคือสิ่งที่เขาเสียดายมากที่สุดแล้ว
เมื่อบรรยากาศทั้งหมดเงียบสงบลง จู่ๆดวงตาสีทองลึกลับก็เปิดขึ้น ชิงหมินสะดุ้งเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าคนที่หลับตาอยู่ตลอด จู่ๆก็จะลืมตาขึ้นมากะทันหัน
สายตาของทางนั้นเหมือนกับมีบางอย่างที่ลึกลับอยู่ เขามองเห็นประกายดวงดาวอยู่ในนั้น เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นการใช้ทักษะของตนเองอย่างหนึ่ง ที่จริง...ชิงหมินอยากจะใช้พลังของเขาตรวจสอบอีกฝ่ายกลับไป แต่ก่อนหน้านี้พยายามแล้ว พบว่าพลังในการตรวจสอบของเขาไม่เพียงพอ ระดับพลังที่ต่างชั้นกันเช่นนี้ทำให้เขาได้แต่ยอมแพ้
“โชคชะตาชีวิตที่ดี สองแผ่นฟ้าประสานกันได้อย่างลงตัว เหมาะสมกับแม่ทัพใหญ่หวงแล้ว”
หลังจากที่อีกฝ่ายพิจารณาจนพอใจ ดวงตาสีทองก็ถูกปิดลงอีกครั้ง รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากของผู้ยิ่งใหญ่ เขาแสดงออกเหมือนกับว่ากำลังพอใจผลลัพธ์อะไรบางอย่าง
“หากโชคชะตาไม่เปลี่ยนแปลง วิญญาณย่อมไม่ถูกกระตุ้น เวลานี้...มนุษย์ได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ตระกูลหวงไม่อาจจะปล่อยมือจากเขาได้”
เมื่อพูดจบ ก็ส่งสัญญาณให้คนของตนเองพากลับไป เขาไม่ได้กลับไปนั่งรอร่วมวงกับคนอื่นๆอีก เพียงทิ้งแผ่นทองแผ่นหนึ่งเอาไว้ให้ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเขาใช้พลังของตนเองตั้งแต่เมื่อไร ในแผ่นทองนั้นปรากฏวันเดือนปีเกิดของทั้งสอง และวันที่เหมาะสมจะได้แต่งงานกันเอาไว้ด้วย
ตระกูลหลี่รับเอาไว้แผ่นหนึ่ง และอดีตผู้นำตระกูลหวงรับเอาไว้แผ่นหนึ่ง ถือว่าเป็นการแลกวันเดือนปีเกิด ผูกชะตาดูดวงให้สำเร็จแล้ว พิธีที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ทำให้ผู้คนขนลุกชัน อย่างไรก็ตาม...คำพูดที่ท่านนักบวชศักดิ์สิทธิ์ทิ้งเอาไว้กลับเป็นประเด็นที่ต้องทำให้ผู้คนไปตีความหมายกันอีกที
“โชคชะตาชีวิตที่ดี สองแผ่นฟ้าประสานกันได้อย่างลงตัว”
หลี่ชิงหมินไม่เหมือนคนอื่นๆ เขาสนใจเพียงประโยคนี้เท่านั้น รู้สึกว่าคำอธิบายเกี่ยวกับตัวตนของเขานั้นมันไม่ชัดเจน แต่ก็ไม่คลุมเครือ...เขารู้สึกว่าท่านนักบวชผู้นั้นรู้ว่าเขาเป็นคนจากที่อื่น!
ความเก่งกาจของคนผู้นั้นกำลังทำให้เขาหวาดกลัว...
……………………………………..