“ อ้าวมาทำอะไรกันตรงนี้ ? ”“ โอ้ ! ก็ว่าอยู่ทำไมถึงมารวมกันตรงนี้ที่แท้ก็ไม่มีลูกค้าเข้าร้านกันนี่เอง โฮะ ๆๆ ” ชายคนนั้นหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ เถ้าแก่เซี่ยว ระวังคำพูดด้วย ” ลุงโจวพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ พี่โจวซือโปรดใจเย็น ” เถ้าแก่เซี่ยวกล่าวด้วยท่าทีเคารพ แต่ชัดเจนว่านี่เป็นเพียงฉากบังหน้า
“ ฮึ่ม ! ” เสียงฮึดฮัดไม่พอใจดังมาจากลุงโจว“ เถ้าแก่เซี่ยวมีธุระอะไรโปรดกล่าว ”
“ อืม ได้ข่าวว่าร้านพี่โจวค้าขายไม่ดีรึ น้องชายคนนี้เป็นห่วงเกี่ยวกับความลำบากของพี่โจวซือจึงได้มาหารือปรึกษาเกี่ยวกับการซื้อที่แห่งนี้ ” เถ้าแก่เซี่ยวกล่าวอย่างตรงประเด็น จุดประสงค์ของเขาที่มาในวันนี้ชัดเจนแล้วว่าต้องการมาซื้อกิจการนี้ไป
“ ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น น้องเซี่ยวคิดมากเกินไปแล้ว ” ลุงโจวซือแม้ว่าสุขภาพไม่ดีจนไม่สามารถทำอาหารได้ แต่เขาตอนนี้เขามีความหวังเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้นแล้วด้วยเพียงแค่ฝีมือของลิ่วอูก็สามารถที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาเข้าร้านของเขาได้ อีกทั้งสามารถหาลูกค้ารายใหม่ได้อย่างสบาย
“ พี่โจวซืออย่าได้กล่าวเช่นนั้น เมื่อท่านเดือดร้อนข้าต้องช่วยท่านเป็นธรรมดา ” วาจาเจ้าเล่ห์เพทุบายได้ปรากฏขึ้นจากปากเถ้าแก่เซี่ยว“ เช่นนี้เป็นอย่างไร ข้าจะให้พี่โจวซือ 5ล้านหยวนสำหรับที่แห่งนี้ ”
ลูกน้องในร้านหลายอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย เงิน 5ล้านหยวนนั้นมีค่ามากมายอย่างแท้จริงแค่พวกเขามีเพียงล้านหยวนก็เพียงพอจะมีชีวิตสุขสบายในเมืองบ้านเกิดของพวกเขา และถึงแม้ว่าพวกเขาจะพยายามทำงานสั่งสมเงินทั้งชาติก็มิอาจหามาได้อย่างแน่นอนเงินจำนวนนี้ช่างเย้ายวนใจอย่างถึงที่สุด แต่ตรงกันข้ามกับลุงโจวซือ
“ ไม่จำเป็น ปัญหาได้ถูกคลี่คลายแล้ว ตอนนี้ร้านค้าของเขาสามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว ” ลุงโจวซือกล่าวด้วยน้ำเสียงแบบไม่ไยดี เขาไม่สนใจเรื่องเงินเหล่านี้แม้แต่น้อย
“ ปัญหาถูกแก้ไขแล้ว ? หรือว่าท่านพี่เชิญเชฟชื่อดังมาได้ ? ” เถ้าแก่เซี่ยวขมวดคิ้วพร้อมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ถ้าหากลุงโจวซือสามารถหาเชฟที่มีฝีมือมาได้ เขาก็แทบจะหมดโอกาสในการต่อรองซื้อร้านค้าแห่งนี้ไป
“ เชฟคนไหนมาทำงานที่ร้านเรารึ ? ” ชายอีกคนกล่าวแทรกขณะเดินเข้ามาในร้านอย่างเชื่องช้า
“ เชฟลิ่วอู ”
” ลิ่วอู ”
“ ในที่สุดเจ้าก็มา ”
เชฟลิ่วอูถึงกับคิ้วกระตุก ทำไมพวกเขาทำยั่งกับว่ากำลังรอต้อนรับเขาอย่างนั้นแหละ“ เอ่อ ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรกันรึ ” เชฟลิ่วอูอดไม่ได้ที่จะถาม
“ อืม ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว อาหารที่เจ้าทำนั้นยอดเยี่ยมมาก เดี๋ยววันนี้เราจะทำเมนูนี้ออกมาขายเป็นเมนูหลัก ” ลุงโจวซือพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“ อาหารอะไร ? ” เชฟลิ่วอูงงงวยในทันที เหตุการณ์แปลก ๆ ได้เกิดขึ้นจนทำให้เขาสับสนเป็นอย่างมาก
“ ก็ไอ้นี่ไง ” เชฟเจียงหนานยกจานอาหารหนึ่งขึ้นมาพร้อมกับยื่นไปทางลิ่วอู
“ ฉันไม่ได้ทำอาหารจานนี้ ” เชฟลิ่วอูบอกปัด
ทุกคนในที่นี้กลายเป็นโง่งม เชฟเจียงหนานไม่ได้ทำ เชฟลิ่วอูก็บอกปัด แล้วใครเป็นคนทำอาหารจานนี้
ทันใดนั้นก็มีเสียงคนเปิดประตูออกมาเป็นชิงฉือกับฉิงเยว่ พวกเขาทั้งคู่ต่างเดินออกมายังห้องโถงพร้อมกับถาดอาหารที่มีจานและถ้วยเรียงรายไว้
กลิ่นหอมแพร่กระจายเข้าไปเตะที่จมูกของคนที่ยืนอยู่ในทันที เชฟเจียงหนานและผู้จัดการหยานไห่รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง พวกเขาใช้สายตามองไปยังต้นตอของกลิ่น
ผู้จัดการหยานไห่เห็นหน้าของชิงฉือเดินถืออาหารมาอีกครั้งเขาก็คิดว่าชิงฉือต้องรู้ความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแน่นอน
“ ชิงฉือ ! ” ผู้จัดการหยานไห่กำลังตะโกนเรียกชิงฉืออยู่นั้น ฉับพลันมีคนคนหนึ่งเดินไปยังชิงฉือ นี่คือเชฟเจียงหนาน เขารู้สึกได้ว่าอาหารเหล่านี้ต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่แท้เขารีบหยิบฉวยจานอาหารจานหนึ่งที่อยู่บนถาดของชิงฉือ
ตอนนี้เชฟเจียงหนานกำลังจ้องมองจานอาหารดังกล่าว เขาวิเคราะห์ทั้งสี ทั้งกลิ่นของมัน “ นี่มันวิเศษมาก ! ” คำกล่าวนี้หลุดออกมาจากปากของเชฟเจียงหนานเชฟเจียงหนานหยิบตะเกียบที่อยู่บนโต๊ะหนึ่งมาและเริ่มที่จะชิมรสชาติของมัน
เพียงแค่อาหารชิ้นนั้นสัมผัสที่บริเวณปลายลิ้น เขาก็รู้สึกได้ทันทีถึงความอร่อยของอาหารจานนี้อาหารเริ่มละลายในปากอย่างช้า ๆ พร้อมกับรสชาติที่ซ่อนอยู่ได้เผยออกมามากขึ้น และมากขึ้นไปอีก ใบหน้าของเชฟเจียงหนานเต็มไปด้วยความสุข และความอิ่มเอมใจ
อาหารที่แปลกใหม่
รสชาติที่เหนือล้ำ
รูปลักษณ์ที่สวยงาม
กลิ่นที่เย้ายวน
นี่คือคำจำกัดความของอาหารจานนี้ที่เชฟเจียงหนานได้คิดขึ้นมา เขารู้สึกนับถือบุคคลที่ทำอาหารจานนี้เป็นอย่างมาก เขาแทบอยากจะก้มไปกราบเป็นศิษย์เลยทีเดียว
ทุกคนที่ยืนอยู่ได้เห็นปฏิกิริยาของเชฟเจียงหนานก็รู้สึกได้ว่านอกจากกลิ่นของอาหารที่ดึงดูดแล้ว ยังต้องประกอบไปด้วยรสชาติสุดยอดไม่ด้อยไปกว่าจานที่พวกเขาคิดว่าเป็นของเชฟลิ่วอูเป็นแน่
หลังจากนั้นถาดอาหารก็มาอยู่ตรงหน้าลุงโจวซือ“ เชิญเถ้าแก่โจวลิ้มลอง ” ฉิงเยว่ได้กล่าวออกมาพร้อมหัวเราะคิกคัก เป็นที่แน่นอนว่าคนในครัวรวมทั้งฉิงเยว่และชิงฉือได้ลองชิมอาหารเหล่านี้แล้ว พวกเขาจึงไม่แสดงท่าทีแปลกใจใด ๆ
ลุงโจวซือไม่รอช้า เขารับตะเกียบที่ฉิงเยว่ยื่นมาให้พร้อมกับค่อย ๆ คีบชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งออกมา เพียงแค่ใช้ปลายตะเกียบสัมผัสก็พบถึงความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่นสูง ความยืดหยุ่นนี่มากกว่าอาหารที่เขาเคยพบเจอเสียอีก ทั้งกลิ่น รูปลักษณ์ รวมทั้งความยืดหยุ่นนี้เห็นได้ชัดว่าคนที่ทำออกมาต้องมีฝีมือเหนือกว่าเขาในอดีตอย่างแน่นอน
เนื้อชิ้นนี้ถูกกัดไปด้วยฟันหน้า เนื้อขาดออกอย่างง่ายดาย
ลุงโจวแทบจะไม่ได้ใช้แรงมากเท่าใด แถมขณะที่เนื้อชิ้นนั้นสัมผัสบริเวณลิ้น เนื้อชิ้นนี้แทบจะละลายเลยทีเดียว รสชาติทั้งภายนอกและภายในเริ่มหลอมรวมกันให้ความรู้สึกที่เข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อ
เถ้าแก่โจวซือในตอนนี้เบิกตากว้าง
หัวใจของลุงโจวนั้นเริ่มเต้นถี่ขึ้น เขาตกตะลึงเป็นอย่างมากนี่เป็นอาหารที่สุดยอดอย่างที่สุด
เชฟลิ่วอูก็ไม่ต่างกัน ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความฉงน อาหารเหล่านี้ใครเป็นคนทำ ?
คนอื่น ๆ สังเกตได้ถึงการแสดงออกทางสีหน้าของเชฟทั้งสองและเถ้าแก่โจวซือ นี่บ่งบอกถึงคุณภาพที่สูงส่งของอาหารจานนี้ได้เป็นอย่างดี
ทุก ๆ สายตาเริ่มจับจ้องกันไปมา ในท้ายที่สุดทุก ๆ สายตามองไปยังหนึ่งหนุ่มหนึ่งสาว ชิงฉือ และฉิงเยว่
ผู้จัดการหยานไห่อดรนทนไม่ไหว เขาจึงเปิดปากออกมา“ ใครเป็นคนทำอาหารเหล่านี้ ”
ทุก ๆ คนรอฟังคำตอบของชิงฉือ และฉิงเยว่อย่างใจจดใจจ่อ
พวกเขาต่างจินตนาการถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ ใครเป็นเชฟผู้ที่มากฝีมือเช่นนี้กัน ?
ชิงฉือกำลังจะเปิดปากพูด แต่ในขณะเดียวกันก็มีบุคคลหนึ่งกล่าวแทรกขึ้นมาอีกครั้ง
“ ผมเอง ”