มู่อวิ๋นฮวาไม่คาดคิดว่า่เวลาสำคัญเช่นนี้จะมีสาวใช้วิ่งเข้ามาขัดด้วยเสียงอันดัง
“ให้ตายสิ” หากคำว่าว่านหลุดออกจากปากบ่าวคนนั้นเพียงครึ่งคำ ก็สามารถกำจัดอนุว่านออกไปจากที่นี่ได้อยู่แล้วเชียว
ทว่า
“ท่านแม่!” ร่างของมู่อวี่ซีโงนเงนเมื่อได้ยินเสียงรายงานของสาวใช้ นางทิ้งศักดิ์ศรีไปก่อนล้มตัวลงในอ้อมแขนของสาวใช้ข้างกาย ใบหน้าซีดเผือด “ท่านแม่...เหตุใดจึงได้... ท่านพ่อเ้าคะ...รีบไปดูเถิดเ้าค่ะ”
ที่สุดแล้วนางก็สามารถคว้าฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยชีวิตเอาไว้ได้ทันอย่างเฉียดฉิว มู่อวี่ซีเข้าไปคว้าแขนมู่หงไห่ด้วยน้ำตาอาบหน้า
มู่หงไห่เองก็ไม่คิดว่าหลี่ว่านจะฆ่าตัวตาย หลังจากนิ่งงันไปครู่หนึ่งด้วยความใ เขาก็รีบตอบกลับไปว่า “ไปตามหมอมา เร็วเข้า!”
พูดจบเขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังเรือนอวี่ฮวา
มู่อวิ๋นฮวามองแผ่นหลังของมู่อวี่ซีที่จับชายกระโปรงวิ่งออกไปอย่างเฉยเมย
“คุณหนูเ้าคะ อนุว่านทำถึงขนาดนั้น...” แม่นมแทบไม่อยากเชื่อ อนุว่านที่รังแกคุณหนูของนางมาสิบหกปีน่ะหรือจะฆ่าตัวตาย...เป็เช่นนั้นจริงหรือ
“หึ!” มู่อวิ๋นฮวาสบถเบา ๆ “แม่นม อนุว่านทรมานเรามาตลอดสิบหกปีใต้จมูกบิดาของข้า นางจะคิดสั้นเช่นนั้นได้อย่างไร แม้เวลานี้มู่หงไห่จะจัดการนางแล้ว แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้หย่าร้างออกไปจากที่นี่ ก็ไม่แปลกที่คนอย่างนางจะหาทางกลับมาเล่นงานข้าในสักวัน”
“คุณหนู คุณหนูหมายความว่าอย่างไรเ้าคะ...” แม่นมใมาก “อนุว่าน...แสร้งปลิดชีพตัวเองหรือเ้าคะ”
“ใครจะรู้” มู่อวิ๋นฮวากล่าวเย้ยหยันแล้วยิ้มที่มุมปาก “เลือกเวลาตายได้พอดิบพอดีเช่นนี้...แม่นมไม่คิดว่ามันบังเอิญเกินไปหรือ”
“เราต้องไปดูไหมเ้าคะ” แม่นมเสนอความเห็น
“ไปสิ ทำไมจะไม่ไป” มู่อวิ๋นฮวาพยักหน้า “ทั้งร้องไห้สะอึกสะอื้น คร่ำครวญน้อยเนื้อต่ำใจ และแม้แต่แขวนคอตาย นางเล่นมาครบทุกฉากเช่นนี้แล้ว ข้าจะไม่ไปเอาใจช่วยนางได้อย่างไรจริงไหม ไปเถอะ”
จะเป็การฆ่าตัวตายจริง หรือแค่เล่นละคร ต้องไปดูถึงจะรู้
เมื่อมู่อวิ๋นฮวาและแม่นมมาถึงเรือนอวี่ฮวา ก็พบว่าที่นี่ล้อมรอบไปด้วยบ่าวไพร่แน่นขนัดอยู่ก่อนแล้ว
บ่าวเ่าั้รีบหลีกทางให้คุณหนูใหญ่อย่างนอบน้อมทันทีที่เห็น และยังมีท่าทีประจบสอพลออย่างเห็นได้ชัด
มู่อวิ๋นฮวาเลิกคิ้ว อ้อ ในที่สุดคนเหล่านี้ก็ตระหนักได้แล้วสินะว่าผู้ใดคือเ้านาย แบบนี้นี่เองที่เรียกว่ารู้จักดูทิศทางลม
ในเมื่อนายของพวกเขายังกล้าเล่นละครฉากใหญ่ บ่าวไพร่หรือจะมีสิ่งใดให้ต้องละอาย นั่นทำให้มู่อวิ๋นฮวาสามารถเดินผ่านสาวใช้และคนงานที่เคยรังแกนางมาก่อนเข้าไปด้านในได้อย่างง่าย
สิ่งแรกที่นางเห็นคือฉากกั้นภาพปักสกุณาและบุปผาอันสะดุดตา
บนดอกไม้ดอกใหญ่ที่บานสะพรั่ง มีนกน้อยสีสันสดใสหลายตัวกำลังดูดน้ำหวาน นกเพียงชนิดเดียวที่ดูดน้ำหวานจากดอกไม้เช่นนี้ได้คือนกเฟิง และมีเพียงนกสายพันธุ์นี้เท่านั้นที่มีสีสันสดใสเช่นนี้
มู่อวิ๋นฮวาไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีเส้นไหมที่สามารถปักออกมาแล้วถ่ายทอดสีสันของนกเฟิงได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้อยู่ด้วย
อาจกล่าวได้ว่าเส้นไหมชั้นยอดจะมีสีสันสดใสสวยงามกว่าปกติ แต่เส้นไหมเหล่านี้ราวกับจะเปล่งแสงออกมาได้จริง ๆ
มันช่างเปล่งประกายอย่างไร้ที่ติ
เพียงคำว่าสวยสะดุดตาก็ยังไม่อาจใช้อธิบายภาพปักนี้ได้อย่างเหมาะสม นี่เป็ฉากกั้นที่งดงามเกินจะหาคำมาบรรยายได้ ลวดลายที่ปักเป็ขนบนตัวนกนั่นไม่ว่ามองจากมุมใด ไหมเ่าั้ก็แวววาวเล่นกับแสง เป็ภาพที่ทำให้มู่อวิ๋นฮวารู้สึกประหลาดใจและงุนงงอย่างมาก
“แม่นม นี่มัน...” มู่อวิ๋นฮวาหันไปเพื่อจะถามแม่นม แต่กลับเห็นแม่นมกำลังจ้องไปทางฉากกั้นเดียวกันนั้นด้วยแววตาโกรธเกรี้ยวชนิดไม่ปิดบัง กระทั่งเนื้อตัวก็ยังสั่นเทาด้วยโทสะ
นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่
“นายท่าน เหตุใดจึงไม่ปล่อยให้ข้าตายไปเสียเลยเ้าคะ”
ไม่ทันที่มู่อวิ๋นฮวาจะทำได้ความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้แม่นมโกรธ อนุว่านฟื้นคืนสติขึ้นมาแล้วคร่ำครวญด้วยเสียงแหบแห้ง
นางจึงหันความสนใจไปทางเ้าของเสียง พอเห็นแล้วก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความสนใจ เพราะสีหน้าของอนุว่านซีดขาว ท่าทางอ่อนแรง ที่คอยังมีรอยช้ำแดงอย่างเห็นได้ชัด ดูแล้วค่อนข้างสมจริง แสดงให้เห็นว่านางไม่ได้รีบเอาตัวลงมาเร็วนักหลังจากที่เอาคอไปแขวนอยู่บนผ้าที่ผูกไว้
เมื่อหันไปมองผ้ายาวสีขาวที่ถูกตัดขาดจนห้อยลงมา หญิงสาวก็ยกมุมปากเย้ย ดูเหมือนอนุว่านจะลงทุนทำร้ายตัวเองไม่น้อยทีเดียวเพื่อแสดงฉากฆ่าตัวตายนี้ให้สมจริง
นางคงรอกระทั่งตนเองเกือบขาดใจตายแล้วจริง ๆ ก่อนจะยอมลงมา
สตรีที่สามารถเอาชีวิตเข้าแลกเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าจะสามารถทำเื่ชั่วร้ายลับหลังสามีในคฤหาสน์ของเขาเอง เหมือนกับปิดแผ่นฟ้าด้วยมือข้างเดียวมานับสิบหกปี ช่างน่าชื่นชมจริง ๆ
มู่หงไห่อาจดูเฉยเมยไม่ได้แยแสอนุว่าน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้พูดจารุนแรงกับนางอีก เพียงถอนหายใจแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “เ้าคิดบ้างหรือไม่ว่าหลังจากตายแล้วซีเอ๋อร์จะต้องไว้ทุกข์ให้มารดาสามปีจนกระทั่งอายุสิบเก้า เช่นนั้นแล้วจะมีใครหน้าไหน้าแต่งงานกับนางอีก”
อนุว่านร้องไห้เงียบ ๆ แต่หนักหนาจนตัวโยน ท่าทางของนางราวกับเพิ่งตระหนักได้ถึงเื่นี้จากคำพูดของมู่หงไห่ แววตาสะท้อนความรู้สึกกลับมาอีกครั้ง อนุว่านละล่ำละลักพูดแทบไร้เสียง “ซีเอ๋อร์ ซีเอ๋อร์ ทั้งหมดนี้แม่ผิดเอง แม่ลืมคิดถึงลูกไป แม่ผิดเองซีเอ๋อร์ อย่าตำหนิแม่เลย ยกโทษให้แม่ของเ้าด้วย”
“ซีเอ๋อร์จะตำหนิท่านแม่ได้อย่างไรเ้าคะ” มู่อวี่ซีพยักหน้าแล้วตามด้วยการส่ายหน้าไปมาอย่างสับสน
อนุว่านรู้สึกเ็ปทุกครั้งที่เอ่ยวาจา แต่ดูเหมือนนางจะไม่ได้สนใจเื่นั้น และยังพูดออกมาอย่างเศร้าโศก “แม่ไม่ได้้าทำให้เ้าลำบาก แต่แม่หมดสิ้นหนทางแล้ว ฮือฮือ ซีเอ๋อร์ หัวใจแม่เ็ปเหลือเกิน เจ็บไปหมดแล้ว ฮือฮือ แม่ทำอะไรผิด แม่ทำผิดตรงไหน....”
อนุว่านร้องไห้จนแทบขาดใจและเริ่มหายใจไม่ออก ส่วนมู่อวี่ซีก็หวาดกลัวจนรีบะโเรียก “ท่านแม่ ไม่ได้นะเ้าคะ ท่านจะไม่ไหวแล้ว ไว้ค่อยพูดเถอะเ้าค่ะ ท่านแม่!”
แม้แต่มู่หงไห่ที่อยู่ข้าง ๆ ยังขมวดคิ้วแล้วหันไปเอ่ยเร่งบ่าวไพร่ “ตามหมอมาหรือยัง ทำไมยังไม่มาอีก”
หลังจากเริ่มหายใจได้มากขึ้นแล้ว อนุว่านก็ดูมีเืฝาดขึ้นเล็กน้อย แต่น้ำตาของนางยังไหลไม่หยุด ใบหน้าอาบไปด้วยน้ำตา นางมองมู่หงไห่ด้วยแววตามืดมนไร้ประกายแสง “นายท่าน ทุกอย่างเป็ความผิดของข้าผู้เดียว ต้องขออภัยสำหรับเื่ที่เกิดขึ้นกับฮวาเอ๋อร์...ข้าเองที่ดวงตามืดบอดด้วยความริษยา เป็ความผิดของข้าทั้งสิ้น...ฮือฮือ...นั่นเป็เพราะข้าและนายท่านเป็รักแรกของกันและกัน แต่ฉู่เตี๋ยกลับได้แต่งงานกับท่าน เป็ฮูหยินของท่าน...นายท่าน ข้าอิจฉานางมาตลอด...ข้า...ข้า...”
มู่อวี่ซีพยายามปลอบให้มารดาสงบลงจนอนุว่านรู้สึกดีขึ้น “นายท่าน ข้าทรมานลูกสาวของนางมาตลอดสิบหกปี เอาความเจ็บแค้นทั้งหมดไปลงที่ฮวาเอ๋อร์ ข้าผิดแล้ว เป็ความผิดของข้าเองเ้าค่ะ”
“นายท่านเ้าคะ ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าเป็คนเลวร้ายมากจริง ๆ ทั้งที่ข้าเองก็ให้กำเนิดบุตรสาว ได้เป็แม่คนเช่นกัน แต่กลับไร้จิตสำนึกว่าเด็กน้อยช่างไร้เดียงสา ข้าทำร้ายฮวาเอ๋อร์เพราะเห็นนางเป็ตัวแทนของฉู่เตี๋ย และยังคิดจะ....ทำเช่นนั้นกับลูกของนางอยู่หลายครั้ง...ฮวาเอ๋อร์....” อนุว่านเล่าเื่ราวด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนอารมณ์เศร้าหมองรุนแรง ทุกคนที่ฟังก็เข้าใจได้ว่านางกำลังเล่าเื่ที่เคยคิดจะเอาชีวิตของมู่อวิ๋นฮวา