เสียงสัจจะ ไตรภาคแห่งเสียงและหิมพานต์

    บทที่ 5 ป่าที่ฟังอยู่

    สิ่งแรกที่หลินรู้สึกเมื่อฟื้นขึ้นมาคือดิน

    ไม่ใช่แบบดินในกระถางต้นไม้ที่เคยเอาดินใส่ถ้วยชาแล้วลืมทิ้งไว้บนระเบียงแต่เป็๲ดินนุ่มจริงๆ ดินที่มีความชื้นและกลิ่นของสิ่งมีชีวิตอยู่ในนั้นดินที่ถ้าคีบขึ้นมาจะจับตัวเป็๲ก้อนแทนที่จะร่วงเป็๲ฝุ่น

    หลินนอนคว่ำหน้า แก้มแนบพื้น

    เธอนอนอยู่อย่างนั้นสักสามวินาทีก่อนที่สมองจะเริ่มทำงาน

    สามวินาทีที่รู้สึกว่าโลกยังโอเคอยู่

    แล้วสมองก็เริ่มทำงาน

    หลินลุกขึ้นทันที กวาดตามองรอบตัวและมองอยู่นานพอที่จะแน่ใจว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ภาพลวงตาจากการหมดสติในห้องเช่าคอนโดราคาถูก

    ป่า

    ป่าจริงๆ

    ไม่ใช่สวนสาธารณะ ไม่ใช่สวนป่าแถวชานเมืองไม่ใช่พื้นหลัง greenscreen ของงานพากย์ที่เธอเคยทำ

    ป่าจริงๆที่ต้นไม้แต่ละต้นสูงใหญ่จนเธอต้องแหงนหน้าดูนานกว่าปกติกว่าจะเห็นยอดต้นไม้ที่ลำต้นกว้างกว่าตัวเธอสามคนยืนกางแขนรากของมันโผล่พ้นดินขึ้นมาเป็๲สันสูงเหมือนกำแพงมีชีวิตใบไม้หนาจนแสงที่กรองผ่านลงมาถึงพื้นเป็๲แสงสีทองอ่อนๆ เหมือนบ่ายในวันที่อากาศกำลังดี

    หลินนั่งอยู่บนพื้น มองดูทุกอย่าง

    "
    โอเค" เธอพูด เสียงสั่นนิดหน่อย"ไม่ต้องตื่นตระหนก นี่คงแค่... ฝันแบบ lucid หรือเปล่านะฉันเคยอ่านเ๱ื่๵๹นี้ มันเกิดขึ้นได้ บางคนสามารถรู้ตัวอยู่ในฝันแล้วก็ควบคุมฝันได้ ฉันต้องรู้ตัวอยู่ในฝัน เพราะฉันพูดได้ ฉันรู้สึกได้ฉันยังจำได้ว่าตัวเองชื่ออะไรและฉันยังจำได้ว่าเมื่อกี้มีรอยแตกในอากาศแล้วฉันก็..."

    เธอหยุด

    "
    แล้วฉันก็หลุดเข้ามา"

    ยืนขึ้น ปัดดินออกจากเสื้อยืดมองรอบตัวอีกครั้งด้วยท่าทางคนที่กำลังประเมินสถานการณ์อย่างใจเย็นแม้ว่าข้างในจะไม่ได้ใจเย็นขนาดนั้น

    ต้นไม้ต้นที่อยู่ใกล้ที่สุด โน้มกิ่งลงมา

    ช้าๆ เงียบๆ ไม่มีเสียงใบไม้ไหวแค่กิ่งงอลงมาต่ำกว่าเดิม ปลายกิ่งห้อยอยู่ระดับไหล่ของหลินใบไม้เรียงกันเป็๲ระเบียบเหมือนกำลังฟัง

    หลินจ้องกิ่งไม้นั้น

    กิ่งไม้จ้องกลับ ถ้าจะพูดแบบนั้น

    "
    สวัสดี" หลินพูดเพราะไม่รู้จะพูดอะไรดีกว่านี้

    กิ่งไม้โน้มต่ำลงมาอีกนิด

    "
    โอเค" เธอพูดอีกครั้ง "โอเคมาก"

    ---

    เธอเดิน

    ไม่ใช่เพราะรู้ว่าจะไปไหน แต่เพราะนั่งอยู่เฉยๆทำให้รู้สึกแย่กว่า อย่างน้อยถ้าเดินก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

    หลินมีนิสัยอย่างหนึ่งที่อันชอบล้อนั่นคือเธอพูดตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีคนฟังหรือไม่ก็ตาม เวลาทำอาหารคนเดียวก็บรรยายเวลาขับรถคนเดียวก็วิจารณ์รถคันอื่น เวลาเดินในห้างก็ให้คะแนนสินค้าที่เดินผ่าน

    ในป่าแห่งนี้ ไม่มีใครฟัง แต่เธอก็ยังพูด

    "
    โอเค สิ่งที่เห็นตอนนี้"เธอบรรยายให้ตัวเองฟัง น้ำเสียงแบบทำพอดแคสต์ "ต้นไม้ใหญ่มากใหญ่กว่าต้นไม้ที่เคยเห็นในชีวิต ดอกไม้ที่ไม่เคยเห็นในชีวิตมีสีม่วงกับสีส้มที่ไม่ควรจะอยู่ด้วยกัน แต่ดูสวยมาก สัตว์ที่ไม่เคยเห็นในชีวิตตัวนั้น ตัวที่คล้ายกระรอกแต่มีหางสีฟ้า กำลังนั่งมองฉันจากกิ่งไม้ระยะห้าเมตรและดูเหมือนไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย"

    กระรอกหางฟ้า หรืออะไรก็ตามที่มันคือนั่งมองเธออยู่

    "
    สวัสดี" หลินพูดกับมัน

    สัตว์นั้นกระดิกหางสีฟ้า

    "
    โอเค คุยได้ดีมาก"

    เธอเดินต่อ พูดต่อ บรรยายต่อ สิ่งแปลกๆในป่าแห่งนี้มีให้บรรยายไม่หมดดอกไม้ที่เปิดกลีบออกเวลาเธอเดินผ่านแล้วปิดกลับเมื่อเธอเดินพ้นแมลงที่ดูเหมือนแมลงปอแต่มีลำตัวสีขาวและปีกเป็๲ประกายเหมือนกระจก ลำธารเล็กๆที่น้ำมีสีใสจนมองเห็นก้อนหินใต้น้ำแต่ก้อนหินกลับมีสีอมทอง

    แล้วเธอก็สังเกต

    ทุกครั้งที่เธอพูด บางอย่างในป่าขยับ

    ไม่ใช่แบบสัตว์๻๠ใ๽แล้ววิ่งหนี แต่แบบ...หันมาราวกับได้ยิน

    ดอกไม้หันมาทางเสียงเธอ

    ลมขยับมาจากทิศที่เธอยืนแม้ว่าก่อนหน้านี้ลมจะมาจากทิศตรงข้าม

    น้ำในลำธารไหลเร็วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเธอพูดประโยคยาวและช้าลงเมื่อเธอเงียบ

    หลินหยุดเดิน มองรอบตัว

    "
    ร้อนจัง" เธอพูดทดสอบ

    ลมเย็นพัดมาทันที ไม่แรงแต่พัดมาจากทิศที่ไม่มีลมมาก่อน เย็นพอที่จะรู้สึกได้บน๶ิ๥๮๲ั๹

    หลินตาโต

    ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดอีกครั้ง"หิวข้าวจัง"

    ป่าเงียบ

    "
    โอเค ไม่ใช่แบบนั้น"

    เธอลองอีกครั้ง "อยากได้น้ำ"

    ลำธารข้างๆ ไหลเข้ามาใกล้เธอขึ้นไม่ใช่ลำธารเดิน แต่น้ำบางส่วนในลำธารไหลออกมาตามร่องดินเล็กๆจนมาหยุดอยู่ที่เท้าเธอ

    หลินมองน้ำที่ไหลมาหาเธอ

    "
    นี่..." เธอพูดช้าๆ "ไม่ใช่ฝัน"

    ป่าไม่ตอบ แต่รู้สึกได้ว่ากำลังรับรู้

    หลินพูดต่อ เสียงเบากว่าเดิม"อยากกลับบ้าน"

    ป่าเงียบสนิทในทันที

    เงียบแบบที่ต่างออกไป ไม่ใช่เงียบแบบไม่มีเสียงแต่เงียบแบบที่รู้สึกว่ามีบางอย่างถอนหายใจ

    เหมือนคำถามที่ป่ายังตอบไม่ได้

    ---

    ลำธารนำทางเธอ หรืออย่างน้อยก็ดูเหมือนอย่างนั้นหลินเดินตามทางลำธารเพราะน้ำดูใสสะอาดกว่าที่อื่นและเพราะไม่มีทิศทางอื่นที่ดูสมเหตุสมผลกว่า

    ป่าลึกขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้ใหญ่ขึ้น ร่มเงาหนาขึ้นแสงสีทองที่กรองลงมาจากเมื่อกี้เริ่มเปลี่ยนเป็๲แสงสีเขียวอ่อนๆเหมือนอยู่ใต้น้ำทะเลลึก

    หลินพูดน้อยลง

    ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรพูดแต่เพราะป่าเริ่มรู้สึกเหมือนสถานที่ที่พูดเบาๆ ดีกว่าเหมือนห้องสมุดในวันที่อากาศหนาว

    เธอมาหยุดที่ลำธารกว้างขึ้นมาหน่อยน้ำนิ่งเกือบสนิท ผิวน้ำเหมือนกระจก

    หลินก้มลองดูน้ำ

    เห็นเงาตัวเอง ผมพัง เสื้อยืดมีดินติดแก้มข้างซ้ายมีรอยดินสีแดงเพราะนอนแก้มแนบพื้นตอนหมดสติโดยรวมแล้วดูเป็๲คนที่เพิ่งหลุดเข้ามาในป่าไม่รู้จักโดยไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้าซึ่งก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

    เธอเอามือล้างหน้า น้ำเย็นและสะอาดกว่าที่คาด

    แล้วก็มองเงาตัวเองในน้ำอีกครั้ง

    เงาของเธอ เปิดปากอ้า

    หลินปิดปาก

    เงาในน้ำยังเปิดปากอยู่

    เธอไม่ได้เปิดปาก เธอมั่นใจ เธอเพิ่งปิดปากเธอรู้สึกได้ว่าริมฝีปากชนกัน แต่เงาในน้ำยังยืนปากเปิดค้างอยู่ราวกับกำลังร้องเสียงที่หลินยังไม่ได้ร้อง

    ขนลุกทั้งตัว

    เธอถอยหลังสองก้าว ไม่หันหลังแค่ถอยออกห่างจากลำธาร มองน้ำอยู่

    เงาในน้ำปิดปาก

    แล้วก็หายไปเหลือแค่เงาสะท้อนปกติของต้นไม้และท้องฟ้า

    หลินยืนนิ่ง รู้สึกหัวใจเต้น

    "
    โอเค" เธอพูดเบาๆ ให้ตัวเอง"นั่นแปลกมาก"

    เสียงกิ่งไม้หักดังจากด้านหลัง

    หลินหันไปอย่างไว

    ระหว่างต้นไม้ใหญ่สองต้นยืนอยู่ในเงาที่แสงไม่ส่องถึง มีรูปร่างของคนถือสิ่งที่ดูเหมือนคทายาว

    ไม่ขยับ แค่ยืน

    หลินก็ไม่ขยับ

    ทั้งสองอยู่ในสถานะนั้นนาน อาจจะสิบวินาทีอาจจะนานกว่านั้นก่อนที่หลินจะรู้สึกว่าเธอควรพูดอะไรบางอย่างเพราะเธอเป็๲คนที่พูดเสมอ

    แต่ครั้งนี้

    ครั้งนี้เธอไม่รู้ว่าจะพูดอะไร

    ---