หลังจากหลางเยว่และฉินหยางเข้าประมือกันมู่เฉินก็เหมือนจะคิดแผนการณ์บางอย่างได้ เขาเคลื่อนตัวออกห่างจากการต่อสู้และหาจุดที่อยู่ห่างจากการปะทะกันของทั้งสองและพยายามฟื้นฟูพลังปราณให้กลับมาดังเดิม
ใช้เวลาไม่นานหลังจากนั้นเมื่อพลังปราณของเขากับมาสมบูรณ์แล้วมู่เฉินก็หยัดกายลุกขึ้นกระชับกระบี่ในมือแน่นและกระโจนเข้าไปร่วมวงประลองอีกครั้ง
"อย่าลืมข้าสิ!!"
มู่เฉินตะโกนก้องขึ้นประโยคหนึ่งพร้อมฟาดฟันเปลวเพลิงพุ่งตรงไปหาทั้งสองที่กำลังประมือกันอย่างดุเดือด
"นี่เจ้า!! คิดจะทำสิ่งใด?"
หลางเยว่ที่กำลังสนุกกับการประมือกับฉินหยางกระโดดหลบการโจมตีเมื่อและกล่าวถามขึ้นด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
"ทำสิ่งใด? ข้าก็เข้าร่วมการประลองอย่างไรล่ะ นี่เป็นการประลองที่ให้เราทั้งสามคนห้ำหั่นกันไม่ใช่รึ? คิดจะมาประมือกันสองคนเป็นเด็ก ๆ เช่นนี้ เจ้าคิดว่าที่นี่คือสนามเด็กเล่นหรืออย่างไร?"
มู่เฉินกล่าวออกมาด้วยสีหน้าหยิ่งยโสก่อนจะโคจรพลังภายในจุดตันเถียนปะทุพลังปราณระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 ออกมาปลดปล่อยการโจมตีพุ่งไปหาทั้งสองอีกครั้ง
หลางเยว่ที่เห็นการกระทำของมู่เฉินก็ชักสีหน้าไม่พอใจออกมาก่อนจะตวัดดาบในมือปัดการโจมตีของมู่เฉินทิ้งและพุ่งตัวเข้าไปหาฉินหยางอีกครั้ง
ฉินหยางหลังจากปัดการโจมตีของมู่เฉินออกไปได้ไม่นานก็เห็นว่าหลางเยว่กำลังพุ่งตรงเข้ามาใกล้พร้อมง้างดาบเตรียมฟาดฟัน เขาจึงยกกระบี่เพลิงในมือขึ้นมาปัดป้องโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่ดูเหมือนสมาธิของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับการต่อสู้ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
เคร๊ง!!
เสียงอาวุธของทั้งสองปะทะกันเกิดเสียงกังวาลสะท้อนก้องไปกับอากาศ
"น้องชายระหว่างการต่อสู้เจ้ามัวคิดสิ่งใด คิดจะดูถูกข้างั้นรึ?"
หลางเยว่ที่สังเกตุเห็นท่าทีของฉินหยางที่แปบกไปก็กล่าวถามพลางฟาดฟันดาบโจมตีใส่ฉินหยางอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่คิดจะสนใจมู่เฉินเลยแม้แต่น้อย
เขาไม่ได้คิดจะตอบคำถามของหลางเยว่แต่อย่างใด เขายังคงตั้งจดจ่อสมาธิอยู่กับการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเขาและทำเพียงปัดป้องการโจมตีของหลางเยว่ที่จู่โจมไปมาเท่านั้น
มู่เฉินเมื่อเห็นทั้งสองพุ่งเข้าปะทะกันอีกครั้งโดยไม่สนใจตนก็ไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแต่อย่างใด แต่กลับยิ้มเยาะอยู่ในใจเพราะสถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาอยากให้เป็นมากที่สุด เขาใช้ช่วงเวลาชุลมุนลอบปลดปล่อยเปลวเพลิงโจมตีใส่ทั้งสองอีกครั้ง
"หลีกไปซะ!!"
หลางเยว่ที่ถูกมู่เฉินขัดจังหวะการต่อสู้ถึงสองครั้งสองคราเกิดอาการฉุดเฉียวขึ้นมา เขาผละออกจากการบุกโจมตีฉินหยางแล้วหันกลับไปซัดคลื่นดาบทำลายการโจมตีของมู่เฉินที่พุ่งเข้ามาก่อนจะดีดตัวพุ่งตรงเข้าหามู่เฉินหวังจะจัดการกับมู่เฉินก่อนแล้วจึงจะไปท้าประลองกับฉินหยางตัวต่อตัวอีกครั้ง
เขาปลดปล่อยเพลงดาบคมเขี้ยวหมาป่าเพลิงสังหารที่รุนแรงหวังจะเผด็จศึกในการโจมตีเดียว แต่จู่ ๆ เขาก็จ้องหยุดชะงักและขมวดคิ้วขึ้นราวกับรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เพลงดาบคมเขี้ยวหมาป่าเพลิงสังหารที่ควรจะเป็นท่าโจมตีที่รุนแรงกลับอ่อนประสิทธิภาพลงอย่างน่าประหลาด
มู่เฉินเห็นดังนั้นก็แสยะยิ้มชั่วร้ายก่อนจะตวัดกระบี่ในมือปัดป้องการโจมตีที่พุ่งเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
"อะไรกัน!!!"
"พลังของข้า..อีกแล้วงั้นรึ? นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!"
หลางเยว่กล่าวพลางโคจรพลังของตนเพื่อสำรวจดูความผิดปกติก่อนจะพบว่าพลังของเขาลดต่ำลงไปหนึ่งขั้นอีกครั้งเช่นเดียวกับครั้งที่สู้กับหลินลู่เฟยเมื่อครั้งนั้น
ทางด้านของฉินหยางเองหลังจากที่หลางเยว่ผละตัวออกไป เขาก็หรี่ตาแคบลงเล็กน้อย เขาเองก็รับรู้ได้ถึงพลังของตนเองที่ลดลงเช่นเดียวกัน แต่หลังจากนั้นสีหน้าของเขาก็กลับมาเป็นปกติและไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแต่อย่างใดก่อนจะพูดขึ้นอย่างไม่รีบร้อนว่า
"เม็ดยาระงับปราณสินะ!!"
เพียงประโยคสั้น ๆ ที่เขาเอ่ยออกมาทำให้ทุกคนโดยรอบต่างเงียบเสียงลงในทันที...
"เม็ดยาระงับปราณน้องชายฉินหยางเจ้าหมายความว่า...?"
หลางเยว่กล่าวถามด้วยความสงสัย
ส่วนมู่เฉินที่ได้ยินสิ่งที่ฉินหยางพูดก็มีใบหน้าซีดเผือดลงในทันที เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าฉินหยางจะรู้จักเม็ดยาชนิดนี้ทั้งยังมองออกภายในพริบตาอีกด้วย ใบหน้าบองเขาเริ่มมีเหงื่อผุดซึมและปรายตาหันมองไปยังทางที่บิดาของเขานั่งอยู่อย่างรู้สึกผิด
"ลูกคนนี้ก่อเรื่องอีกแล้วงั้นรึ?"
มู่หลงเสวี่ยนกล่าวในใจอย่างเอือมระอาเพราะบุตรชายของเขาคนนี้มักก่อเรื่องให้เขาต้องตามเช็ดมาแล้วหลายครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเผยสีหน้ากังวลออกมาเพราะเป็นห่วง
"อย่างที่ข้าพูดไปพวกเราทั้งสองถูกฤทธิ์ของเม็ดยาระงับปราณไปอย่างไรล่ะ เม็ดยาชนิดนี้จะทำให้ผู้ที่กินหรือสูดดมผงของมันเข้าไปจะโคจรพลังได้ยากลำบากขึ้นและถูกระงับพลังปราณไว้ส่วนหนึ่งแต่จะถูกระงับไว้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับระดับพลังของคนผู้นั้น"
ฉินหยางกล่าวอธิบายพลางมองไปยังมู่เฉินแล้วกล่าวต่ออีกว่า
"เม็ดยาชนิดนี้ไร้สีไร้กลิ่นยากที่จะสามารถมองออก แต่นอกจากระงับพลังแล้วก็ไม่ได้มีอันตรายอะไร"
ฉินหยางกล่าวอธิบายออกมาทีละประโยคทำให้ผู้คนโดยรอบต่างจ้องมองไปยังมู่เฉินกันเป็นตาเดียว
"คุณชายมู่เจ้ากล้าใช้วิธีสกปรกต่ำช้าเช่นนี้"
หลางเยว่กล่าวออกมาด้วยความเดือดดานและไม่คิดว่าบุตรชายของท่านเจ้าเมืองที่น่าเคารพจะเล่ห์กลสกปรกเช่นนี้ในการเอาชนะคู่ต่อสู้
"ผู้อาวุโสนี่ถือว่าผิดกฏการประลองหรือไม่การใช้เม็ดยาที่สามารถระงับพลังของผู้อื่นได้เช่นนี้"
หลางเยว่หันหน้าไปถามกับชายวัยกลางคนที่เป็นคนคุมการประลองในครั้งนี้เพื่อต้องการให้เขาตัดสินการกระทำของมู่เฉิน
บรรยากาศเริ่มเงียบสงัดไร้เสียงผู้คนเพราะต่างก็เฝ้ารอคำตัดสินกันอย่างจดจ่อ
"การใช้เม็ดยาก็ถือเป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการประลองครั้งนี้ได้ไม่ถือว่าผิดกฎแต่อย่างใด"
จู่ ๆ ก็มีเสียง ๆ หนึ่งกล่าวขึ้นทำลายความเงียบเเต่เสียงนี้ไม่ใช่เสียงของชายวัยกลางคนที่เป็นคนคุมการประบองแต่อย่างใดแต่กลับเป็นเสียงของชายชรานามเฉินเทียนที่หลังจากกล่าวจบก็นั่งมองตรงไปข้างหน้าด้วยสีหน้านิ่งเรียบไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา
มู่หลงเสวี่ยนที่เดิมทีมีสีหน้าซีดเผือดเพราะเกรงว่าบุตรชายของตนจะถูกลงโทษจากการกระทำดังกล่าว เเต่เมื่อได้ยินคำกล่าวของชายชราเขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกในทันที
ผู้คนโดยรอบเองที่เดิมทีต่างพากันกล่าวตำหนิมู่เฉินถึงการกระทำก่อนหน้าเมื่อได้ยินคำตัดสินของชายชราที่เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ณ ที่แห่งนี้ต่างก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาอีก นั่นก็เพราะไม่มีใครกล้าพอที่จะกล่าวคัดค้านอย่างไรล่ะเพราะโลกที่ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่งแห่งนี้ มีแต่ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เอ่ยปากได้
ฉินหยางที่ยืนอยู่บนเวทีประลองไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับคำพูดของชายชรามากนักเพราะตนรู้อยู่แล้วว่าชายชราสามารถมองการกระทำของมู่เฉินออกตั้งแต่แรกและตนพูดขึ้นมาก็ไม่ได้หวังจะให้มู่เฉินถูกตัดสิทธิ์ออกจากการประลองแต่อย่างใด
"เอาล่ะเริ่มการประลองต่อได้"
เมื่อชายชราเป็นคนเอ่ยออกมาแล้วชายวัยกลางคนให้สัญญาณเริ่มการประลองขึ้นอีกครั้ง
"โชคดีจริง ๆ ไม่คิดว่าข้าจะไม่ถูกลงโทษรู้อย่างนี้ข้าก็คงไม่ต้องแอบใช้ตั้งแต่แรกแล้ว"
มู่เฉินคิดขึ้นกับตัวเองอย่างได้ใจ
"เช่นนั้นผู้ชนะในครั้งนี้ต้องเป็นข้าอย่างไม่ต้องสงสัยในเมื่อพวกมันทั้งสองถูกลดทอนพลังลงไปแล้วก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอีกต่อไป ฮ่า ๆ ๆ "
มู่เฉินหัวเราะดังลั่นอยู่ภายในใจราวกับตนเป็นผู้ชนะแล้วอย่างไรอย่างนั้น
"หึหึ เจ้าเด็กเวรฉินหยางนั่น!! ครั้งนี้แหละข้าจะเอาคืนในสิ่งที่เจ้าทำกับข้าให้สาสม!!"
มู่เฉินคิดกับตัวเองในใจอีกครั้งและจ้องมองไปทางฝั่งของฉินหยางราวกับตนเป็นหมาป่าที่มองลูกแกะตัวน้อยที่แสนอ่อนแอ
แต่เขากลับไม่รู้เลยว่าเม็ดยาระงับปราณนั้นไม่ได้มีผลใด ๆ กับฉินหยางเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นมันก็แน่นอนอยู่แล้วเพราะเขานั้นเป็นถึงผู้ที่เคยก้าวไปถึงระดับจักรพรรดิสวรรค์ทั้งยังมีความสามารถในการปรุงยาที่นับว่าไม่เป็นสองรองใครจะมาถูกฤทธิ์ของเม็ดยาพื้น ๆ เช่นนี้เล่นงานนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้
"ฮ่า ๆ ๆ เจ้าดูสายตาเจ้าเด็กนั่นสิมันคงคิดว่าเจ้าเป็นลูกแกะตัวน้อย ๆ ที่รอคอยให้มันขย้ำอยู่กระมัง"
เสวี่ยอวี๋ที่อยู่ในลูกแก้วจิตวิญญาณเห็นสายตาของมู่เฉินที่มองมาก็กล่าวขึ้นอย่างขบขัน
"พวกเจ้าสองคนใครจะเข้ามาก่อน? หึหึ !! หรือจะเข้ามาพร้อมกันเลยข้าก็ไม่ว่าหรอกนะ"
มู่เฉินกล่าวท้าทายทั้งสองพร้อมแสยะยิ้มอย่างไม่นึกเกรงกลัวราวกับไม่เห็นทั้งสองอยู่ในสายตา
"เหอะ!! สองคนงั้นรึ? ถึงข้าจะถูกระงับพลังไปบางส่วนแต่สำหรับเจ้าแค่ข้าคนเดียวก็เพียงพอแล้ว"
หลางเยว่แค่นเสียงออกมาคำหนึ่งก่อนจะกล่าวถากถางมู่เฉินกลับและหันกลับไปพูดกับฉินหยางว่า
"น้องชายคงไม่ว่าอะไรใช่หรือไม่"
หลางเยว่หันหน้าไปถามความเห็นของฉินหยาง
"ต้องขอโทษพี่ชายด้วย คุณชายมู่คนนี้ข้าจะเป็นคนจัดการเอง"
ฉินหยางกล่าวตอบเสียงเรียบแต่สายตาเขายังคงจ้องไปทางมู่เฉินไม่วางตา
"จัดการเอง? น้องชายเจ้าหมายความว่าอย่างไร? เจ้าถูกลดทอนพลังจนไม่ได้อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณเสียด้วยซ้ำ เจ้าคิดจะฆ่าตัวตายงั้นรึ?"
หลางเยว่กล่าวออกมาอย่างเป็นห่วง ถึงแม้ตนจะคิดว่าฉินหยางนั้นถือว่าเป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแกร่งแต่การที่เขาถูกระงับพลังลงเช่นนี้
"เรื่องนั้นพี่ชายไม่ต้องเป็นห่วงข้ามีวิธี อีกอย่างดูเหมือนคุณชายมู่เขาจะมีความแค้นส่วนตัวกับข้านะ"
ฉินหยางกล่าวออกมาอย่างยิ้ม ๆ พรางหันหน้าไปมองทางมู่เฉินที่กำลังยิ้มมุมปากอย่างสบายใจอยู่
"ความแค้นส่วนตัว? ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็จะไม่ยุ่ง ลูกผู้ชายมีบุญคุณต้องตอบแทน มีแค้นต้องชำระ แต่น้องชายต้องระวังตัวด้วยคุณชายมู่ไม่ใช่ผู้วิเศษธรรมดา ๆ ที่จะสามารถจัดการลงได้ง่าย ๆ ยิ่งน้องชายโดนระงับพลังเช่นนี้ด้วยแล้ว..."
"ขอบคุณพี่ชายที่เป็นห่วงข้าจะระวังตัว"
หลังจากกล่าวของคุณในความเป็นห่วงของหลางเยว่แล้วฉินหยางก็ก้าวเท้าออกมาข้างหน้าด้วยรอยยิ้มอย่างช้า ๆ ในมือของเขายังคงกำกระบี่ที่เกิดจากการบีบอัดพลังปราณที่ถึงแม้จะดูว่าอ่อนกำลังลงไปมาก แต่ยังให้สามารถรับรู้ได้ถึงความร้อนและความแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาได้อยู่
"คิดจะเข้ามาคนเดียวงั้นรึ? ทำโตอวดเก่งยิ่งนักเจ้าไม่รู้ตัวหรอกรึว่าตนเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร"
มู่เฉินเอามือกอดอกกล่าวอย่างเย้ยหยัน
"ข้ารู้เเต่ดูเหมือนคุณชายจะมีเรื่องอยากจะสะสางกับข้าไม่ใช่รึ ถ้าเช่นนั้นก็มาสะสางเสียให้จบวันนี้"
ฉินหยางกล่าวออกมาเสียงเรียบไม่มีความหวาดกลัวหรืออารมณ์ใด ๆ เผยออกมาเลยแม้เสี้ยวเดียว แต่การกระทำของฉินหยางยิ่งทำให้มู่เฉินรู้สึกเดือดดานและไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
"ดี ดี ดีมาก!! ในเมื่อเจ้าใจกล้าเช่นนี้งั้นก็เข้ามาข้าจะแสดงให้เห็ถึงความต่างชั้นของเจ้ากับข้าพลังเอง"
"เพลงกระบี่เพลิงสังหาร"
มู่เฉินไม่คิดกล่าวสิ่งใดต่อเขาฟาดฟันกระบี่ในมือปลดปล่อยการโจมตีหวังจะจัดการฉินหยางและสั่งสอนที่ฉินหยางเคยทำให้เขาต้องอับอายต่อผู้คนจำนวนมากในครั้งนั้น
ฉินหยางที่มองเห็นการโจมตีของมู่เฉินพุ่งเข้ามาก็วาดกระบี่เพลิงในมือสร้างโล่ห์เปลวเพลิงขึ้นมากำบังเขาอยู่ด้านหน้า
ตู้มมมม!!
โล่ห์เพลิงของฉินหยางปะทะเข้ากับการโจมตีของมู่เฉินอย่างรุนแรง แต่โล่ห์เพลิงต้านทานไว้ได้เพียงไม่นานก็ระเบิดแตกออก
การโจมตีของมู่เฉินยังคงพุ่งตรงต่อไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดพักจนเหลือเพียงไม่กี่ฉื่อการโจมตีดังกล้าวก็จะถึงตัวของเขาแล้ว
เคร๊ง!!!
แต่ในช่วงเสี้ยวพริบตาที่การโจมตีอยู่ห่างออกไปจากเขาเพียงไม่กี่ชุ่นฉินหยางก็ยกกระบี่เพลิงขึ้นมาต้านทานไว้ได้ทันทวงทีแต่ด้วยความรุนแรงจึงทำให้เขาต้องถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวแต่ไม่นานก็สามารถหยุดยั่งเอาไว้ได้ในที่สุด
"นี่รึผู้มีพรสวรรค์ระดับตำนานก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่เลยหนิ"
มู่เฉินที่เห็นว่าเมื่อครู่ฉินหยางรับการโจมตีของตนได้อย่างยากลำบากก็กล่าวเย้ยหยันออกมาอย่างได้ใจ แต่ผู้คนโดยรอบกลับพากันกล่าวนินทาและแอบสบถด่าถึงความไร้ยางอายของมู่เฉินที่ใช้วิธีสกปรกเล่นงานคนอื่นแล้วยังมีหน้ามาพูดเยาะเย้ยเช่นนี้
"ว่าอย่างไร จะยอมคุกเข่าขอโทษข้าแล้วเอ่ยยอมแพ้ดี ๆ หรือจะให้ข้าทรมานเจ้าจนกว่าเจ้าจะยอมพูดกัน"
มู่เฉินทำเป็นไม่ได้ยินเสียงของคนที่กล่าวนินทาและยังคงกล่าวฉินหยางราวกับตนเป็นยมทูตที่กุมชีวิตของฉินหยางไว้ในกำมือแล้วอย่างไรอย่างนั้น
ฉินหยางไม่สนใจคำกล่าวของมู่เฉินเขาตั้งสมาธิใช้จิตสัมผัสกวาดสำรวจร่างกายก่อนจะแอบใช้เพลิงศักดิ์เผาผลาญฤทธิ์ของเม็ดยาระงับปราณจนในที่สุดพลังปราณของเขาก็ปลับมาเป็นปกติ
"มาต่อกันเถอะ"
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จเขาก็เงยหน้าขึ้นยกยิ้มและกล่าวขึ้น ก่อนพุ่งตัวเข้าหาอย่างรวดเร็วพร้อมตวัดกระบี่เพลิงในมือผลักให้มู่เฉินต้องตั้งรับอย่างต่อเนื่อง
มู่เฉินตั้งรับการโจมตีของฉินหยางได้อย่างยากลำบาก เขาสำผัสได้ถึงความหนักหน่วงและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ฉินหยางฟาดฟันลงมา
ความจริงแล้วฉินหยางสามารถใช้ท่าโจมตีที่รุนแรงเพื่อปิดฉากการต่อสู้ในครั้งนี้ลงได้อย่างง่ายดาย ที่เขาไม่ทำเช่นนั้น นั่นเพราะเขาต้องการที่จะทำความเข้าใจกับระดับพลังที่เขาครอบครองอยู่ในตอนนี้ ซึ่งจากที่เขาเฝ้าสังเกตก็สามารถมองออกบางส่วนแล้วว่าจุดตันเถียนสีดำสนิทที่ดูว่างเปล่าของเขาความจริง ๆ แล้วเป็นรูปแบบ ๆ หนึ่งของขั้นพลังเช่นเดียวกับตอนที่เขาต้องรวบรวมพลังปราณและบีบอัดสร้างเป็นดวงดาราทั้งสิบสองดวงจึงจะสามารถทะลวงระดับได้
"บัดซบ!! เหตุใดพลังปราณของมันถึงดูเหมือนไม่ลดลงเลย แถมยังดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ"
มู่เฉินตวัดกระบี่ในมือพยายามปัดป้องการโจมตีของฉินหยางและสบถขึ้นกับตัวเองในใจอย่างแตกตื่นเพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดหวังอยากให้เป็น
เคร๊งง!! ตู้มม!!
เสียงกระบี่ของทั้งสองกระทบกันอีกครั้งแต่ในครั้งนี้มู่เฉินกลับถูกแรงปะทะส่งให้เขาต้องลอยกระเด็นถอยหลังไปหลายจั้ง
"อัก!!! เคร๊ง!!!!
มู่เฉินกระอักออกมาคำหนึ่งพร้อมทำกระบี่ในมือหลุดลงพื้นเพราะการโจมตีเมื่อครู่รุนแรงจนเขาไม่สามารถจับกระบี่ไว้ได้
"นี่มันอะไรกัน?...ไม่ใช่ว่าเจ้าถูกฤทธิ์ของเม็ดยาระงับปราณเข้าไปแล้วไม่ใช่รึ? เหตุใดเจ้าถึงยังมีพลังขนาดนี้ได้!!"
มู่เฉินตะโกนถามฉินหยางอย่างไม่เข้าใจเขาทรุดเข่าลงกำข้อมือข้างขวาไว้เพราะความเจ็บปวด
"นั่นเพราะว่ามันไม่ได้ผลกับข้าอย่างไรล่ะ"
"ไม่ได้ผลกับเจ้า? นั่นมันจะเป็นไปได้อย่างไร..ไม่จริงหรือว่าเจ้าเองมียาแก้งั้นรึ?"
มู่เฉินกล่าวสันนิษฐานไปต่าง ๆ นา ๆ แต่ฉินหยางก็ทำเพียงยิ้มบางตอบกลับเท่านั้นและไม่คิดจะกล่าวตอบความจริงแต่อย่างใดเพราะที่เขายอมเปิดเผยว่าเม็ดยาระงับปราณใช้ไม่ได้ผลกับตนและไม่ได้กล่าวถึงเหตุผลนั่นก็เพื่อให้ผู้คนได้คาดเดากันเอาเอง
ซึ่งแน่นอนว่าเป็นใครต่างก็ต้องคิดว่าเขาครอบครองเม็ดยาที่สามารถแก้ทางเม็ดยาระงับปราณอย่างที่มู่เฉินใช้อย่างแน่นอน ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้คนรับรู้ถึงพลังเพลิงที่เขาครอบครองอยู่จนกว่าเขาจะแข็งแกร่งมากพอจนไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด ไม่เช่นนั้นแล้วอาจเกิดความโกลาหลขึ้นที่นี่เป็นแน่
"บัดซบ!! ข้าไม่เชื่อ!! ข้าไม่มีทางไม่เชื่อ!!! ตายซะไอ้เด็กเวร!!!"
มู่เฉินตวาดลั่นพร้อมฟาดฟันดาบปลดปล่อยการโจมตีออกมาอย่างบ้าคลั่งราวกับได้เสียสติไปแล้ว
"น้องชายระวัง!!"
หลางเยว่ร้องเตือนขึ้นเสียงดังเพราะความเป็นห่วง
"ไม่เป็นไรพี่ชายไม่ต้องเป็นห่วง"
ฉินหยางยังคงยิ้มบางและกล่าวตอบอย่างไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกใด ๆ ก่อนจะหันหน้ากลับไปทางมู่เฉินแล้วพูดว่า
"เช่นนั้น..คุณชายมู่เรามาจบความบาดหมางนี้กันเถอะ..หากเจ้าพ่ายแพ้แล้วก็จงอย่ามาราวีข้าอีก"
"บงกชเพลิง (ศักดิ์สิทธิ์)"
"บงกชที่ 2 กลีบบงกชร่ายรำ...."