บทที่ 7 สัญจรไกลสู่งานรื่นเริงอันน่าตื่นตาในโลกมนุษย์
เฟิ่งชิงหร่านมีสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
‘สำนักที่เป็ทางการแต่ไม่มีอาคารบ้านเรือนสักหลัง เื่นี้จะเป็ไปได้อย่างไร?’
อย่างไรก็ตาม เยี่ยเวิ่นเทียนมิได้อธิบายเื่นี้มากนัก เขาพาเฟิ่งชิงหร่านมาที่ยอดเขาโม่จู๋โดยตรง
ทันทีที่ลงสู่พื้น เฟิ่งชิงหร่านก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มสามคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายหนุ่มที่สวมเสื้อคลุมสีดำลายเมฆา เขามีความสง่างามเหนือสามัญ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับภาพวาด ประหนึ่งเทพเซียนที่ถูกเนรเทศลงมา
ในห้วงความคิดของเฟิ่งชิงหร่านผุดขึ้นมาประโยคหนึ่ง เดินทางไกลสู่งานรื่นเริงอันน่าตื่นตาในโลกเบื้องล่าง เพื่อชื่นชมโฉมงามอันรุ่งโรจน์ของมวลมนุษย์
เมื่อทั้งสามคนเห็นเยี่ยเวิ่นเทียนและเฟิ่งชิงหร่าน พวกเขาก็ลุกขึ้นเดินเข้ามา
เยี่ยเวิ่นเทียนยกมือตบบ่าของชายหนุ่ม “ศิษย์น้อย ผู้นี้คือศิษย์พี่เจ็ดของเ้า ‘โม่จิงหง’ ต่อไปหากมีเื่ใดในสำนักก็สามารถถามเขาได้ รวมถึงเื่การบำเพ็ญที่ไม่เข้าใจก็สามารถถามเขาได้เช่นกัน”
เฟิ่งชิงหร่านได้สติกลับมาจึงรีบคำนับทักทาย “เฟิ่งชิงหร่าน คารวะศิษย์พี่เจ็ดเ้าค่ะ”
โม่จิงหงยกข้อมือขึ้นเบา ๆ มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่งามเปล่งประกายลึกล้ำ “ข้า ‘โม่จิงหง’ ยินดีที่ได้พบ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฟิ่งชิงหร่านก็ชะงักไปชั่วขณะ วิธีทักทายของศิษย์พี่เจ็ดช่างแปลกประหลาดเสียจริง
ไม่เพียงแต่เฟิ่งชิงหร่าน แม้แต่เยี่ยเวิ่นเทียนและอีกสองคนก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ วันนี้โม่จิงหงดูเป็กันเองอย่างบอกไม่ถูก ไม่มีท่าทีสูงส่งเ็าเช่นทุกวัน
“น้องหญิงกำลังเติบโต ข้าขอมอบเสื้อคลุมเจ็ดสีนี้ให้เ้า มันสามารถเปลี่ยนสีและปรับขนาดได้เอง” โม่จิงหงกล่าวพลางส่งของให้เฟิ่งชิงหร่าน
“ขอบคุณศิษย์พี่เจ็ดเ้าค่ะ” เฟิ่งชิงหร่านรับเสื้อคลุมเจ็ดสีมา ดวงตาที่หลุบต่ำวาบแสงประหลาด นางล้วงกล่องใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “นี่คือของตอบแทนเ้าค่ะ”
โม่จิงหงมิได้ปฏิเสธ รับของตอบแทนไว้
เยี่ยเวิ่นเทียนลูบคางของตนเอง เขาเพิ่งรู้ว่าการพบกันครั้งแรกต้องเตรียมของขวัญ ถ้าเช่นนั้นการรับศิษย์ครั้งก่อน ๆ ที่เขาโยนให้หลิ่วชางหลานและโม่จิงหงจัดการไป เขาคงติดค้างของขวัญไว้ไม่น้อยเลย
หากต้องชดเชยทั้งหมด ต่อไปเขาคงไม่มีศิลาิญญาเหลือไว้ซื้อสุราแล้วกระมัง?
“ศิษย์น้อย นี่คือศิษย์พี่ใหญ่ของเ้า ‘หลิ่วชางหลาน’ ส่วนคนนี้คือศิษย์พี่สี่ของเ้า ‘มู่เชียนเจวี๋ย’ พวกเ้าคุยกันไปก่อน ข้ายังมีธุระ” เยี่ยเวิ่นเทียนแนะนำอย่างรวดเร็วแล้วร่างของเขาก็หายวับไปจากยอดเขาโม่จู๋
เฟิงชิงหราน “???”
‘ยังมีอาจารย์ที่ไม่น่าเชื่อถือยิ่งกว่านี้อีกหรือไม่?’
“ท่านอาจารย์วิ่งหนีไปเร็วจริง ๆ ประหยัดเงินไปได้อีกก้อน” มู่เชียนเจวี๋ยโบกพัดในมือ
แม้เฟิ่งชิงหร่านจะรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง ทว่านางก็ยังคงทักทายหลิ่วชางหลานและมู่เชียนเจวี๋ยอย่างสุภาพ ไม่ยโสโอหังและไม่ขาดเขลาจนเกินไป
หลิ่วชางหลานสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีเรียบ รูปร่างผอมบางสง่างามราวกับหยก ใบหน้าของเขาดูอ่อนโยน เขากล่าวว่า “ศิษย์น้อง สบายดีหรือ นี่คือของขวัญต้อนรับสำหรับเ้า ‘แหวนมิติไร้ขอบเขต’ ภายในมีผลิญญาห้าร้อยลูก”
เฟิ่งชิงหร่านคำนับขอบคุณ ก่อนจะรับแหวนมา ในใจรู้สึกประหลาดเล็กน้อย
‘ศิษย์พี่ใหญ่ช่างใจกว้างเหลือเกิน’
แหวนมิติเป็อุปกรณ์เก็บของชั้นสูงในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน โดยทั่วไปแล้วมีเพียงผู้าุโและเ้าสำนักใหญ่เท่านั้นที่จะมีแหวนมิติได้ และยังเป็แหวนที่มีพื้นที่จำกัดอีกด้วย
แหวนมิติไร้ขอบเขตนั้นยิ่งหายากกว่า มีเพียงบรรพชนของสำนักเพียงหยิบมือเท่านั้นที่จะมันได้
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในแหวนมิตินี้ยังมีผลิญญาห้าร้อยลูก ผลิญญานั้นแตกต่างจากโอสถ ปราณิญญาภายในผลิญญานั้นบริสุทธิ์ ทั้งยังบำรุงเส้นลมปราณ ในขณะเดียวกันก็ไร้ผลข้างเคียง
“พวกเ้าสองคนนี่ช่างบีบให้ข้าต้องใช้ไม้ตายเสียจริง” มู่เชียนเจวี๋ยกล่าวพลางถือพัดกระดูกหยกขาวไว้ในมือ พร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน ดวงตาคู่งามดั่งดอกท้อดูเหมือนยิ้มแต่ก็ไม่ใช่
มู่เชียนเจวี๋ยหยิบสิ่งของรูปลักษณ์คล้ายร่มออกมา ยาวประมาณห้าชุ่น ส่งให้เฟิ่งชิงหร่าน มองเพียงปราดเดียว เฟิ่งชิงหร่านก็จำได้ว่านี่คืออาวุธลับ และยังรู้สึกคุ้นตาอีกด้วย
“นี่คือเข็มพันเล่ม หลังจากที่ศิษย์น้องทำพันธสัญญาแล้ว เ้าก็จะรู้ถึงประโยชน์อันน่าอัศจรรย์ของมัน” มู่เชียนเจวี๋ยกล่าวพลางโบกพัดในมือ
เฟิ่งชิงหร่านเก็บแหวนมิติและอาวุธลับเข้าไป แล้วหยิบกล่องสองใบออกมา ส่งให้ทั้งสองคนตามลำดับ
หลิ่วชางหลานเปิดกล่องออก เห็นโสมสีม่วงวางอยู่ข้างใน ดวงตาสีดำสนิทเปล่งประกายอ่อนโยน
‘กลิ่นอายบนโสมนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ราวกับมีพลังของวิถี์?’
มู่เชียนเจวี๋ยเห็นสีหน้าของหลิ่วชางหลานเช่นนั้น จึงเปิดกล่องในมือของตน ทันใดนั้นก็แสดงสีหน้าตกตะลึง แล้วค่อย ๆ ปิดฝากล่องอย่างระมัดระวัง
“ศิษย์น้อง เ้ารู้หรือไม่ว่ามันมีค่าเพียงใด?”
เฟิ่งชิงหร่านพยักหน้า ‘หลินจือโลหิตเพลิง’ เหมาะกับมู่เชียนเจวี๋ยมาก แต่นางไม่รู้ว่าเพราะหลินจือนี้ ภายในสามเดือนต่อมา ยอดเขาเชียนเจวี๋ยจะถูกเผาจนโล่งเตียน
“ขอบใจศิษย์น้อง ข้าขอตัวก่อน” มู่เชียนเจวี๋ยกล่าวลาทั้งสามคนแล้วรีบร้อนจากไป
หลิ่วชางหลานรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย มู่เชียนเจวี๋ยแทบไม่เคยทำอะไรรีบร้อนเช่นนี้ ดูเหมือนของขวัญที่ศิษย์น้องน้อยมอบให้เขาก็ไม่ธรรมดา
“ศิษย์น้อง ข้ารับของขวัญไว้แล้ว แต่นอกจากคนในสำนักแล้ว อย่าให้คนนอกรู้เื่นี้เด็ดขาด”
หลิ่วชางหลานกล่าวลาแล้วจากไปทันที
ดวงตาของเฟิ่งชิงหร่านกระตุกเล็กน้อย นางคิดในใจว่าการเร่งรีบบำเพ็ญเช่นนี้ ดูเหมือนจะเป็การแข่งขันกันเองมากเกินไปหรือไม่?
“ศิษย์พี่เจ็ด หอตำราของพวกเราอยู่ที่ใดหรือ?” ในนิยายนั้นรายละเอียดหลายอย่างถูกบรรยายไว้อย่างคลุมเครือ นางจึงอยากไปค้นคว้าตำราที่นั่น เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“ศิษย์น้องหญิง ตามข้ามา”
…
ยอดเขาที่สิบ
หลังจากที่เฟิ่งชิงหร่านเดินเข้าไปในถ้ำบนยอดเขา นางก็แสดงสีหน้าตกตะลึง ที่พำนักในถ้ำแห่งนี้แตกต่างจากที่นางคิดไว้โดยสิ้นเชิง!
ภายในถ้ำมีพื้นที่กว้างขวาง ตกแต่งอย่างหรูหราและสง่างาม เต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือย มีทุกสิ่งที่ควรมี
โม่จิงหงวางมือลงบนก้อนหินที่ทางเข้า “นี่คือศิลากลไก หลังจากหยดเืเพื่อเปิดใช้งานแล้ว มีเพียงศิษย์น้องเท่านั้นที่สามารถเข้าไปในถ้ำได้”
โม่จิงหงแนะนำสิ่งของภายในถ้ำทีละอย่าง เฟิ่งชิงหร่านยืนอยู่ข้าง ๆ เพียงแค่ตกตะลึงและพยักหน้า สิ่งที่โม่จิงหงกล่าวมานางเข้าใจทั้งหมด แต่ยิ่งฟังต่อไป จิตใจของเฟิ่งชิงหร่านก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น
หลักการสอนแบบปล่อยอิสระอย่างสมบูรณ์ของสำนักหลิงอวิ๋น ไม่มีผู้ใดสนใจว่าเ้าจะบำเพ็ญหรือไม่ โม่จิงหงยังโยน ‘โอสถอิ่มทิพย์’ ให้นางมากมาย และบอกว่าก่อนถึงขอบเขตจินตานนางมีแค่สิ่งนี้ที่กินได้
“ศิษย์พี่เจ็ด หากเป็ไปได้ ข้ายังคงอยากลิ้มรสอาหารจากโลกมนุษย์อยู่” เฟิ่งชิงหร่านลองเอ่ยปากขอร้อง