บทที่ 34 ถนนขุยหลง
"เหลวไหล! พี่ใหญ่กำลังจะออกไปจัดการธุระสำคัญ เจ้าจะติดตามไปเพื่อสิ่งใดกัน?"
ฟางเฉินเอ่ยดุด้วยน้ำเสียงเข้มงวด ทว่าแววตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบนั้น กลับแฝงไว้ด้วยความเอ็นดูที่มีต่อน้องสาวอย่างเปี่ยมล้น
"พี่ใหญ่ ท่านมิได้พาข้าออกไปเที่ยวเล่นนอกจวนมานานหลายปีแล้วนะเจ้าคะ ท่านลืมไปแล้วรึว่ายามข้ายังเยาว์วัย ท่านมักจะลอบพานางหนีออกไปซื้อถังหูหลูแสนอร่อยอยู่บ่อยครั้ง..."
ฟางจื่อเสวี่ยเอ่ยพลางทำหน้าเศร้าสร้อย หยาดน้ำตาใส ๆ เริ่มคลอหน่วยตา ดูน่าสงสารเวทนายิ่งนักจนผู้ที่พบเห็นมิอาจหักใจลงได้
หยวนจวงและหยวนอวี่ที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้าง ๆ ได้แต่ยืนถูมือไปมาด้วยความกระอักกระอ่วนใจในความสนิทสนมของพี่น้องตระกูลฟาง
"อืม..." ฟางเฉินนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ความทรงจำเก่า ๆ พรั่งพรูเข้ามา คล้ายว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ เขาจะละเลยการดูแลน้องสาวผู้นี้ไปจริง ๆ
"ตกลง เจ้าจงตามมาได้ แต่อย่าไปวิ่งซุกซนที่ไหน วันนี้พี่ใหญ่มีธุระสำคัญต้องสะสาง ไม่ได้ไปเที่ยวเล่น" ฟางเฉินพยักหน้ายอมรับอย่างจนใจ
"ดียิ่งนัก! ไป ๆ ไปกันเลย” หยาดน้ำตาที่เคยคลอหน่วยมลายหายไปในพริบตา ฟางจื่อเสวี่ยยิ้มร่าพลางเข้าไปเกาะแขนฟางเฉินอย่างร่าเริงประหนึ่งเพิ่งเก็บทองคำได้สิบตำลึง
ภาพการเปลี่ยนสีหน้าที่รวดเร็วปานกิ้งก่าเปลี่ยนสีนี้ ทำให้สองพี่น้องตระกูลหยวนถึงกับยืนตะลึงงัน มิคาดคิดว่าคุณหนูตระกูลฟางจะมีนิสัยที่เจ้าเล่ห์เพทุบายถึงเพียงนี้
"ทำให้พวกท่านเห็นเรื่องน่าขบขันเสียแล้ว" ฟางเฉินหันมากล่าวขออภัย
"มิกล้าขอรับ! มิกล้าเลยจริง ๆ!" หยวนจวงรีบโบกมือปฏิเสธพัลวันด้วยความเกรงใจ
ส่วนหยวนอวี่นั้น ในใจของนางกลับเกิดความรู้สึกประทับใจขึ้นมา นางแอบรำพึงในใจว่า 'ท่านเทพสงครามฟางช่างเป็นบุรุษที่สุภาพและให้เกียรติผู้อื่นยิ่งนัก'
คนทั้งสี่ก้าวเดินออกจากจวนตระกูลฟาง ที่นั่นมีรถม้าคันหนึ่งรอคอยอยู่ก่อนแล้ว และผู้ที่ทำหน้าที่บังคับม้าก็คือสวี่เกอนั่นเอง
นครหลวงแห่งแคว้นต้าเซี่ยถูกแบ่งออกเป็นชั้นในและชั้นนอก จวนตระกูลฟางตั้งอยู่ในเขตนครชั้นในอันรุ่งเรือง ทว่าจุดหมายที่พวกเขากำลังจะมุ่งหน้าไปคือนครชั้นนอกที่มีถนนหนทางสลับซับซ้อนกว่าสามสิบสาย
สถานที่แห่งนั้นมีนามว่าถนนขุยหลงซึ่งตั้งอยู่เกือบถึงเขตชานเมือง ใกล้กับประตูเมืองทิศตะวันออก อันเป็นสถานที่ประจำการของฟางคังไห่ในยามนี้
"ท่านชายเมื่อถึงถนนขุยหลงแล้ว ข้าอยากให้ท่านโปรดอดทนต่อสภาพแวดล้อม เนื่องจากแถบนั้นไม่ค่อยสงบสุขนัก หรือจะให้ข้ากับหยวนอวี่ลงไปสืบข่าวกันเพียงสองคนดีขอรับ?"
หยวนจวงเอ่ยเตือนเมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่เขตถนนขุยหลง บ้านเรือนรอบข้างเริ่มดูทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากความหรูหราในนครชั้นในอย่างสิ้นเชิงชาวบ้านในย่านนี้สวมใส่เสื้อผ้าที่เก่าขาดวิ่นและปะชุนด้วยเศษผ้า แววตาของพวกเขาดูหม่นหมองและชาชินต่อความยากแค้นแสนสาหัสประหนึ่งวิญญาณไร้ที่พึ่ง
'นี่ขนาดยังอยู่ในนครหลวง หากเป็นราษฎรที่อยู่นอกเมืองออกไปเล่า ชะตากรรมของพวกเขาจะลำบากยากแค้นเพียงใด' ฟางเฉินลอบทอดถอนใจยาวด้วยความเศร้าใจ
ครั้งหนึ่งเขาเคยลั่นวาจาไว้ว่าจะเปลี่ยนแปลงความอยุติธรรมนี้ให้จงได้ ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไปเขากลับพบว่ามันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด หากต้องลงมือเพียงลำพังโดยไร้ขุมกำลังหนุนหลัง
ทว่าถึงกระนั้น ฟางเฉินก็มิกะพริบตาถอยหลัง ยามที่เป็นนักยุทธ์เขามิเคยยอมแพ้ และยามนี้ที่ก้าวเข้าสู่หนทางแห่งการบำเพ็ญตน เขายิ่งมียอมสยบต่อโชคชะตาที่เน่าเฟะเช่นนี้!
"ในเมื่อตั้งใจมาถึงที่นี่แล้ว ย่อมต้องลงไปดูด้วยตาตนเอง" ฟางเฉินยิ้มบาง ๆ ให้หยวนจวง "ท่านไม่ต้องกังวลใจไป ข้าไม่ใช่ท่านชายที่ไม่เคยลำบากอยู่บนหอคอยงาช้างหรอกนะ"
หยวนจวงพลันระลึกได้ในทันทีว่า บุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเขานี้ มิใช่เพียงเด็กหนุ่มธรรมดา ทว่าคือยอดคนผู้ผ่านสมรภูมิรบนับร้อยครั้ง เป็นเพชฌฆาตที่ศัตรูต่างหวาดเกรง!
“ท่านชาย ถึงที่หมายแล้วขอรับ" เสียงของสวี่เกอดังมาจากด้านนอก พร้อมกับรถม้าที่ค่อย ๆ หยุดตัวลงอย่างนุ่มนวล
ฟางเฉินจูงมือฟางจื่อเสวี่ยก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรก ตามมาด้วยหยวนจวงและหยวนอวี่ที่กระโดดลงมาด้วยความระมัดระวัง ชาวบ้านในระแวกนั้นต่างพากันหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ แล้วหันมาจ้องมองกลุ่มผู้มาเยือนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
การจะพบเห็นผู้ที่แต่งกายภูมิฐานเช่นนี้ในถนนขุยหลง นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อพวกเขาสังเกตเห็นเครื่องแบบมือปราบที่หยวนอวี่สวมใส่ ชาวบ้านเหล่านั้นก็พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นความหวาดระแวง พวกเขารีบเร่งฝีเท้าเดินหนีไป
เบื้องหน้าของคนทั้งสี่คือบ้านไม้หลังเล็กที่ทรุดโทรม ประตูไม้ผุพังถูกปิดไว้เพียงครึ่งเดียว กลอนประตูดูเหมือนจะใช้การมิได้มาเนิ่นนานแล้ว
"พี่ใหญ่ พวกเรามาทำสิ่งใดที่นี่กันแน่รึเจ้าคะ?" ฟางจื่อเสวี่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัยขณะกวาดสายตามองสภาพอันซอมซ่อรอบกาย
"ตุลาการหยวนต้องการสืบคดีที่ค้างคา ข้าจึงตามมาดูเพื่อให้เห็นความจริงด้วยตาตนเอง" ฟางเฉินตอบพร้อมรอยยิ้ม
"สืบคดี!? น่าสนุกยิ่งนัก!" ฟางจื่อเสวี่ยอุทานด้วยความตื่นเต้น แววตาของนางฉายประกายแห่งความกระหายใคร่รู้ขึ้นมาในทันที
"ก่อนจะมา ข้ากำชับเจ้าไว้ว่าอย่างไร? ห้ามซุกซนเป็นอันขาด" ฟางเฉินใช้นิ้วเคาะหน้าผากน้องสาวเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้าให้หยวนจวงเป็นผู้เข้าไปเคาะประตูตามมารยาท
"ใครกัน?"
เพียงไม่นานนัก เสียงอันแหบพร่าและสั่นเครือของสตรีชรานางหนึ่งก็ดังมาจากภายในกระท่อม สลับกับเสียงไอโขลกอย่างรุนแรงเป็นระยะ ๆ
"ท่านป้าอู๋ ข้าเอง... หยวนจวง" หยวนจวงขานชื่อตนเองเพื่อให้คนด้านในเบาใจ
"ที่แท้ก็คือใต้เท้าหยวนนี่เอง! เชิญเข้ามาด้านในเถิดเจ้าค่ะ ร่างกายของหญิงชราผู้นี้มิสู้ดีนัก มิอาจลุกขึ้นต้อนรับใต้เท้าได้ โปรดให้อภัยในความเสียมารยาทด้วยเถิด" น้ำเสียงของนางดูเร่งรีบและเต็มไปด้วยความเกรงใจเมื่อทุกคนก้าวเข้าสู่ภายในกระท่อม กลิ่นอับชื้นและความมืดมัวก็เข้าปกคลุม สภาพภายในนั้นเรียกได้ว่าขัดสนจนถึงที่สุด มีเพียงเตียงไม้ผุ ๆ โต๊ะและม้านั่งที่จวนจะพังมิพังแหล่อย่างละตัวเท่านั้น
บนเตียงนั้นมีหญิงชรานางหนึ่งนอนอยู่ นางกำลังพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นมานั่งด้วยความยากลำบาก หยวนจวงเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปประคองนางไว้
"ใต้เท้าหยวน... ท่านมีข่าวคราวของบุตรชายและบุตรสาวของข้าบ้างหรือไม่?" หญิงชราคว้าแขนหยวนจวงไว้แน่น น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความหวังอันริบหรี่
ดวงตาของนางขุ่นมัวเป็นสีขาวหม่นประหนึ่งถูกฝ้าฟางปกคลุม สภาพของนางนั้นช่างดูคล้ายคลึงกับดวงตาของฟางเฉินในยามนี้ยิ่งนัก นางคือสตรีตาบอดที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงลำพัง
ฟางจื่อเสวี่ยเห็นภาพอันน่ารันทดใจนี้เข้า ก็รู้สึกจมูกแสบปร่าขึ้นมาทันควัน น้ำตาเอ่อคลอด้วยความสงสารจับใจ
"เรื่องนี้..." หยวนจวงอึกอัก สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ เขาจะบอกได้อย่างไรว่าคดีนี้ถูกหลี่หัวเฟิงสั่งปิดสำนวนไปนานแล้ว
"ท่านป้าอู๋ ท่านปรารถนาจะฟ้องร้องต่อศาลต้าหัวอีกครั้งหรือไม่?" ฟางเฉินเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่าหนักแน่น
หญิงชราชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าอันเหี่ยวย่นฉายแววความมึนงง "หญิงชราผู้ไร้การศึกษาเช่นข้า จะไปมีปัญญาฟ้องร้องขุนนางใหญ่โตได้อย่างไรกัน?"
"หากท่านมีเจตจำนงแน่วแน่ ข้าจะสั่งให้คนช่วยร่างหนังสือร้องทุกข์ให้แก่ท่าน แล้วนำไปยื่นต่อศาลต้าหัวด้วยตนเอง" ฟางเฉินกล่าวเสนอ
หยวนจวงตั้งท่าจะทัดทาน เนื่องจากเขารู้อยู่เต็มอกว่าหากปิดคดีไปแล้วการจะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่นั้น ย่อมต้องเผชิญกับโทสะของขุนนางชั้นผู้ใหญ่อย่างหลี่หัวเฟิงเป็นแน่
"ในยามนั้น ขุนนางจากศาลต้าหัวแจ้งแก่ข้าว่า บุตรทั้งสองของข้าลักขโมยทรัพย์สินจากจวนรองเจ้ากรมแล้วหนีหายไป... แล้วข้าจะไปฟ้องร้องเอาผิดกับผู้ใดได้อีกเล่า?" หญิงชราพึมพำด้วยความสิ้นหวัง
"นั่นก็นับว่าเป็นเหตุผลที่ฟังดูน่าเศร้านัก" ฟางเฉินยิ้มจาง ๆ เขากวาดสายตาสำรวจรอบกระท่อมอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ก่อนจะหันไปบอกหยวนจวง "พวกเรากลับกันเถิด"
หยวนจวงตกตะลึงจนทำตัวมิถูก อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาไกลแสนไกล ทว่ากลับตั้งคำถามเพียงมิกี่ประโยคแล้วก็จะกลับไปเสียอย่างนั้นรึ?
ทว่าเมื่อฟางเฉินเดินนำออกจากกระท่อมไปแล้ว เขาจึงมิกล้าชักช้า รีบเอ่ยอำลาหญิงชราพร้อมกับลอบวางเงินหนึ่งตำลึงไว้ให้ใต้หมอน ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าตามไป
ที่ด้านหน้ากระท่อม ฟางเฉินกระซิบสั่งการบางอย่างกับสวี่เกออย่างรวดเร็ว สวี่เกอพยักหน้ารับคำอย่างเคร่งขรึมก่อนจะปลีกตัวหายไปในฝูงชน
"พี่รอง วันนี้พวกเรามาที่นี่เพื่อทำสิ่งใดกันแน่?" หยวนอวี่ลอบดึงแขนเสื้อพี่ชายพลางกระซิบถามด้วยความมึนงง
"เจ้าอย่าได้ถามซอกแซกนักเลย" หยวนจวงดุน้องสาว ก่อนจะก้าวเข้าไปหาฟางเฉินแล้วถามด้วยความนอบน้อม "ท่านชาย พวกเราจะกลับจวนกันเลยหรือขอรับ?"
"ท่านมิรู้สึกรึว่า กระท่อมหลังนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่วิปริตผิดธรรมดา?" ฟางเฉินหันกลับมามองกระท่อมซอมซ่อหลังนั้น แววตาฉายชัดถึงความครุ่นคิดลุ่มลึก
"ผิดธรรมดา? กระท่อมที่พังทลายหลังนี้มีสิ่งใดให้น่าสงสัยกันรึขอรับ?" หยวนจวงเกาหัวด้วยความฉงน
"พี่ใหญ่ ท่านป้าผู้นั้นตามืดบอด ทั้งยังไร้บุตรหลานคอยดูแลรับใช้ แล้วนางจะมีชีวิตรอดมาได้อย่างไรตั้งสองปีกันเจ้าคะ?" ฟางจื่อเสวี่ยเอ่ยถามในสิ่งที่นางสงสัยที่สุด
ฟางเฉินพยักหน้าชื่นชมน้องสาว "ถูกต้องแล้ว... นางจะมีชีวิตรอดมาได้อย่างไรตั้งสองปีโดยลำพังในสภาพเช่นนั้น"
"ท่านชาย!?" หยวนจวงเริ่มตระหนักถึงความผิดปกติบางอย่าง แผ่นหลังของเขาพลันเย็นวาบขึ้นมาทันที
"ท่านสังเกตเห็นหรือไม่ แม้เสื้อผ้าของนางจะเก่าขาดทว่ากลับสะอาดสะอ้าน ยิ่งไปกว่านั้น ธรณีประตูที่มีตะไคร่น้ำขึ้นหนาเตอะนั้น บ่งบอกว่ามิเคยมีผู้ใดเดินผ่านเข้าออกเลยมาเป็นเวลานานแสนนาน" ฟางเฉินยิ้มเย็น
"ทว่าท่านป้าอู๋ล้มป่วยติดเตียงมานาน ย่อมมิอาจเดินเข้าออกได้อยู่แล้ว..." หยวนจวงแย้งด้วยน้ำเสียงที่มิสู้มั่นใจนัก
"แล้วใครเป็นคนส่งข้าวน้ำแก่นางเล่า? สองปีที่ผ่านมา หากไร้คนคอยปรนนิบัติ หญิงชราตาบอดผู้หนึ่งจะรอดพ้นความหนาวเหน็บโดยไม่มีแผลกดทับสักนิดได้อย่างไร?" ฟางเฉินเอ่ยเสียงเรียบ
หยวนจวงสะท้านเยือกไปทั้งร่าง ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งพบว่าทุกอย่างช่างมิชอบมาพากลประหนึ่งถูกจัดวางไว้เพื่อลวงตา
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด ทันใดนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึงกลุ่มหนึ่งก็พากันเดินตรงเข้ามา แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและมุ่งหมายจะหาเรื่อง
"โอ้... ดูสิว่าข้าเจอแม่นางผู้เลอโฉมจากที่ใดกันนี่ ฮ่า ๆ ๆ ..." หัวหน้ากลุ่มผู้หนึ่งจ้องมองฟางจื่อเสวี่ยด้วยสายตาหื่นกระหาย พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะอย่างน่ารังเกียจออกมา