ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 4 บทที่ 115 นักรบคลั่งอมตะ มิติบิดเบี้ยว

            ทว่าชายหนุ่มปริศนาคนนั้นกลับยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเขาเพียงแค่ขยับร่างกายเล็กน้อย

            “จิตสังหารดั้งเดิม”

            ตูม...

            วินาทีต่อมากลิ่นอายกดดันที่น่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดก็พวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาไม่เพียงแต่จะบดขยี้ฝูงแมลงปีศาจที่พุ่งเข้ามาจนแตกพ่ายไปในทันทีแต่มันยังหลงเหลืออานุภาพพุ่งเข้ากระแทกหน้าอกของบลัดอย่างรุนแรง

            ปัง!

            HP-1799

            “อ๊าก...”

            บลัดแผดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดพลางพ่นเลือดเสียที่ส่งกลิ่นเหม็นคาวออกมาคำใหญ่เขาเจ็บปวดรวดร้าวเสียจนแทบจะหมดสติไปตรงนั้น

            ในตอนนี้หลอดเลือดของเขาเหลือเพียง 200 กว่าหน่วยสุดท้ายเท่านั้นแทบจะพร้อมสิ้นใจได้ทุกเมื่อ

            กระนั้นเขากลับไม่ได้หนีต่อแต่กลับใช้นิ้วอันสั่นเทาชี้ไปยังชายหนุ่มชาวเสินเซี่ยตรงหน้าพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ

            “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

            “แก... แกคือผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุด ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าแกเป็นผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดจริงๆ ด้วย”

            บลัดหัวเราะอย่างโหยหวนและสิ้นหวัง

            นั่นก็เพราะชายหนุ่มปริศนาตรงหน้าน่ากลัวเกินไปแม้แต่สกิลที่ร่ายออกมาอย่างไม่ใส่ใจก็ยังมีอานุภาพเทียบเท่ากับไม้ตายก้นหีบของผู้ใช้อาชีพคนอื่นๆ

            ต้องรู้ก่อนว่าในฐานะ‘หมอผีวูดู’ ระดับอาชีพของเขานั้นแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะ

            แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มปริศนาชาวเสินเซี่ยคนนี้เขากลับไม่มีกำลังจะต่อต้านได้เลยแม้แต่นิดเดียวร่างกายราวกับทำมาจากกระดาษที่บางมากจนถูกอีกฝ่ายบงการได้ตามใจชอบ

            สิ่งเหล่านี้ทำให้บลัดตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งอย่างถ่องแท้เป็นความจริงที่โหดร้ายแต่แสนจะเที่ยงแท้...ชายหนุ่มปริศนาคนนี้คือผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุด

            ใช่แล้วเขาคือผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุด

            “เลเวลแค่ 203 แต่กลับมีพลังรบที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ไม่เกินห้าปีในทำเนียบร้อยเทพสงครามโลกแห่งดาวสีน้ำเงินจะต้องมีชื่อของแกอยู่อย่างแน่นอน”

            แววตาของบลัดซับซ้อนเขาละทิ้งความคิดที่จะดิ้นรนต่อสู้โดยสิ้นเชิง พลางเอ่ยยิ้มอย่างขมขื่น“ได้ตายด้วยน้ำมือของผู้แข็งแกร่งอย่างแก บลัดคนนี้หมดห่วงแล้ว”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาจึงเงยหน้าขึ้น จ้องมองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เป็นประกายพลางเอ่ยถามเสียงหนัก“คำขอสุดท้าย บอกฉันที... แกชื่ออะไร”

            ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเย็นชาใบหน้าปราศจากความยินดียินร้าย เขาขยับปากเพียงเล็กน้อยแต่เสียงที่เปล่งออกมากลับดังกังวานราวกับเสียงคำรามของมังกรและเสือที่สั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ

            “ชื่อของฉันคือ นักรบคลั่งอมตะ... ฉู่เอ้า”

            ตูม...

            ลมหมัดอันน่าสะพรึงกลัวตกลงมาจากฟากฟ้าอีกครั้งร่างของบลัดถูกแรงกระแทกจนกระเด็นออกไปทันทีและหลอดเลือดที่เหลือเพียงน้อยนิดของเขาก็ถูกลบจนเกลี้ยง

            เมื่อมองดูร่างที่เบิกตาค้างสิ้นใจของบลัดชายหนุ่มก็ยื่นมือออกไปขีดฆ่าชื่อของอีกฝ่ายทิ้งจากม้วนคัมภีร์

            หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นเขาจึงเงยหน้าขึ้นดวงตาเผยให้เห็นจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่คลุ้มคลั่งอย่างไม่เคยมีมาก่อน

            “การสอบระดับชาติกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วสินะ?”

            “หวังว่าไอ้สามคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังทัดเทียมกับฉันจะสร้างความท้าทายที่พอดูได้ให้ฉันบ้างนะ”

            “หวังว่าจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง...”

            “อย่าทำให้ฉันผิดหวังเด็ดขาดล่ะ”

            ............

            ...

            ประเทศเสินเซี่ยมณฑลตะวันตกเฉียงใต้ โรงเรียนมัธยมในมณฑลตะวันตกเฉียงใต้อันดับหนึ่ง

            “เทียนอี เตรียมตัวพร้อมหรือยัง?”

            บนลานกว้างที่ร้างผู้คนชายวัยกลางคนในชุดคลุมจอมเวทเอ่ยถามเด็กหนุ่มสวมแว่นที่มีบุคลิกสุภาพเรียบร้อยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

            “ครับ”

            เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างหนักแน่นใบหน้าเต็มไปด้วยความจริงจัง

            “ดี งั้นฉันจะเริ่มโจมตีแล้วนะ”

            เมื่อเห็นดังนั้นชายวัยกลางคนจึงค่อยๆ ชูไม้เท้าเวทในมือขึ้น พร้อมเอ่ยเตือนเสียงหนัก“คราวนี้ฉันจะโจมตีเธออย่างสุดกำลัง จะไม่มีการออมมือให้อีกแล้วระวังตัวด้วย”

            สิ้นเสียงเขาก็ไม่สนใจว่าเด็กหนุ่มจะมีปฏิกิริยาอย่างไรพลางตะโกนก้อง

            ฝนอัคคีดาวตก!

            ตูมตูม ตูม ตูม ตูม...

            วินาทีต่อมาพร้อมกับเสียงแหวกอากาศที่น่าสะพรึงกลัวดังก้องติดต่อกัน

            ลูกไฟขนาดมหึมานับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าอย่างไร้สัญญาณเตือนราวกับจะแผดเผาทั้งผืนฟ้าให้มอดไหม้ อุณหภูมิร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่วแม้แต่ผืนดินยังถูกเผาจนส่งเสียงเปรี๊ยะๆดูราวกับวันสิ้นโลกที่น่าหวาดหวั่นถึงขีดสุด

            ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีที่รุนแรงขนาดนี้เด็กหนุ่มกลับไม่มีอาการลนลานแม้แต่น้อย เขาชูไม้เท้าเวทในมือขึ้นเช่นกันและร่ายสกิลออกมาในจังหวะคอขาดบาดตาย

            “มหาเวทต้องห้ามระดับรอง: มิติบิดเบี้ยว”

            วิ้ง...

            วินาทีต่อมาภายใต้สายตาที่ไม่อยากจะเชื่อของชายวัยกลางคนพื้นที่รอบตัวของเด็กหนุ่มก็เริ่มบิดเบี้ยวราวกับกระจกที่แตกร้าวมันหดตัวและเปลี่ยนรูปทรง พร้อมกับส่งเสียงแหลมบาดหูราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบอัดเข้าหากันอย่างรุนแรง

            และฝนอัคคีที่เพิ่งโปรยปรายลงมาทั่วนั้นยังไม่ทันจะได้เข้าถึงตัวเด็กหนุ่มก็ถูกมิติที่บิดเบี้ยวรอบด้านบีบอัดจนกระเด็นออกไปทั้งหมด

            ตูม!ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!...

            ลูกไฟพุ่งเข้ากระแทกพื้นที่ว่างเปล่าใกล้ๆจนเกิดเป็นหลุมดำทมิฬที่ไหม้เกรียมหลุมแล้วหลุมเล่าทว่าแม้แต่ชายเสื้อของเด็กหนุ่มก็ไม่ได้รับการระคายเคืองเลยแม้แต่นิดเดียว

            “ดี เป็นมหาเวทต้องห้ามฉับพลันที่ยอดเยี่ยมมาก”

            เมื่อเห็นภาพนี้ชายวัยกลางคนก็ไม่อาจเก็บงำความตื่นเต้นในใจได้อีกต่อไปเขาวิ่งเข้าไปหาเด็กหนุ่มพลางชูนิ้วหัวแม่มือให้อย่างไม่เสียดายคำชม

            “เทียนอี สกิล ‘ฝนอัคคีดาวตก’ นี้เป็นเวทมนตร์ธาตุไฟระดับเปลี่ยนอาชีพครั้งที่สี่เชียวนะนึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะป้องกันสกิลระดับนี้ได้”

            ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยความตื่นเต้น“ด้วยความสามารถของเธอในตอนนี้ตราบใดที่ไม่ไปเจอผู้ใช้อาชีพที่เปลี่ยนอาชีพครั้งที่ห้าขึ้นไปก็น่าจะรั้งตำแหน่งไร้พ่ายได้อย่างมั่นคงแล้ว”

            “ขอบคุณอาจารย์แจ็คที่คอยประสาทวิชาและเคี่ยวเข็ญผมมาตลอดหลายปีครับไม่อย่างนั้นลำพังแค่ตัวผมคนเดียวคงไม่มีทางทำความเข้าใจเรื่องมิติได้ลึกซึ้งขนาดนี้” เด็กหนุ่มยิ้มตอบอย่างขัดเขิน

            “ฮ่าๆ นั่นเป็นเพราะเธอมีพรสวรรค์และหัวดีเองด้วยแหละไม่อย่างนั้นต่อให้ฉันจะพยายามแทบตายก็คงไม่สามารถสร้างอะไรจากความว่างเปล่าจนปั้นเธอมาได้ถึงระดับนี้หรอก” ชายวัยกลางคนเอ่ยอย่างยินดี

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงไป

            “แต่ว่านะ...”

            “แต่อะไรเหรอครับ?”

            เด็กหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นพลางรีบถามต่อทันที

            ชายวัยกลางคนไม่ได้ตอบแต่กลับจ้องมองเด็กหนุ่มอย่างลึกซึ้งและเอ่ยเสียงหนัก“ด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ของเธอ การรั้งอยู่ที่ประเทศเสินเซี่ยต่อไปมันเป็นการเหยียบย่ำทำลายของล้ำค่าจากสวรรค์ชัดๆ”

            “เอ๋? ที่อาจารย์พูดหมายความว่ายังไงครับ?” เด็กหนุ่มถามด้วยความไม่เข้าใจ

            ชายวัยกลางคนยังคงไม่ขยายความแต่กลับพึมพำกับตัวเองว่า “หลายปีมานี้กำลังของประเทศเสินเซี่ยถดถอยลงทุกวันไม่เพียงแต่จะกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับจักรวรรดิอินทรีขาวแต่เมื่อมองไปทั่วทั้งดาวสีน้ำเงิน ก็เรียกได้ว่ามีศัตรูอยู่รอบทิศ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “การอยู่ในประเทศแบบนี้ไม่มีอนาคตหรอก”

            สิ้นคำพูดชายวัยกลางคนก็เปลี่ยนเรื่องอีกครั้ง

            “มีเพียงจักรวรรดิอินทรีขาวที่ยิ่งใหญ่เท่านั้นถึงจะคู่ควรกับพรสวรรค์ระดับแนวหน้าของเธอ มอบเวทีที่ดีกว่าให้เธอและปล่อยให้เธอทะยานสู่ท้องฟ้าได้อย่างอิสระยิ่งกว่าเดิม”

            “อาจารย์หมายความว่า จะให้ผมไปต่างประเทศเหรอครับ?” เด็กหนุ่มเริ่มคล้อยตาม

            “เยส”

            ชายวัยกลางคนดีดนิ้วดูท่าทางจะพึงพอใจในความเฉลียวฉลาดของเด็กหนุ่มมากจนถึงกับหลุดคำภาษาอังกฤษออกมาด้วยความตื่นเต้น

            “แต่ว่า... ประเทศเลี้ยงดูผมมาตั้งนานเสียสละทั้งทรัพยากรและกำลังคนไปตั้งมากมาย ถ้าผมจากไปเฉยๆ แบบนี้ มันจะ...”เมื่อเห็นดังนั้น เด็กหนุ่มจึงเอ่ยถามด้วยความกังวล

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน