“ลุง ลุงว่าไงนะ ไหนลุงบอกอีกทีซิคะ” น้ำใสได้ยินไม่ถนัดหันมาซักเพื่อความแน่ใจสุดาทิพย์หันตามเพื่อนมาด้วย แต่มองลุงั้แ่หัวจรดเท้าพิจารณา
“สนใจเหมาเรือไปเที่ยวเกาะใกล้ ๆ นี้มั๊ยครับ” ลุงแก่ชี้มือไปที่เกาะแห่งหนึ่งซึ่งเห็นอยู่ไกลลิบของอีกฟากฝั่งทะเล
“ไปยังไงละคะ ไปกับเรือของลุงเองหรือคะ” สุดาทิพย์สนใจถามต่อ
“ครับ”
สุดาทิพย์หันมากระซิบถามน้ำใสเบาๆ ว่า
“น้ำ ตรงโน้นก็มีเรือใหญ่ ทำไมเราไม่ไปกับเรือใหญ่ที่เขามีบริการตรงโน้นล่ะทิพย์ว่ามันน่าจะปลอดภัยกว่านะ เรือลุงเป็ยังไงบ้างก็ไม่รู้ เก่าแค่ไหนก็ไม่รู้แล้วจะปลอดภัยเหรอ” ประโยคท้ายสุดาทิพย์ยิ่งพูดเบายิ่งกว่าเดิมเพราะกลัวลุงได้ยินเื่เรือของแก
“น้ำว่าตื่นเต้นดีออก เรือใหญ่นะใคร ๆ ก็ไปกัน แล้วคนก็เยอะ อีกอย่างถ้าเราไปกับเรือของลุง ก็เท่ากับเป็การสนับสนุนแก ให้แกมีรายได้”
“จะดีเหรอ”
“ลองดูหน่อยน่า”
สองสาวหันมองหน้ากันแบบชั่งใจ สุดาทิพย์พยักหน้า น้ำใสซักต่อ
“ลุง เราขอดูเรือของลุงก่อนได้มั๊ยคะ เื่ราคาน่ะไม่มีปัญหาถ้าเรือสภาพดีดูแล้วน่าปลอดภัยหนูก็อาจจะรับข้อเสนอของลุง ได้มั๊ยคะ” น้ำใสต่อรอง
“ได้ครับคุณหนู เชิญทางนี้เลยครับ”
ลุงแก่เดินนำหน้าสองสาวลัดเลาะไปตามชายหาดผ่านร้านและแผงขายของไปด้านหลัง เลยบ้านพักหลังย่อมที่ปลูกต่อกัน ไปอีกเดินไกลพอสมควร ทุกครั้งที่เดินคนก็ยิ่งน้อยลงจนเมื่อลุงแก่พาสองสาวเลี้ยวเข้าไปในแนวป่าโปร่งซึ่งมีต้นไม้ต้นหญ้าต้นไม่โตนักขึ้นระเกะระกะมีทางเดินเป็แนวดินเรียบแคบคดเคี้ยวเหมือนแหวกป่าออกเป็สองฝั่งทำให้สุดาทิพย์เริ่มใจคอไม่ดี หญิงสาวเกาะแขนน้ำใสแน่น น้ำใสหันมาสบตาเพื่อนบีบมือเพื่อนเบา ๆ คล้ายกำลังจะบอกว่า ‘คงไม่มีอะไรหรอก อย่ากังวล’ โดยไม่เปล่งเสียงเป็คำพูดออกมา
น้ำใสชำเลืองมองซ้ายทีขวาทีจดจำเส้นทางดีนะที่หูยังแว่วเสียงคลื่นลมทะเลเนือง ๆ แสดงว่ายังอยู่ในเขตชายฝั่งทะเลลุงแก่เดินจ้ำอ้าวไม่พูดไม่จา สองสาวเดินตามติดแต่ทิ้งระยะห่างพอให้ช่วยเหลือตัวเองหรือวิ่งหนีทันเพราะระหว่างทางเจอคนเดินสวนมาน้อยมากทั้งสามพากันเดินมาจนพ้นแนวป่าทะลุออกมาด้านนอกเจอชายทะเลอีกฝั่งแต่เป็ฝั่งของพวกชาวเล ที่นี่ทะเลไม่สวยเหมือนฝั่งที่หล่อนจากมาทะเลฝั่งนี้ถูกแบ่งเขตด้วยแนวหินก้อนใหญ่ ที่มีหลายขนาดเรียงรายเหลื่อมล้ำสูงท่วมหัวคล้ายกำแพงกั้นทำให้มองไม่เห็นชายทะเลด้านที่น้ำใสกับสุดาทิพย์จากมา
ชาวบ้านที่นี่ปลูกบ้านห่างชายฝั่งไม่มากตัวบ้านทำด้วยไม้ต่อกันง่าย ๆ ไม่มีลวดลายหรือสัดส่วนที่สวยงามเหมือนในเมืองส่วนมากเป็บ้านชั้นเดียว หน้าบ้านแต่ละหลังจะมีแคร่ไม้ไผ่สี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งอยู่หน้าบ้านบางบ้านก็ตั้งเสาขึ้นมุงหลังคา บางบ้านก็ไม่และทุกบ้านจะมีเสาสูงแขวนแหไว้หน้าบ้านซึ่งแคร่นี้เป็เหมือนเฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ กิจกรรมต่าง ๆ มักจะทำกันบนแคร่ทั้งกินข้าว ซ่อมแห อ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งนอนหลับ
ส่วนที่ชายทะเลมีหินตะปุ่มตะป่ำเต็มไปหมดแต่จะมีขนาดเล็ก ไม่ใหญ่เท่าตรงริมกำแพงหินที่กั้นอีกฝั่งไว้เรือตังเกทั้งเก่าใหม่ จอดเต็มพรืดยาวตลอดแนวชายหาด แทบจะหาช่องว่างกว้าง ๆไม่ได้เลย ข้างลำเรือมักมีชื่อเพราะ ๆ เขียนอยู่ เช่น นางนวล ปะการัง ไข่มุกล้วนแล้วแต่ตั้งชื่อเกี่ยวกับทะเลทั้งสิ้น แต่บางลำก็ตั้งตามใจฉัน อาทิ อินทนิลกาหลง หรือแปลก อย่าง น้องอ้อยก็มี
น้ำใสเดินตามลุงไม่ห่างสุดาทิพย์เกาะแขนเพื่อนแน่นมองไปรอบตัว ตลอดทางที่สองสาวเดินผ่านชาวบ้านมองตามด้วยความสนใจ บ้างก็ยิ้มให้มองตาม บ้างก็มองเพียงแค่แว๊บเดียวก็เลิกราหันมาสนใจกิจกรรมของตนต่อ
ส่วนที่สนใจสุดๆ คงเป็พวกเด็กน้อยตัวดำชายหญิง หน้ามอมแมมเปรอะเปื้อนทั้งเหงื่อและเม็ดทรายแต่รอยยิ้มกลับสดใส ยิ้มเห็นฟันขาว ดวงตาแวววาวจริงใจชี้ชวนให้ดูสองสาวแล้วหันไปหัวเราะให้กันอย่างสนุกสนานเหมือนเห็นตัวประหลาดเดินหลงเข้ามาในหมู่พวกเขา
สักพักก็เจอเรือตังเกลำเก่าไม่ใหญ่นักแต่ก็ดูแข็งแรงทนทานแม้สภาพภายนอกสีซีดแต่ก็สะอาดผ่านการขัดล้างซ่อมแซมอย่างดีข้างลำเรือเขียนชื่อไว้ว่า “จันทร์แรม” ซึ่งลุงแกบอกว่าเป็ชื่อของเมียแกที่ตายไป
น้ำใสมองดูเรืออย่างพินิจพิจารณา
“เป็ไงบ้างครับคุณหนู พอใจไหมครับ เนี่ยผมรักมันมากเลยน่ะครับผมดูแลมันดียิ่งกว่าเมียผมซะอีก” ลุงพูดพลางมือลูบไล้ไปตามด้านข้างของเรือ
“ก็ ดูดีค่ะลุง งั้นหนูขอปรึกษาเพื่อนก่อนนะคะแต่ถ้าไม่ไปก็ไม่เป็ไรนะคะลุง” น้ำใสหันไปจูงมือสุดาทิพย์ออกห่างจากลุงเล็กน้อยพอให้ได้ยินกันสองคน
“ทิพย์ว่าไง สนใจมั๊ย” น้ำใสกระตือรือร้นถามความเห็น
“เราว่าก็น่าสนนะน้ำ แต่เรากลัว” สุดาทิพย์หวั่นใจเล็กน้อย“อย่าไปเลยน้ำ เราเที่ยวแค่นี้ก็พอแล้ว”
“แต่เราว่าน่าตื่นเต้นนะทิพย์ แล้วเราสองคนก็ว่ายน้ำเป็นี่ไม่เห็นต้องกลัวอะไรเลย ไปแค่แป๊บเดียวไม่นานหรอก มองจากตรงนี้ก็เห็นเกาะแล้ว”น้ำใสมองไปทางเกาะอย่างตื่นเต้น ต่างจากสุดาทิพย์ที่ออกจะกังวลใจ
“เอางั้นเหรอ น้ำแน่ใจนะ” สุดาทิพย์ถามย้ำเสียงแ่
“งั้นซิ” เพื่อนสาวตอบกลับเสียงดังฟังชัดในขณะที่คนฟังกลับรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่
น้ำใสดูจะตื่นเต้นกับเื่นี้ไม่น้อย“ว่าแต่ใช้เวลานานมั๊ยคะ กว่าจะถึงเกาะตรงโน้น” เ้าหล่อนซักรายละเอียด
“ก็ประมาณสองชั่วโมงกว่านะครับ อย่างช้าไม่เกินสามชั่วโมง”
“ทำไมนานจังค่ะ เห็นใกล้ ๆ แค่นี้เอง” สุดาทิพย์สงสัย
“โธ่ คุณหนูครับ ทะเลนะครับ ไม่ใช่ถนน จะได้วิ่งปรู๊ดเดียวถึงแล้วที่คุณหนูเห็นว่ามันใกล้นะที่จริงไม่ใกล้เหมือนตาเราเห็นนะครับ” ลุงแกอธิบายเสียงสูง นึกขำในความไม่รู้เื่ของคนในเมือง
“เหรอคะ” สุดาทิพย์พยายามเข้าใจ
“แล้วลุงจะพาเราไปยังไงคะ หมายถึง ไปเที่ยวเกาะโน้นแล้วที่เกาะโน้นมีอะไรน่าเที่ยวกว่าที่นี่มั่ง” สุดาทิพย์ซักต่อ
“ที่นั่นมีทุกอย่างพร้อมละครับ ทั้งอาหารที่พักจะพักแบบค้างคืนก็ได้ ราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิดหรอกครับ บรรยากาศดีนะครับเกาะนั้นนะ ไม่ค่อยมีคนไปเที่ยวกันหรอก เพราะมันไม่ใช่ที่โด่งดังอะไรเดี๋ยวพอไปถึง ผมจะพาคุณหนูไปดูเช่าห้องพัก สนใจห้องแบบไหน ราคาไหนเลือกได้เลยตามใจชอบ จะให้ผมมารับตอนไหนก็บอกได้” ลุงแก่สาธยายกลัวลูกค้าเปลี่ยนใจ
“อ้าว ถ้าลุงไม่มารับเรา เราจะกลับยังไงล่ะ” สุดาทิพย์ถามน้ำเสียงไม่ไว้ใจ
“โอ้ย ไม่ต้องห่วง บนเกาะโน้นก็มีเรือประมงเหมือนกัน เขามาส่งก็ได้ แต่ลุงมารับแน่นอน คุณหนูก็จ่ายค่าเหมาเรือลุงครึ่งหนึ่งก่อน อีกครึ่งจ่ายตอนกลับ ดีมั๊ยครับ” ลุงแก่ร่ายรายละเอียดโบกไม้โบกมือเรียกความมั่นใจให้ลูกค้าน้ำใส ขมวดคิ้วคิดตาม
“ฮึม ดีเหมือนกัน งั้นอีกหนึ่งชั่วโมง หนูจะมาหาลุงใหม่ขอเวลาไปเตรียมตัวก่อน ตอนนี้ก็บ่ายสอง ออกเรือบ่ายสาม กว่าจะถึงเกาะก็พอดีเย็น”น้ำใสบอก
“ครับ ได้ครับ ลุงจะได้เตรียมเรือไว้ให้พร้อม อ้อ ลุงมีเสื้อชูชีพด้วยนะเตรียมไว้ให้ลูกค้าโดยเฉพาะ”
“แหม ดีจัง” น้ำใสชอบใจ
ทั้งสามตกลงราคาค่าเหมาเรือจนพอใจทั้งสองฝ่ายแล้วเหตุการณ์ก็ดำเนินไปตามแผนที่วางไว้